ความจริงใจปรากฏบนใบหน้าเหลียนฟางโจวอย่างไม่ปิดบัง “ป้าใหญ่ ข้าพูดจริง ๆนะ หากข้าไม่มีอันใดเกี่ยวข้องกับพวกท่านแม้แต่นิด ย่อมเป็นเรื่องประเสริฐยิ่งนัก!”
“เจ้าพูดจาเหลวไหลอันใดของเจ้ากัน!”โทสะของเฉียวซื่อพุ่งพล่าน นางภาคภูมิใจในสิ่งที่เหลียนฟางโจวดูจะอยากหลีกลี้ให้ไกล! และเพราะว่าอีกฝ่ายไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ก็เลยเผยหน้าตาคับข้องใจยิ่งนัก!
ช่างไม่มีเหตุผลเลยสักนิด!
เฉียวซื่อรู้สึกมึนงงไปชั่วขณะ ปอดนางแทบระเบิดโพลงออกมาด้วยโทสะ
นางเผยใบหน้าซีดเผือด ปากสั่น ถลึงตาใส่เหลียนฟางโจว พลางเอ่ยอย่างชิงชัง “เจ้าเลิกมาทำเป็นให้ราคาต่ำแต่ความจริงขายแพงกับข้าเลย! ใช่แล้ว! อย่างไรเจ้าก็มีแต่ได้กับได้! มีประโยชน์อันใดที่มากล่าวคำพูดใจกว้างเยี่ยงนี้! ไม่ว่าเจ้าจะพูดมาอีท่าไหนก็เปลี่ยนข้อเท็จจริงนี้ไม่ได้หรอก!”
ความจริงก็คือเจ้ากำลังเอาผลประโยชน์จากบุตรชายข้า!
เหลียนฟางโจวเห็นดวงตาเฉียวซื่อที่ฉายแววชิงชังและโกรธเกรี้ยวมากเสียจนแทบอยากกลืนกินชีวิตเธอ ก็รู้สึกพูดไม่ออกและไม่เข้าใจอีกฝ่ายนัก ดังนั้นหญิงสาวจึงยักไหล่แล้วพูดขึ้น “ในเมื่อท่านแต่เถียงหัวชนฝาเสียปานนี้ ข้าก็คงไม่มีอะไรจะพูดแล้ว!”
“ฮึ่ม!”เฉียวซื่อเหยียดยิ้ม แล้วเอ่ยอย่างเย็นชา “ไม่มีเรื่องเสียเปรียบเช่นนั้นในโลกนี้หรอก ไม่มีเหตุผลที่คนจะยอมเสียเปรียบโดยไม่หวังสิ่งใด! มองดูของสับปะรังเคที่เจ้าส่งมาให้บ้านข้าสิ! นี่มันของอะไรกัน มีค่าเพียงเศษเงินเล็ก น้อย ๆ! เจ้าส่งมาให้ขอทานหรือไร!”
เหตุผลเพราะเรื่องนี้นี่เอง! เหลียนฟางโจวเข้าใจได้ในที่สุด หญิงสาวเลิกคิ้วนิดหนึ่ง พลางพูดขึ้น “ของสับปะรังเคงั้นรึ? หากป้าใหญ่ไม่ชอบใจ ก็ส่งคืนกลับมาให้ข้าเถิด! ข้าไม่รู้สึกอับอายกับของสับปะรังเคที่กระแทกตาแก่ ๆของท่านเลย!”
หญิงสาวพูดอย่างเย้ยหยัน “ดูเหมือนว่าข้ายังไม่ได้เอาเปรียบอะไรท่านกระมัง? ข้าอุตส่าห์เป็นฝ่ายแตกเศษเงินก่อนนะ นี่ป้า ด้วยค่าใช้จ่ายนี้ ข้าคิดว่าข้าเป็นฝ่ายเสียเปรียบมากกว่านะ!”
เฉียวซื่อโกรธจนเลือดขึ้นหน้า พลางแค่นเสียงเย็นชา “เจ้าเลิกพูดเวิ่นเว้อกับข้าเสียที เหลียนฟางโจว ข้าจะบอกให้เจ้ารู้ไว้ ข้ามันคนละชั้นกับพวกเจ้า! ฮึ่ม บุตรชายข้าคือซิ่วไฉและมีอนาคตอันยิ่งใหญ่รออยู่ ในอีกสองสามปีข้างหน้า ข้าจะเป็นมารดาของขุนนางใหญ่ เป็นฮูหยินผู้เฒ่าของจวนขุนนางใหญ่ โดยทั่วไปข้าไม่ต้องมาสนใจเรื่องของพวกเจ้าอยู่แล้ว!”
