วันเสาร์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2564

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 308 ปฏิกิริยาของเหลียนไห่

         ซุนฉางซิงและซุนซื่อมองหน้ากันไปมา ทั้งสองนิ่งอึ้งเป็นไก่ไม้ไปแล้ว

       “เจ้าลูกคนนี้นี่!”ซุนซื่อร้อง “เกิดอะไรขึ้นกับเจ้า เจ้าจะทำอะไรกันแน่!”

  ซุนซื่อร่ำไห้ออกมาอย่างเศร้าโศกเหลือแสน นางเคยไม่คิดไม่เคยฝันเลยว่าบุตรชายเกิดจะอยากแต่งงานขึ้นมา และคนที่อยากแต่งด้วยดันเป็นเหลียนฟางโจว แม้ว่าเหลียนฟางโจวเป็นดีมาก ทว่าหากได้นางเป็นลูกสะใภ้ ตนต้องรู้สึกกระอักกระอ่วนใจอยู่เป็นนิจแน่ ซ้ำนางยังเกรงกลัวอีกฝ่ายนิด ๆเสียด้วย ฉะนั้นนางจะไม่ยอมรับเด็ดขาด

       “อาหมิง” ซุนฉางซิงเอ่ยออกมาอย่างยากลำบาก “เรื่องนี้ เอาไว้คุยกันภายหลังเถิดนะ! รอ..รอจนเจ้าสอบผ่านเป็นจู่เหรินเสียก่อน แล้วค่อยมาพูดกันอีกที...ก็ยังไม่สาย!”

        รอจนเจ้าสอบผ่านเป็นจู่เหริน ถึงตอนนั้นข้าเองก็ไม่รู้ว่าจะมีคนแย่งกันมาขอทาบทามเรื่องแต่งงานกับบ้านเรากี่คน ซ้ำยังมีคุณหนูที่อ่อนโยนเป็นกุลสตรี จากตระกูลที่มั่งคั่งสูงส่งให้เจ้าเลือกโดยไม่ขาดสายเลยล่ะ ถึงตอนนั้นเจ้าคงไม่ดื้อแพ่งถึงปานนี้แล้ว!”

        “โดยทั่วไป เมื่อถึงตอนนั้นถึงพวกเราจึงค่อยหยิบยกเรื่องแต่งงานมาคุยกันอีกครั้งทว่าซุนหมิงกลับพูดต่อ “ยามนี้ข้าเพียงแค่อยากให้ฟางโจวรู้สึกมั่นใจ ฉะนั้นเราควรบอกนางเงียบ ๆเป็นการส่วนตัว จะดีกว่า!”

        ......”  ซุนฉางซิงทอดถอนใจ ข้าไม่ได้หมายความอย่างนี้เสียหน่อยนะ!

  “ท่านพ่อ ท่านแม่ ลูกตัดสินใจแน่วแน่แล้ว ได้โปรดทำให้ลูกท่านบรรลุความปรารถนาด้วยเถิด!”ซุนหมิงกล่าวจบ ก็คุกเข่าลง “ฟางโจวเป็นสตรีที่ดีคนหนึ่ง หากสามารถแต่งนางเป็นภรรยาได้ นับเป็นบุญวาสนาของลูก! ตั้งแต่เล็กพวกท่านรักใคร่เมตตาลูกอย่างไร ครั้งนี้ก็ขอโปรดรักใคร่เมตตาลูกด้วยเถิดขอรับ!”

       “เจ้าทำอะไรของเจ้าลุกขึ้นเดี๋ยวนี้!”ซุนฉางซิงและซุนซื่อกลัดกลุ้มและลำบากใจ พลางรีบดึงซุนหมิงขึ้นมา

       แม้ครอบคร้วสกุลซุนจะยากจน ตั้งแต่เด็กจนเติบใหญ่ ซุนฉางซิงและซุนซื่อพยายามทำอย่างดีที่สุดเพื่อให้ซุนหมิงได้รับแต่สิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่คนทั้งสองจะให้ได้ ส่วนซุนหมิงก็ปราดเปรื่องมีเหตุมีผลนัก ชายหนุ่มไม่เคยขออะไรจากบิดามารดาเลย กระทั่งกล่าวได้ว่านี่นับเป็นครั้งแรกที่เขาร้องขอจากบิดามารดา

       ทว่าหากจะพูดกันจริง ๆ เรื่องนี้ช่างเป็นเรื่องใหญ่นัก

  ซุนซื่อและซุนฉางซิงไม่รู้จะบอกปฏิเสธบุตรชายอย่างไรดี เมื่อทั้งสองเห็นบุตรชายคุกเข่า ก็แทบสติแตก กระนั้นทั้งสองก็ยังเข้าใจถึงความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าของอีกฝ่าย!

