อาเจี่ยนเลิกคิ้วและเอ่ยอย่างไม่เห็นด้วย “ไม่ใช่ว่าบุตรชายเขาเป็นแค่ซิ่วไฉหรอกรึ? ตำแหน่งนี้มันยิ่งใหญ่นักหรือไร? ข้าไม่เข้าใจจริง ๆว่าเหตุใดเฉียวซื่อและเหลียนลี่ถึงได้เย่อหยิ่งทะนงตนนัก! ตำแหน่งเพียงซิ่วไฉจะนับเป็นอะไรได้!”
เหลียนฟางโจวได้ยินที่อีกฝ่ายพูดมา หญิงสาวพลันเลิกคิ้วและเหลือบสายตาไปมองอาเจี่ยนอย่างล้ำลึกขึ้น ครั้นแล้วจึงแย้มยิ้ม “อาเจี่ยน ท่านต้องเป็นคนมาจากพื้นเพที่ดีแน่ ถึงมีทัศนคติว่าซิ่วไฉไม่ใช่ฐานะที่ยิ่งใหญ่อันใด! ทว่าหมู่บ้านต้าฝางของเรายังไม่เคยมีใครได้เป็นซิ่วไฉเลยสักคนเดียว! ถางซยงของข้านับเป็นคนแรกที่ได้คุณวุฒินี้! พอคิดในประเด็นนี้ ท่านย่อมรู้ว่าเหตุใดลุงและป้าข้าถึงได้เย่อหยิ่งทะนงตนนัก!”
อาเจี่ยนอึ้งงันไป ครั้นแล้วชายหนุ่มจึงหัวเราะกับตัวเอง แล้วรีบเอ่ยอย่างขออภัยเป็นที่สุด “ข้า ข้าไม่ได้หมายความอย่างนั้น ฟางโจว เจ้า อย่าโกรธไปเลย” เขายิ้มอย่างขมขื่นแล้วเอ่ยขึ้น “หากฐานะข้าดีอย่างที่เจ้าพูด ข้าคงจะช่วยเจ้าแก้ปัญหาครั้งนี้ได้แน่!”
เหลียนฟางโจวส่งยิ้มให้ชายหนุ่ม เธอเชื่อเขา สัญชาติญาณของบุคคลประเภทนี้ไม่เคยผิดพลาด อาเจี่ยนเป็นคนจริง ไม่ใช่คนประเภทที่ชอบเย่อหยิ่งทะนงตนและพูดจาโอ้อวด ในเมื่อเขาคิดว่าการเป็นซิ่วไฉไม่ใช่เรื่องใหญ่ มันย่อมไม่ใช่การกล่าวประชดประชันเสียดสีแน่ แต่เป็นเพราะเขาคิดเช่นนั้นจริง ๆ
“อันที่จริง เป็นข้าเองที่สมควรโดนตำหนิ ซ้ำข้ายังพูดปลุกปั่นจนท่านต้องมาคิดเรื่องนี้!”เหลียนฟางโจวค่อนข้างรู้สึกผิดมาก
อาเจี่ยนไม่รู้สึกยินดียินร้ายมานานแล้ว หรืออาจพูดได้ว่าชายหนุ่มไม่ได้ตั้งความหวังใด ๆ และค่อนข้างเฉยเมยกับทุกสิ่ง หรือบางทีสัญชาติญาณในส่วนลึกของตน คิดว่าที่จริงแล้วการอยู่ที่นี่ก็ไม่มีอะไรที่ไม่ดี ชายหนุ่มจึงครุ่นคิดถึงเรื่องในอดีตก่อนหน้าน้อยลงไปเรื่อย ๆโดยไม่รู้ตัว
เขาไม่วิพากษ์วิจารณ์หรือเห็นพ้องในสิ่งที่เหลียนฟางโจวพูด แต่กลับเอ่ยขึ้น “ข้าคิดว่าเช่อเอ๋อร์ฉลาดและมีพรสวรรค์เหนือกว่าถางซยงของเจ้า ซ้ำเขายังตั้งใจเรียนอย่างหนัก ฉะนั้นการสอบเป็นซิ่วไฉไม่นับว่าเป็นอะไรได้! ส่วนลุงและป้าใหญ่ของเจ้าก็คงมีโอกาสได้โอ้อวดวางโตไปชั่วคราวเท่านั้น รออีกไม่นานเช่อเอ๋อร์ก็จะสอบผ่านเป็นซิ่วไฉและจู่เหรินในที่สุด เหตุใดเราต้องไปยินดียินร้ายกับพวกเขาด้วย?”