เหลียนฟางโจวเกือบจะหัวเราะออกมาดัง ๆ จากการที่บุตรชายได้เป็นซิ่วไฉ นางสามารถคิดต่อยอดได้ยาวไกลยิ่งนัก จินตนาการได้ไม่รู้จบจริง ๆ ต่อให้มีม้ามาสิบตัว ก็คงไม่อาจมาฉุดรั้งนางไว้ได้!
“หากเป็นเช่นนั้นจริง ข้าก็ขอแสดงความยินดีกับป้าใหญ่เป็นคนแรกเลยเชียว!” เหลียนฟางโจวเอ่ยชื่นชมแกมประชด
เฉียวซื่อแค่นเสียงและเอ่ยอย่างทะนงตน “เจ้ายังนับว่ารู้ดีรู้ชั่ว! อาไห่จะกลับมาในอีกสองวัน ลุงเจ้าและข้าหารือกันเรียบร้อยแล้วว่า เราจะจัดเลี้ยงโต๊ะมื้อเย็น เชิญคนในหมู่บ้านมากินสัก 30 โต๊ะ ไม่สิ ต้อง 40 โต๊ะ หนึ่งโต๊ะก็ต้องใช้เงินอย่างน้อยหนึ่งถึงสองตำลึง รวมกับข้าวของจิปาถะ ทั้งหมดก็หนึ่งร้อยตำลึง! เงินนี้พวกเจ้าไม่ต้องออกกันเลยหรือไร?”
นางหรี่ตามองเหลียนฟางโจวแวบหนึ่งแล้วพูด “ข้าไม่ได้คิดเรียกเอาจากเจ้าทั้งหมด เจ้าก็ให้มาเพียงหกสิบตำลึง ก็ใช้ได้แล้ว!”
เหลียนฟางโจวรู้สึกโง่งมไปชั่วขณะ รู้สึกว่าเพียงฟังคนผู้นี้พูด ในใจรู้สึกบีบรัดรุนแรงจริง ๆ
สองตำลึงต่อโต๊ะอาหารหนึ่งโต๊ะรึ? นางกำลังพ่นเรื่องน่าขันอันใดกัน! มีไก่ มีปลา มีเนื้อซึ่งสามารถทำอาหารจานหรูหราเต็มที่สำหรับหนึ่งโต๊ะ ก็เพียงสองถึงสามตำลึง คิดสองตำลึงต่อโต๊ะเชียวรึ? เห็นเธอเป็นคนโง่งมนักหรือไร!
แน่นอน เหลียนฟางโจวจะไม่ยอมถูกเอาเปรียบ โดยเฉพาะให้เฉียวซื่อใช้ท่าทีและน้ำเสียงมาบังคับให้เธอจ่ายเงินสุรุ่ยสุร่ายราวกับคนไม่มีสติ
อย่างไรก็ดี เธอไม่รีบร้อนปฏิเสธไปอย่างเด็ดขาดนัก ทว่าหญิงสาวค่อนข้างอยากถามด้วยความอยากรู้ “เหตุใดพวกท่านออกเงินเพียงสี่สิบตำลึง ขณะที่พวกเราออกเงินหกสิบตำลึงเล่า?”
เฉียวซื่อได้ฟังถ้อยคำนี้แล้ว ก็เหมือนได้สิทธิ์อันชอบธรรม และเชื่อว่าเหลียนฟางโจวยอมตกปากรับคำของนางแล้ว เพียงแต่ยังทำเป็นอิดออดนิดหน่อย นางเพิ่มความแข็งกร้าวเข้าไป ก็สามารถเอาชนะอีกฝ่ายได้อย่างสมศักดิ์ศรีแล้ว จิตใจเฉียวซื่อพลันฮึกเหิมขึ้นมาทันที ครั้นแล้วจึงพูดขึ้น “แค่ความจริงง่าย ๆ เจ้ายังไม่เข้าใจอีกรึ? อาไห่คือบุตรชายของเรา การที่เขาประสบความสำเร็จในวันนี้ นั่นก็เป็นความดีความชอบของพวกเราทั้งหมด เจ้ามาได้ผลประโยชน์โดยไม่เสียสักแดงเดียว เช่นนั้นพวกเจ้ายังไม่ควรออกเงินมากกว่าอีกรึ? ข้าไม่ให้พวกเจ้าออกเงินทั้งหมด ก็นับว่าดีเท่าไรแล้ว!”