  ทั้งคู่ดึงบุตรชายขึ้นมา และไม่ว่าจะเพียรเกลี้ยกล่อมเขาอย่างไร ลงท้ายพวกเขาจำต้องกัดฟันพยักหน้ารับปากอีกฝ่าย

       “ลูกขอบคุณท่านพ่อและท่านแม่ที่ช่วยให้ข้าสมปารถนาขอรับ!”ซุนหมิงลุกขึ้นด้วยความยินดี

       ซุนซื่อมองบุตรชายตนเงียบ ๆ และอดปาดน้ำตาอีกครั้งไม่ได้ พลางคิดในใจอย่างขุ่นเคือง ยังมิทันได้แต่งลูกสะใภ้เข้าบ้านเลย บุตรชายก็ปฏิบัติต่อฝ่ายนั้นเช่นนี้แล้ว ขนาดมารดาอย่างข้าก็ยังต้องถอยให้...

       ซุนฉางซิงลอบทอดถอนใจ  โอ ไม่เป็นไร! ขอแค่อาหมิงมีความสุข เขาจะช่วยบุตรชายให้บรรลุความปรารถนาเอง! อันที่จริงแม่นางเหลียนก็เป็นคนที่ดีมาก แม้นางออกจะแข็งกร้าวไปหน่อย ทว่าก็หาใช่คนไร้เหตุผล.....

**

ภายหลังแขกทุกคนกลับไปกันหมดแล้ว ก็เหลือเพียงคนในครอบครัวเหลียนลี่ ทั้งครอบครัวยังจมจ่อมอยู่กับความตื่นเต้น เฉียวซื่อยิ่งปลาบปลื้มยินดีมากกว่าใคร นางหัวเราะคิกคักทั้งวันไม่หยุด

       ทั้งคู่ปรี่เข้ามาถามเหลียนไห่ถึงเรื่องราวก่อนสอบและหลังสอบ แล้วก็อดตื่นเต้นดีใจอีกครั้งไม่ได้

       ในที่สุดเหลียนลี่ก็รู้สึกว่าเขาเป็นประมุขของครอบครัว ซ้ำยังมีภูมิรู้เหนือกว่าผู้หญิงไร้สมองคนนี้ชนิดไม่เห็นฝุ่น ดังนั้นเขาจึงอยากหารือพูดคุยกับบุตรชายตามลำพัง เลยกระแอมไอและร้องเรียกเฉียวซื่อ “เอาล่ะ มีอะไรค่อยมาคุยก้นอีกทีตอนเย็นก็แล้วกัน! เมื่อครู่มีแขกมากันมากมาย เจ้าดูสิว่าพื้นสกปรกแค่ไหน ซ้ำข้าวของก็ยุ่งเหยิงไม่เป็นระเบียบ ยังไม่ไปเก็บกวาดอีกรึ? เฮ้อ...ช่างดูรกอะไรอย่างนี้ อีกอย่างเจ้าดูสิว่าจะทำอะไรดี ๆให้ลูกชายกินเป็นมื้อเย็นด้วยล่ะ!.”

       อ้อ”  เฉียวซื่อเปล่งเสียงในลำคออย่างไม่เต็มใจ นางยืนขึ้นอย่างอิดออดและเอามือท้าวสะเอว พลางเหลือบมองความสกปรกรกรุงรังบนพื้น และอดบ่นพึมพำไม่ได้ “คนพวกนี้นี่จริง ๆเลย ใยถึงได้ทำสกปรกปานนี้นะ! ยกก้นขึ้นได้ ก็เดินออกไปกันเลย ไม่พูดว่าจะช่วยกันเก็บเก้าอี้เลยสักคำ ทำให้ข้าต้องมาเหน็ดเหนื่อยหมดแรง!”

