เฉียวซื่อซึ่งอยู่ในห้วงอารมณ์ตื่นเต้นยินดีกลับมาถึงบ้านแล้ว นางแทบทนรอเล่าเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นสด ๆร้อน ๆให้เหลียนลี่ฟังไม่ไหว และแน่นอนนางไม่ลืมใส่สีใส่ไข่ประกอบคำบรรยายไปด้วยเป็นระยะ ๆ ว่าเหลียนฟางโจวรู้สึกไม่เต็มใจเพียงใด แต่ก็ไม่กล้าแสดงสีหน้าขุ่นเคืองต่อนาง แล้วก็เล่าอะไรต่อมิอะไรเป็นวรรคเป็นเวร
เหลียนลี่ตัดส่วนที่เป็นน้ำออกไป แล้วสนใจส่วนที่เป็นเนื้อหาเท่านั้น เขาไม่ได้ฟังถ้อยคำคุยโวโอ้อวดของเฉียวซื่อเลยสักกระผีก ครั้นแล้วจึงรีบถามขึ้น “แล้วเงินนั่นอยู่ไหนเล่า?”
หกสิบตำลึง ไม่ใช่เงินจำนวนน้อย ๆเลยนะ!
ต้องบอกว่าเหลียนลี่เก่งกาจในเรื่องจี้จุดตายของคนจริง ๆ แถมยังเผยข้อบกพร่องจากการที่เฉียวซื่อไปเยือนบ้านรองในครั้งนี้ออกมา
รอยยิ้มและความตื่นเต้นบนใบหน้าเฉียวซื่อพลันมลายหายวับไปกับตา ครั้นแล้วผู้เป็นภรรยาจึงพูดเสียงอ่อย ๆ “เงินนั้นข้ายังไม่ได้เลย นางเด็กสมควรตายมันบอกว่ามันจะมอบให้อาไห่เองกับมือ เพื่อว่าอาไห่จะได้ช่วยเหลือสนับสนุนและอำนวยประโยชน์ให้แก่มันในภายหน้า!”
นางรีบพูดปลอบใจสามี “ถึงอย่างไรอีกสองวัน อาไห่ก็จะกลับมาแล้ว เราไม่ต้องรีบร้อนนักหรอก! ฮึ่ม นางใจแคบนัก แถมยังอยากได้รับการสนับสนุนและผลประโยชน์ต่าง ๆนา ๆอีก!”
ใบหน้าเฉียวซื่อเผยแววเกลียดชัง
ใบหน้าเหลียนลี่ปรากฏแววผิดหวังในทันใด “ที่พูดมานี่ แสดงว่าเจ้ายังไม่ได้เงินมาใช่หรือไม่?”
ถ้อยคำนี้เป็นการตำหนินางอย่างอ้อม ๆว่านางไปเสียเที่ยว เฉียวซื่อไม่เห็นด้วย พลางเอ่ยขึ้น “ทว่าเรื่องนี้อีกแค่สองวันนี้ก็สำเร็จแล้ว ท่านจะรีบเร่งไปไย! ข้าไม่เชื่อหรอกว่านางจะกล้าเบี้ยวไม่จ่ายเงินตามที่รับปากไว้!”
“....” เหลียนลี่เหลือบมองอีกฝ่ายอย่างพูดไม่ออกไปชั่วขณะ เขายังไม่ได้ตั้งคำถามเลยว่านางเด็กนั่นกล้าเบี้ยวไม่จ่ายเงินหรือไม่ เสียหน่อย!