“กล่าวได้ถูกต้อง!”เหลียนฟางโจวพลันรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่าขึ้นมา หญิงสาวหัวเราะเบา ๆ “เป็นท่านที่เตือนข้า ข้าก็ควรเชื่อมั่นว่าเช่อเอ๋อร์ของบ้านเราเป็นเป็นเด็กดีและมีอนาคตที่ดีก็พอ! ส่วนในปัจจุบันหากข้าหลบหลีกพวกเขาได้ ก็คอยหลบหลีกไปก่อน เมื่อเช่อเอ๋อร์เติบโตจนมีอนาคตมั่นคงแล้ว ก็คงเพียงพอจะช่วยปกป้องบ้านนี้ได้!”
หญิงสาวเอ่ยด้วยรอยยิ้มหยัน “สองวันแรกที่ข้าได้รับข่าว ข้าก็คิดมาตลอดว่าเพราะเรื่องนี้ ในไม่ช้าลุงใหญ่กับป้าใหญ่ก็จะมาหาเรื่องทะเลาะกับข้าที่บ้าน ไม่คาดคิดเลยว่าจะมากันวันนี้ ซึ่งเร็วกว่าที่ข้าคาดเดาเอาไว้ เช่นนั้น..ก็รอถางซยงกลับมาจัดการพวกเขาก็แล้วกัน!”
หากเธออยู่ตามลำพังตัวคนเดียว เหลียนฟางโจวจะไม่ทนต่อความชั่วร้ายของ เหลียนลี่และเฉียวซี่อแน่
ทว่าหญิงสาวไม่มีทางเลือก เพราะเธอยังมีเหลียนเจ๋อ เหลียนเช่อและเหลียนฟางฉิงที่ต้องคำนึงถึง หญิงสาวจึงต้องพิจารณาใช้วิธีนี้ ตามคำกล่าวที่ว่า’ยั้งใจไม่ยิงหนูเพราะกลัวทำแจกันแตก’(ไม่ตอบโต้คนชั่วโดยตรงเพื่อป้องกันผู้บริสุทธิ์เป็นอันตราย)
“ข้าก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน” อาเจี่ยนพยักหน้าแย้มยิ้ม “เหลียนไห่ไม่น่าจะเลอะเลือนเท่าบิดามารดาเขาหรอก!”
สองวันต่อมา เหลียนไห่และซุนหมิงก็กลับมาด้วยกัน
แม้ทั้งสองคนเรียนอยู่ในสำนักศึกษาเดียวกัน แต่ก็ไม่เคยกลับมาด้วยกันในฐานะสหายร่วมชั้น นี่นับว่าเป็นครั้งแรก
ซุนหมิง รู้ฐานะของตนเองดี อันที่จริงในใจส่วนลึก เหลียนไห่ดูแคลนตน แม้ว่าเขาไม่เคยพูดพาดพิงอะไรถึงตนเอง ถึงแม้ทั้งเขาและอีกฝ่ายอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน ทว่ากลับไม่เคยพูดหรือไม่เคยติดต่อกัน นี่ก็เป็นสัญญาณบ่งบอกชัดเจนในตัวมันเองอยู่แล้ว
เดาว่า เหลียนไห่คงไม่เชื่อว่าตัวเขาจะสามารถสอบผ่านได้ใช่ไหม?