พูดถึงเรื่องนี้ เฉียวซื่อคำนวณไว้ในใจเรียบร้อยแล้ว ด้วยเงินค่าจัดงานเลี้ยง 60 ตำลึงจากเหลียนฟางโจว เอามาจ่ายค่าโต๊ะอาหารและสุราก็เพียงพอ อ้อถึงตอนนั้น ก็จัดเลี้ยงโต๊ะทั้งหมด 20 โต๊ะ เอ...อันที่จริงจัดเลี้ยงแค่ 10 โต๊ะก็พอ เพราะ 20 โต๊ะดูจะมากเกินไปด้วยซ้ำ! สำหรับอาหาร มีให้โต๊ะละ 8 อย่างก็พอแล้ว อาหารต้องมีไก่ เป็ด และปลาด้วย คำนวณเงินแล้วหนึ่งโต๊ะอย่างมากที่สุดก็แค่ 1 เฉียน ส่วนฟืนและแกลบก็เอาจากบ้านนางเด็กคนนี้มาใช้หุงต้มโดยตรง นางบุกเบิกที่ดินในปีที่แล้ว ไม่ใช่ว่ายืมเงินมามหาศาลหรอกรึ....เมื่อใช้วิธีนี้ หลังจากจบงานเลี้ยง ก็เท่ากับนางได้เงินมาเปล่า ๆมากกว่าห้าสิบตำลึงแล้ว!
เฉียวซื่อไม่เคยคิดเป็นห่วงกังวลเลยว่าผู้คนในหมู่บ้านจะคิดแล้วเอาไปเล่าลือกันว่าครอบครัวบ้านนางขี้เหนียวสักนิด
ในความเห็นของนาง การที่ครอบครัวนางมีใจจัดงานเลี้ยงฉลองแล้วเชิญคนในหมู่บ้านมากิน ก็นับว่าดีถมถืดแล้ว! ชีวิตพวกเขามีโอกาสได้กินของดี ๆมากมาย ยังกล้ามาคิดเล็กคิดน้อยอีกรึ?
ต่อให้นางไม่เชิญพวกเขา ภายหน้ารอให้บุตรชายนางได้เป็นขุนนางใหญ่เสียก่อน พวกเขายิ่งไม่กล้าโต้แย้งอย่างแต่ก่อนแน่ ซ้ำยังต้องคอยแวะมาเยี่ยมเยียนเอาอกเอาใจพวกนางเสียด้วยซ้ำ!
จินตนาการของเฉียวซื่อนั้นงดงามสวยหรูนัก มีแต่เรื่องน่ายินดีทั้งนั้น ทว่านางยังประเมินศัตรูต่ำมากเกินไป
หลังจากได้ฟังคำอธิบายของอีกฝ่ายแล้ว เหลียนฟางโจวพลันตระหนักขึ้นทันใด ครั้นแล้วหญิงสาวได้แต่ทั้งฉุนทั้งขำ เฉียวซื่อมีตรรกะความคิดที่ทรงพลังอย่างไม่น่าเชื่อ ทำให้เธอรู้สึกลึก ๆอีกครั้งในใจว่า วงจรสมองของอีกฝ่ายคงทำงานผิดเพี้ยนไปเสียแล้ว!