“เจ้าให้นางมอบเงินมาตอนนี้ไม่ได้รึ? ไยจะต้องรอไปอีกสองวันด้วย! กว่านางจะให้อาไห่รับปากช่วยเหลือสนับสนุนอะไรต่าง ๆนา ๆ ก็ต้องรออาไห่กลับมาก่อนโน่นแน่ะ นางถึงจะเชิญพวกเราทั้งครอบครัวไปกินอาหารและเจรจากัน” เหลียนลี่กล่าว
“ใช่แล้ว!” ดวงตาเฉียวซื่อพลันลุกวาบ นางอยากรีบรุดไปบ้านเหลียนฟางโจวเพื่อขอเงินอีกฝ่ายกลับมาในทันใด แต่เมื่อนึกถึงถ้อยคำตอกตะปูปิดฝาโลงของเหลียนฟางโจวขึ้นมา ก็ชักลังเลไม่แน่ใจ ครั้นแล้วจึงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “พูดไปจะมีประโยชน์รึ? รออาไห่กลับมา นางก็จะเชิญบ้านเราไปกินมื้อเย็น ข้าไม่เชื่อหรอกว่า หากอาไห่ออกปากพูดมา นางคงไม่กล้าบอกปฏิเสธแน่ ! ฮึ่ม เมื่อถึงตอนนั้นค่อยเอาเงินมา มันจะไม่ง่ายกว่ารึ!”
เหลียนลี่ไม่พูดอะไรแล้ว ได้แต่หมุนตัวสาวเท้าเดินจากไป
เขาขุ่นเคืองและเบื่อหน่ายที่จะคุยกับอีกฝ่ายแล้ว เพราะมันก็เหมือนเอาไก่มาคุยกับเป็ดนั่นแหละ!
ยายแก่โง่เขลาเบาปัญญาเอ๊ย ตัวนางจะคิดได้บ้างไหมว่าถูกผู้อื่นหลอกอยู่!
ความคิดอ่านแบบนี้ของนาง ก็ทำให้คนหมดคำพูดแล้ว!
บุตรชายนางเป็นคนมีนิสัยแบบใดกัน นางไม่รู้เลยหรือไร?
อาไห่จะขอเงินจากนางเด็กสมควรตายนั่นรึ? ไม่แน่หลังจากลูกชายรู้เรื่องนี้ เขาคงกลับมาคุยกับบิดามารดาก่อน หากยังคว้าเงินเอาไว้ในมือก่อนเขากลับมาไม่ได้ ภรรยาเขาคงจะไม่สามารถเอาเงินนั่นมาได้อีกแล้ว !
นางเด็กเหลียนฟางโจวสมควรตาย มันคงแน่ใจในเรื่องนี้ ดังนั้นมันเลยใจเย็นและสามารถพูดออกมาอย่างใจปล้ำ! นางเด็กสมควรตายนั้นนับวันยิ่งเจ้าเล่ห์เพทุบายมากขึ้นทุกที
นางแก่โง่ โง่เสียให้พอ นางเด็กสมควรตาย มันยังเข้าใจอาไห่ดีกว่านางผู้เป็นแม่เสียอีก
เหลียนลี่คาดการณ์ได้แม่นยำนัก ทันทีที่เฉียวซื่อออกจากบ้านเหลียนฟางโจวมา อาหญิงสามแทบทนรอไม่ไหว รีบเข้าไปบ่นเหลียนฟางโจว
เงินหกสิบตำลึง นี่ไม่ใช่เงินน้อย ๆเลยนะ! เหตุใดต้องให้ตามที่พี่สะใภ้นางบอกด้วย
เหลียนฟางโจวหัวเราะ “อาหญิงสาม อย่าได้วิตกไปเลย ข้าก็พูดไปอย่างนั้นแหละ ป้าใหญ่จะไม่ได้เงินไปแม้แต่ตำลึงเดียวแน่!”
อาหญิงสามทำหน้าไม่เชื่อถือและบอกว่าฝ่ายนั้นไม่ใช่คนโดนหลอกได้ง่าย ๆ ซ้ำยังโมโหร้ายอีก ครั้นแล้วจึงเอ่ยขึ้น “เจ้าไม่ต้องมาโน้มน้าวข้าเลย ข้าได้ยินชัดเต็มสองหู เจ้าเป็นฝ่ายรับปากกับนางเอง!”