เป็นครั้งแรกที่เหลียนไห่เป็นฝ่ายชวนเขากลับมาหมู่บ้านด้วยกัน ในใจซุนหมิงรู้สึกรังเกียจการกระทำนี้นัก ทว่าเขายังคงตอบตกลงด้วยรอยยิ้มสุภาพ
การมาสองคนมีพลังอำนาจและโดดเด่นสูงกว่ามาเองคนเดียว ซ้ำเรื่องราวจะยิ่งถูกร่ำลือแพร่สะพัดไปในวงกว้างด้วย
ดังนั้น เมื่อทั้งสองคนกลับมาถึงหมู่บ้านในวันนี้ ทั่วทั้งหมู่บ้านต้าฝางก็ตื่นเต้นฮือฮาในทันที! จางลี่เจิ้งและผู้อาวุโสในหมู่บ้านต่างเข้ามาทักทายต้อนรับพวกเขาด้วยตัวเอง ชาวบ้านเกือบหมดหมู่บ้านรีบรุดมาแสดงความยินดีกับพวกเขาด้วยรอยยิ้ม มาคอยล้อมหน้าล้อมหลังคนทั้งสองตลอดเส้นทางที่กลับไปบ้านเหลียนไห่
ผู้อื่นยากจะพูดว่าคิดอย่างไร ทว่าผู้อาวุโสของหมู่บ้านและจางลี่เจิ้งต่างพากันปลาบปลื้มยินดีในหัวใจจนปรากฏแววปิติยินดีให้เห็นในดวงตา จู่ ๆก็มีซิ่วไฉถือกำเนิดในหมู่บ้านถึงสองคน จากที่ไม่เคยมีเลยสักคน นี่คือก้าวกระโดดอันยิ่งใหญ่! เป็นความภาคภูมิใจของคนทั้งหมู่บ้านไปเสียแล้ว!
พวกเขาตื่นเต้นกันมาก นอกจากการยกย่องชมเชยอย่างมโหฬารแล้ว ยังพูดกันว่าตอนยังเยาว์ ก็เห็นเด็กคนนี้ต่างไปจากเด็กคนอื่น ๆแล้ว ตอนนี้เติบโตขึ้นมาก็ยิ่งแตกต่างออกไปจริง ๆ! ได้เป็นซิ่วไฉตั้งแต่อายุน้อย ๆ และภายหน้าอาจมีหวังได้เป็นจู่เหรินและจิ้นซื่ออีก เผลอ ๆอาจไปไกลถึงตำแหน่งจอหงวนเลยก็ได้! และเมื่อภายหลังกลายเป็นขุนนางใหญ่ ไม่แคล้วอาจไต่เต้าได้เป็นถึงเสนาบดี หรือ ท่านราชครู ไอ้หยา ช่างบุญหนักศักดิ์ใหญ่โดยแท้....
หลังจากได้ยินคำสรรเสริญเยินยอแล้ว ทำเอาเฉียวซื่อและเหลียนลี่รู้สึกยินดีปรีดานัก จนอยากจะงอกหางแล้วส่ายไปมาถ้าทำได้
แน่นอน ชาวบ้านทุกคนต่างคุ้นเคยกับเหลียนไห่ผู้ซึ่งเป็นคนที่นี่มาแต่กำเนิด และต่างเห็นชายหนุ่มมาตั้งแต่เกิดจนโต ดังนั้น คำยกย่องสรรเสริญแทบทั้งหมดก็เป็นของเหลียนไห่ด้วย!
หลังจากตื่นเต้นยินดีกันมาครึ่งวัน ทุกคนที่มาแสดงความยินดีกันไม่ขาดสายต่างกล่าวอำลากลับไปทีละคน จางลี่เจิ้งและผู้อาวุโสของหมู่บ้านก็หารือเรื่องเปิดศาลบรรพชนเพื่อทำการสักการะบรรพชนในวันพรุ่งนี้ เพื่อว่าบรรพชนของหมู่บ้านต้าฝางจะได้ร่วมชื่นชมยินดีด้วยกัน
มีหลายวันที่เป็นวันดี เช่น วันพรุ่งนี้ วันมะรืน และวันมะรืนนับว่ามีฤกษ์มงคลเหมาะแก่การประกอบพิธี
หลังจากชาวบ้านทุก ๆคนพากันแยกย้ายกลับไปแล้ว ซุนหมิงก็กล่าวอำลาเหลียนไห่ เหลียนลี่และเฉียวซื่อเพื่อกลับบ้าน
เหลียนไห่ไปส่งอีกฝ่ายที่ประตู ทันใดนั้นเหลียนลี่ก็ตามหลังพวกเขามาจากในเรือน มาขอให้ซุนหมิงพาบิดามาหาเขาที่บ้านเย็นนี้ด้วย เพื่อหารือกันว่าจะจัดงานเลี้ยงฉลองอย่างไรดี
เหนืออื่นใด ทั้งสองคนได้เป็นซิ่วไฉแล้ว พวกเขาทั้งคู่มีเรื่องที่ต้องจัดการ การหารือกันล่วงหน้า เพื่อจะช่วยประหยัดเวลา และกำหนดว่าควรจะทำอะไรก่อนหลัง รวมทั้งเป็นการหลีกเลี่ยงการซุบซิบนินทาของผู้คนที่เห็นซิ่วไฉคนหนึ่งมีฐานะ อีกคนยากจนข้นแค้นด้วย
ซุนหมิงรับปากตกลงด้วยรอยยิ้ม และบอกว่าเขากับบิดาจะมาหาตอนเย็นนี้ โดยไม่มีข้อคัดค้าน หรือถามกลับว่า “เหตุใดข้าต้องมาบ้านท่าน แทนที่ท่านจะไปหารือที่บ้านข้าเล่า?”