        หลังจากนิ่งไปนิดหนึ่ง ดวงตานางก็ลุกวาบและพูดว่า “นางเด็กสมควรตายมีบ่าวไพร่อยู่ว่าง ๆหลายคนเลยนี่ ข้าว่าช่วงสองสามวันนี้ เกรงว่าพวกเราคงจะยุ่งกัน มิสู้ไปเรียกมาช่วยงานเราสักสองคนดีกว่า!  อาไห่ เจ้าไปบอกสิ ไปเดี่ยวนี้เลย! อุ๊ย ข้าเกือบลืมไปเลย ยังมีเงินที่นางเด็กสมควรตายนั่นมันรับปากจะให้ทั้งหมด 60 ตำลึง  หากไม่เหลือบ่ากว่าแรง เจ้าก็ไปขอมาพร้อมกันเลย!”

        สำหรับถ้อยคำครึ่งแรกที่ภรรยาพูดมา เหลียนลี่ไม่มีความเห็นอันใด ทว่าประโยคครึ่งหลังเป็นสิ่งที่นางไม่ควรพูดออกมาเลย! น่าเสียดายที่เขายังไม่ทันได้ตอบโต้ เฉียวซื่อก็พูดออกไปจนหมดเปลือกแล้ว!

       เหลียนลี่พูดไม่ออกไปพักหนึ่ง ยายแก่คนนี้ ช่างโง่เง่าไม่มีใครเกินปากมากจริง ๆ จะพูดให้ได้อะไรขึ้นมากันนะ!

       เป็นไปตามคาด เหลียนไห่รีบเอ่ยหลังได้ยินถ้อยคำนี้ “ท่านแม่..ก่อนอื่นท่านห้ามไปเด็ดขาด ฟางโจวเป็นคนมีเหตุมีผลอยู่เสมอ นางรู้อยู่เองว่าต้องจัดคนมาช่วย พวกเราไม่ต้องบอกหรอก ตัวนางจะเป็นฝ่ายเอ่ยกับท่านเอง! แต่สำหรับเงิน 60 ตำลึงที่ฝ่ายนั้นจะให้เรา นี่มันคือเรื่องอันใดกัน?”

       พอเห็นบุตรชายนางไม่มีข้อคัดค้านที่ให้บ่าวไพร่เหลียนฟางโจวมาช่วย ความมั่นใจก็พลันเพิ่มทวีขึ้น ครั้นแล้วผู้เป็นมารดาก็ทำหน้าตื่นเต้นขึ้นทันใด แล้วเล่าว่านางจัดการเหลียนฟางโจวจนพูดไม่ออกอย่างไร จนอีกฝ่ายรับปากจะให้เงิน 60 ตำลึงมาจัดงานเลี้ยง และรีบเร่งบุตรชายให้ไปเอาเงินมาไวๆ

  สีหน้าของเหลียนไห่พลันเปลี่ยนเป็นเดือดดาลไปในทันที

       เขาอดเหลือบมองบิดาไม่ได้ ดวงตาที่ปรากฏแววลังเลอยู่ชั่วขณะของบิดา ทำให้ชายหนุ่มเข้าใจได้ในทันทีว่ามารดาพูดความจริง!

        ท่านแม่!”เหลียนไห่พลันผุดลุกยืนขึ้นทันที หัวคิ้วขมวดมุ่น “พวกท่านทำอันใดกันหยุดเสียทีได้ไหม และเลิกก่อเรื่องยุ่งได้แล้ว ! และยังคำเรียกนางเด็กสมควรตาย นางเด็กสมควรตายอะไรนั่นอีก! ภายหลังอย่าได้จิกหัวเรียกเช่นนี้อีกดีร้ายอย่างไรฟางโจวก็เป็นหลานสาวพวกท่าน ไม่กินของ ๆท่าน ไม่ได้สวมเสื้อผ้าของท่าน ไม่ต้องการให้พวกท่านมาเลี้ยงดู ไม่ได้มาระรานอะไรท่าน ท่านก็ยังชิงชังนางปานนั้น! ท่านอยากให้คนข้างนอกรู้  แล้วเอาไปร่ำลือกันว่าท่านไม่มีความเป็นญาติผู้ใหญ่ ไม่มีความเมตตา! เหตุใดถึงได้หาเรื่องใส่ตัวเยี่ยงนี้ !”