เหลียนฟางโจวรับปากเรื่องใด เรื่องนั้นย่อมทำแน่ อาหญิงสามไม่เคยสงสัยในเรื่องนี้เลยสักนิด
“เฉพาะปากข้าน่ะที่รับปาก!”เหลียนฟางโจวขยิบตาพร้อมร้อยยิ้ม “ท่านวางใจเถิด ถางซยงจะไม่อยากได้เงินนี้หรอก เขาไม่เอาแน่ ไม่ก็คือไม่ไง?”
อาหญิงสามยังคงทำสีหน้าไม่เชื่อถือ แล้วบอกหลานสาวว่าคำพูดนี้เจ้าเอาไปหลอกผีเถิด และยังคงบ่นต่อไป “ใต้หล้านี้ไหนเลยจะมีคนโง่งมเช่นนั้นอยู่? อย่าได้ส่งมอบเงินออกไปเลย! ข้าขอบอกนะ..ฟางโจวเอ้ย นี่มันไม่ใช่เงินแค่ห้าหรือหกตำลึงนะ มันคือเงินหกสิบตำลึงต่างหาก!”
หกสิบตำลึง สำหรับอาหญิงสาม มันคือเงินกองใหญ่มหาศาลเสียจนนางไม่รู้จะบรรยายออกมาอย่างไรดี นางไม่เชื่อว่าจะมีใครไม่หวั่นไหวเมื่อเจอกับเงินกองใหญ่เช่นนั้น
“ท่านไม่เชื่อข้า ข้าก็ได้แต่จนใจ!” ตอนที่เหลียนฟางโจวพูด แทนที่จะทำหน้านิ่วคิ้วขมวดด้วยความขุ่นเคือง กลับเอ่ยแย้มยิ้ม “เรามาพนันกันไหมล่ะ? หากท่านแพ้ต้องเอาเงินเก็บส่วนตัวมาให้ข้า แต่หากท่านชนะ ท่านมีเงินเก็บส่วนตัวอยู่เท่าใด ข้าจะให้เงินเท่ากับจำนวนเงินเก็บของท่าน!”
อาหญิงสามพลันหวาดระแวงขึ้นมาทันใด ดวงตาพลันเบิกกว้าง นางโบกมือพูดว่า “ข้าไม่พนันด้วยหรอก!”
พอคิดถึงเรื่องนี้ นางถอนหายใจอย่างหมดอาลัยตายอยาก “เฮ้อ ช่างมันเถิด ข้าเดาว่าเจ้าคงเตรียมทางหนีทีไล่ไว้แล้ว! ข้าเป็นคนซื่อ ไหนเลยจะมีญาณหยั่งรู้ว่าเจ้าคิดอันใดอยู่เล่า!”
ขณะพูด อาหญิงสามก็ลุกขึ้นแล้วเดินจากไป พลางพึมพำไปเรื่อย ๆ “จะเอาเงินเก็บข้าไปรึ พูดเรื่องอะไรกัน...”
เหลียนฟางโจวอดยิ้มไม่ได้
เงินนั้น เหลียนไห่จะไม่มีทางอยากได้หรอก ถางซยงฉลาดและรอบคอบกว่าบุพการีของตน และเขารู้ดีที่สุดว่าอะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ
หากเขาต้องการเงินหกสิบตำลึง เหลียนฟางโจวจะไม่เกรงใจ และจะป่าวประกาศเรื่องนี้ให้ชาวบ้านรู้กันไปทั่วอย่างแน่นอน
แค่ลองคิดเรื่องนี้ดู ถางซยงสอบผ่านเป็นซิ่วไฉ จากนั้นก็ไปเอาเงินของญาติซึ่งเป็นครอบครัวเด็กกำพร้ามาจัดงานเลี้ยง หากเขาเอาเงินหกสิบตำลึงไปจริง ๆ เขายังอยากได้ชื่อเสียงดีงามแบบใดกัน?
มิหนำซ้ำ เมื่อเขาเห็นว่าครอบครัวตัวเธอกับสกุลซูและสกุลชุยมีความสัมพันธ์กัน เขาจะกล้าทำอะไรบุ่มบ่ามรึ
สมองของผู้เป็นบัณฑิตย่อมเหนือกว่าคนธรรมดา ซ้ำวิสัยทัศน์ก็ยังยาวไกล!