ซุนหมิงเดินขึ้นเขาฮวากั่วซานน้อยในทันที เมื่อบรรลุถึงที่พัก ก็ผลักประตูเข้าไปในบ้าน ชายหนุ่มคลี่ยิ้มเต็มใบหน้าและร้องเรียก “ท่านพ่อ! ท่านแม่! “ เมื่อสมาชิกครอบครัวได้พบหน้ากัน ก็ย่อมมีแต่บรรยากาศอันอบอุ่น และพูดคุยกันอย่างตื่นเต้นปนคิดถึง
ซุนซื่อมองบุตรชายอย่างไร ก็มองไม่พอเลยจริง ๆ นางต้มไข่สองฟองและเอาน้ำผึ้งให้เขา ขณะนั่งมองบุตรชายกินอาหารด้วยรอยยิ้มเต็มใบหน้า ก็สนทนาไปด้วย ถามถึงเรื่องการสอบ ถามว่าเขาเหนื่อยหรือไม่ เคร่งเครียดกังวลหรือไม่ และอื่น ๆ
ซุนหมิงระบายยิ้มและตอบอีกฝ่ายทีละคำถาม
จนกินอาหารใกล้เสร็จ ซุนหมิงก็เล่าสิ่งที่เหลียนลี่ฝากบอกไว้ตอนที่เขาออกมาจากบ้านเหลียนลี่มา
ซุนฉางซิงและซุนซื่อมองหน้ากันและกัน ครั้นแล้วก็เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ก็สมควรทำ เดิมทีเราก็คิดว่าทั้งสองครอบครัวน่าจะหารือกัน เพียงแต่ผู้อื่นไม่เปิดปากก่อน แล้วเรายกเรื่องขึ้นมาพูด มันจะดูจุ้นจ้านไปหน่อย เจ้าก็ไปหาหลังมื้อเย็น ไปกันสองคนกับบิดาเจ้าก็แล้วกัน!”
ซุนซื่ออดถามขึ้นมาไม่ได้ “เหตุใดเจ้าถึงไปบ้านสกุลเหลียนแทนที่จะมาบ้านเราเล่า? บิดาเจ้าและข้ารู้ว่าเจ้าจะกลับมาวันนี้ ก็รอคอยเจ้าอยู่ที่บ้านกัน! ข้าเดินลงเขามาดูที่สามแยกถนนตั้งสามรอบ เจ้าลูกคนนี้นี่จริง ๆเลย เหตุใดถึงได้วิ่งแจ้นไปบ้านคนอื่นเล่า!”
ซุนหมิงยิ้มบางแล้วเอ่ยว่า “ข้ากลับมาพร้อมกับเหลียนไห่ จางลี่เจิ้งและผู้อาวุโสของหมู่บ้าน และยังมีชาวบ้านอีกหลายคนมารอพบปะเพื่อทักทายและต้อนรับพวกข้าที่ปากทางเข้าหมู่บ้าน จะปลีกตัวกลับก่อนคงไม่ดีนัก ก็เลยต้องรั้งอยู่ก่อน!”
“ที่แท้เป็นเช่นนี้เอง!”ซุนซื่อถอนหายใจอย่างโล่งอก ทว่าก็ยังคลี่ยิ้มอย่างปลาบปลื้มใจทีเดียว “เฮ้อ ลูกชายข้าลำบากตรากตรำมาอย่างหนักจริง ๆ ไม่นึกเลยว่าเราจะได้เชิดหน้าอย่างภาคภูมิใจยิ่งนักในวันนี้! การสู้อดทนฟันฝ่าเคราะห์กรรมต่าง ๆนา ๆ มาก่อนหน้านั้น นับว่าไม่สูญเปล่าแล้ว!”
...
ขอบคุณค่ะ
ตอบลบThanks
ตอบลบ