“ที่ป้าใหญ่กล่าวมา นับว่ามีความจริงอยู่บ้าง “เหลียนฟางโจวขบคิดชั่วครู่ แล้วเอ่ยขึ้นช้า ๆ
เฉียวซื่อตอบนางด้วยรอยยิ้มเยาะสองครา ขณะที่อาหญิงสามซึ่งอยู่ด้านนอกใต้กรอบหน้าต่าง แทบจะกรีดร้องออกมา
แม้ยามนี้อาหญิงสามจะเกรงกลัวเฉียวซื่อ ทว่าหากเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับเงินทอง ในใจนางพลันบังเกิดความกล้าหาญอย่างแรงกล้า ครั้นแล้วนางจึงตะโกนขึ้น “ฟางโจว!”พลางจ้ำพรวดเข้ามาด้านใน
อย่านำเงินไปใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายแบบนั้นสิ! เพียงคำพูดของเฉียวซื่อมีแต่คนโง่เขลาเบาปัญญาเท่านั้นที่เชื่อ! อาหญิงสามมองเหลียนฟางโจวด้วยสายตาตำหนิและขัดเคืองใจอย่างหาใดเปรียบ
พออาหญิงสามกำลังจะพูด เหลียนฟางโจวก็ขยิบตาให้นาง พลางแย้มยิ้มและร้องทักให้นางนั่งลง แล้วยังคงสนทนากับเฉียวซื่อต่อ “ทว่าเงินนี้ข้าไม่อาจให้ป้าใหญ่ได้ ดังนั้นเมื่อถางซยงกลับมาข้าจะมอบให้เขาด้วยตนเอง!”
ไม่รอให้เฉียวซื่อได้เปิดปากพูด หญิงสาวคลี่ยิ้มละมุนแล้วเอ่ยขึ้น “ในเมื่อต้องจ่ายเงินมากมายปานนี้ ข้าก็สมควรได้รับประโยชน์ในโชคดีของถางซยงสิ..จริงไหม? ข้าจะมอบมันให้ถางซยงเพียงคนเดียวเท่านั้น ป้าใหญ่...ท่านเลิกพูดได้แล้ว!”
คำพูดตอกตะปูปิดฝาโลงของเหลียนฟางโจว ทำให้เฉียวซื่อไม่พอใจนัก ทว่านางไม่ก็อาจหาคำใดมาปฏิเสธได้
ยิ่งไปกว่านั้น การที่นางอยากได้รับประโยชน์ในโชคดีเช่นนี้ ก็ต้องใช้วิธีซื้อใจผู้อื่น อันที่จริงก็เป็นเรื่องพื้นๆ ไม่ได้พิสดารแต่อย่างใด
เมื่อคิดถึงเรื่องเงิน หลานสาวรับปากว่าจะให้เงิน จะมอบให้ในมือนางกับมอบให้ในมือบุตรชาย มันไม่เหมือนกันหรือไร?
ฮึ่ม อย่างแย่ที่สุดก็คือ เมื่อถึงตอนนั้น ตนจะขอเงินจากลูกชายมาด้วย และจงใจให้ลูกชายนำเงินมามอบให้ตน ต่อหน้านางเด็กนั่นและให้อีกฝ่ายโมโหจนตายไปเลย!
พอคิดได้เช่นนั้น ใจเฉียวซื่อรู้สึกเบิกบานขึ้นมาสามส่วน พลางพยักหน้าอย่างยินดี “ได้ ! อาไห่จะกลับมาเร็ว ๆนี้ เช่นนั้น...เจ้าก็อย่าลืมเรื่องนี้เมื่อถึงเวลาก็แล้วกัน!”
“ป้าใหญ่อย่าเป็นห่วงไปเลย เรื่องสำคัญเช่นนั้น ข้าจะลืมได้อย่างไร?” เหลียนฟางโจวเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ต่อให้ข้าลืม ป้าใหญ่ก็จะเตือนข้าใช่ไหม?”
ใบหน้าเฉียวซื่อหนักอึ้ง นางคำรามอย่างหนักจนมือสั่น นางลุกขึ้นสะบัดแขนเดินจากไป ไม่อยากลดตัวมาเสวนากับนางเด็กสมควรตายนี่อีกแล้ว!
หลังออกจากบ้านเหลียนฟางโจว เฉียวซื่อรู้สึกตัวเบาดังปุยนุ่น และอารมณ์ก็เบิกบานมีแต่ความสุข เพราะนางไม่เคยชนะอีกฝ่ายเลย นับตั้งแต่ห้ำหั่นกันมา ทว่าเวลานี้นางชนะแล้ว!
ไม่เพียงชนะ ซ้ำยังได้กำไรมหาศาลเสียด้วย!
นี่จะไม่ทำให้นางเบิกบานยินดีได้อย่างไร?
......
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น