หลังเฉียวซื่อจากไปไม่นาน อาเจี่ยนกับเหลียนเจ๋อก็กลับเข้ามา
“ป้าใหญ่ไปแล้วรึ!” เหลียนเจ๋อมองหน้าเหลียนฟางโจว พลางถามขึ้น “นางมาก่อเรื่องอะไรที่นี่เล่า?”
เหลียนฟางโจวเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม “กลับมาแต่ละที นางจะไม่ทำตามใจตัวเองได้อย่างไร นางคิดอยากโวยวายอะไร นางก็โวยวาย?”
เหลียนเจ๋อฟังแล้วหัวเราะ เด็กหนุ่มมองเหลียนฟางโจวด้วยสายตาชื่นชมจริง ๆ เขารู้ว่าตราบใดที่มีพี่สาวอยู่ ไม่มีอะไรจะมาสร้างปัญหาให้ครอบครัวพวกเขาได้! ครั้นแล้วก็เอ่ยขึ้น “ข้าจะเอาลาไปผูกก่อนนะ!” กล่าวจบก็จูงลาไปยังลานด้านหลัง
อาเจี่ยนเข้ามาหาเหลียนฟางโจว แล้วเอ่ยกระซิบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “นางเอาเรื่องที่เหลียนไห่สอบได้เป็นซิ่วไฉ มาขออะไรเจ้ารึ?”
เหลียนฟางโจวจับจ้องชายหนุ่ม พลางเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “มีอะไรที่สามารถหลบซ่อนจากสายตาท่านได้บ้างเนี่ย”
อาเจี่ยนนึกในใจ เห็นเฉียวซื่อมีท่าทางโอ้อวดวางโตชัดออกอย่างนั้น เขาจะยังเดาไม่ออกหรือไร?
“เจ้าวางใจเถิด แม้คนคู่นั้นจะมีนิสัยละโมบเป็นทุนเดิม ในหัวคิดแต่เรื่องผลประโยชน์ เหลียนไห่เป็นคนมีเหตุผลชัดจน และมีสายตาที่ยาวไกลกว่าบิดามารดาเขา ! เมื่อเขากลับมา คงจะไม่ปล่อยให้พวกเขาก่อเรื่องเป็นแน่!” อาเจี่ยนพูดอีกครั้ง
“อืม” เหลียนฟางโจวเปล่งเสียงนุ่ม และถอนหายใจด้วยรอยยิ้มฝืดเฝื่อน “เหตุใดข้าจะไม่รู้ความจริงข้อนี้เล่า? เหนืออื่นใด ถางซยงมักไม่ค่อยอยู่ที่บ้าน ส่วนป้าใหญ่และลุงใหญ่ก็เคยชินกับการบีบบังคับรังแกผู้อื่น ข้าเกรงว่าถึงเวลาที่ต้องหยุดพวกเขาแล้วล่ะ!”
อาเจี่ยนขบคิดอยู่ครู่หนึ่ง ยามเหลียนไห่อยู่ที่บ้าน ย่อมสามารถหยุดคนทั้งคู่ได้หนึ่งหรือสองหน หากเหลียนไห่ไม่อยู่ คนทั้งคู่จะยังต้องกังวลสิ่งใดอีกเล่า? ทว่าสำหรับเหลียนฟางโจว นางคงไม่สบายใจจริง ๆที่ต้องฉีกหน้าถางซยง
ต่อให้พวกเขาถือโอกาสตอนเหลียนไห่ไม่อยู่ แล้วลงมือทำอะไรเข้าจริง เหนืออื่นใด พวกเขาเป็นบิดามารดาเหลียนไห่ ต่อให้เหลียนไห่รู้ความจริงในภายหลัง เขาจะทำอะไรบิดามารดาเขาเองได้เล่า?
...
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น