        เจ้า เจ้า---“  เฉียวซื่อมิคิดเลยว่าจู่ ๆบุตรชายจะรัวคำตำหนิอันน่าตกใจใส่นางเป็นชุด ใบหน้านางแดงก่ำ ดวงตาเบิกกว้าง จ้องอีกฝ่ายเขม็งโดยไร้คำพูดใด ๆ

       เหลียนไห่ถอนหายใจหนักหน่วง และเอ่ยอีกครั้ง “ท่านเลิกคิดถึงเงิน 60 ตำลึงอะไรนั่นอีก ข้าจะไม่ถามเรื่องนี้อีก ไม่อนุญาตท่านให้ถามอีก! ไม่อนุญาตให้ท่านพูดถึงเรื่องนี้อีก! บ้านเราไม่ควรเอาเงินนั่นไปจัดงานเลี้ยง ใช้เงินเพียง5 ถึง 6 ตำลึงก็พอจัดงานให้รอดแล้ว! หากท่านเผลอเอาเรื่องจะขอคนเงินคน 60 ตำลึง ไปพูดข้างนอกโดยไม่ระวัง แล้วหากเรื่องนี้แพร่สะพัดออกไป ครอบครัวเราจะไม่ถูกเลาะกระดูกจนตายหรอกรึ ไม่ต้องพูดถึงชื่อเสียงของท่านจะย่ำแย่เลย กระทั่งข้าจะถูกเอาไปนินทาว่าตั้งใจรังแกญาติที่เป็นผู้หญิงตัวคนเดียวพร้อมน้องชายน้องสาวกำพร้าอย่างไร้ปราณี! มันน่าฟังไหมล่ะ?”

        เฉียวซื่อที่เดิมทีปวดใจ เศร้าเสียใจ รวมทั้งโกรธเคืองในเวลาเดียวกัน เมื่อได้ฟังวาจาทั้งหมด ก็ตกใจจนสะดุ้งโหยง แล้วเอ่ยแก้ต่างให้ตนเองอย่างดื้อดึง “ไม่? ข้าไม่ได้ขโมย ข้าไม่ได้ปล้น  นางเต็มใจยกเงินให้เรา นางจะมาตำหนิข้าได้อย่างไรฮึ่ม นอกจากนี้ นางเด็กนั่นแหละที่ฝ่ายรังแกผู้อื่นต่างหาก

        เหลียนไห่เหยียดยิ้ม “ใครเล่าจะเชื่อสิ่งที่ท่านพูดหากเรื่องเดียวกันนี้เกิดในครอบครัวอื่น แล้วมีคนมาบอกท่านอย่างนั้น ท่านจะเชื่อรึ?”

  เฉียวซื่ออ้าปากค้าง พูดไม่ออก

       จริง ๆแล้ว ชาวบ้านในชนบทเวลาจัดงานเลี้ยง พูดให้ตายอย่างไร ก็ไม่มีทางใช้เงินตั้ง 60 ตำลึงหรอก! เงิน 60 ตำลึงเพียงพอเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับครอบครัวที่มีสมาชิก 5 ถึง 6 ได้ถึงสามปีเชียวนะ แล้วยังสามารถใช้ชีวิตอย่างสมบูรณ์พูนสุขด้วย! จะมีใครยอมโง่เป็นฝ่ายเสนอเงินมากมายปานนั้นให้ผู้อื่นเล่า

       ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่ครอบครัวพวกเขา ไม่เคยดีต่อเหล่าพี่สาวและน้อง ๆเหล่านั้นเลยจริง ๆ ...

       บนใบหน้าเฉียวซื่อปรากกฎความกระอักกระอ่วนอยู่เล็กน้อย นางแค่นเสียงฮึ่มฮั่ม  “เรื่องนี้มันจะเหมือนกันได้อย่างไร? ตอนนี้พวกเขาเหมือนพวกเศรษฐี มีที่ดินให้ดูแลตั้งมากมาย มีบ่าวไพร่ในมือเยอะแยะ ฮึ่ม เงินเพียง 60 ตำลึงในสายตาของคนพวกนั้นนับเป็นอะไรได้? ไอ้ที่รั่วผ่านนิ้วมือมันมากกว่า 60 ตำลึงเสียอีกข้าไม่ได้ขอนาง 600 ตำลึง หรือ 6,000 ตำลึงเสียหน่อย!”

….

2 ความคิดเห็น: