“.....” ต่อให้เขาเป็นบุตรชายแท้ๆโดยสายเลือด ต่อให้เขารู้ดีว่ามารดาเขามักชอบระรานผู้อื่นอยู่บ่อย ๆ ทว่าในยามนี้ เหลียนไห่ยังคงหงุดหงิดรำคาญกับตรรกะความคิดอันดื้อดึงของมารดานัก!
เขากลัดกลุ้มและโกรธเคือง และหงุดหงิดหน่อย ๆ “ท่านแม่ ท่านพูดเรื่องอะไรของท่านกัน! ท่านพ่อ ท่านไม่ดูแลท่านแม่บ้างรึ! ถ้อยคำเหล่านี้หากแพร่ออกไป เราคงไม่มีหน้าไปเจอมนุษย์หน้าไหนแล้วจริง ๆ! ฮึ่ม พวกท่านยังหวังว่า วันหนึ่งข้าจะสอบผ่านเป็นจู่เหริน เป็นจิ้นซื่อ หรือเป็นถึงขุนนางอีกรึ หากคุณวุฒิซิ่วไฉนี้ไม่ถูกถอดออกไปเสียก่อน ก็ย่อมยังมีควันธูปจากสุสานบรรพชนอยู่!”
“เพ้ย เพ้ย เจ้ากำลังพูดเรื่องเหลวไหลอันใดกัน!”เฉียวซื่อตกใจ รีบถ่มน้ำลายขับไล่สิ่งชั่วร้าย ปากก็สวดขอเทพเจ้า พระพุทธองค์ และพระโพธิสัตว์ อย่าได้สดับฟังคำพูดของบุตรชายเลย
“แต่ไหนแต่ไร ข้าเป็นผู้มีความรับผิดชอบอย่างสูงแตกต่างจากคนทั่วไป ท่านยังไม่ชัดเจนอีกหรือ? คนอย่างข้าไม่เคยพูดเล่น!” เหลียนไห่เหยียดยิ้ม
“อาไห่พูดถูกแล้ว เจ้าก็เลิกคิดได้แล้ว!”เหลียนลี่เองก็กลัดกลุ้มอีกคน ดวงตาจับจ้องเฉียวซื่อเขม็ง พลางเอ่ยขึ้น “เงินหกสิบตำลึงนี้ไม่อนุญาตให้เอ่ยถึงอีก เจ้าได้ยินไหม! เจ้าเป็นแม่แท้ ๆ! แต่สายตาช่างคับแคบอย่างร้ายแรง หากเรื่องนี้พาดพึงถึงอาไห่ขึ้นมา ข้าจะดูสิว่าเจ้าจะร้องไห้หรือไม่!”
เฉียวซื่อแค่นเสียง นางเจ็บปวดใจนักประหนึ่งโดนเข็มทิ่มแทงในเนื้อ ทว่าก็ไม่กล้าพูดแก้ตัวแต่อย่างใด ได้แต่พึมพำเบา ๆ “ห้ามพูดถึงรึ ช่างประเสริฐนัก...”
เหลียนไห่อารมณ์เย็นลง ทว่าก็ไม่อธิบายบิดามารดาถึงความแตกต่างระหว่างสายตาคับแคบกับสายตากว้างใกล
เพราะชายหนุ่มพลันตระหนักได้ว่าทั้งสองคนไม่เข้าใจหลักการเหล่านี้ พวกเขาไม่เคยร่ำเรียน และจะไม่มีทางมองเห็นปัญหา หากไม่ยืนอยู่ในระดับเดียวกับตัวเขา บิดามารดาสามารถเห็นเพียงแต่ผลประโยชน์เฉพาะหน้าเท่านั้น ส่วนผลประโยชน์ระยะยาวและในอนาคต ของเหล่านี้ล้วนเป็นนามธรรมจับต้องไม่ได้!
ในเมื่ออยู่ในรูปนามธรรม พวกเขาจะสามารถเห็นได้อย่างไร?
พวกเขาไม่เคยเข้าใจถึงผลประโยชน์อันมหาศาลที่จะได้มา หากสามารถคบค้าสมาคมกับตระกูลชุยและตระกูลซูผ่านทางญาติพวกเขาได้!
พอมองมารดาตนแล้ว นางคงมีแค่เงิน 60 ตำลึงในสายตาเท่านั้น!
บิดามีสติปัญญาเหนือกว่ามารดาหน่อยหนึ่ง ทว่าก็แค่ฉลาดกว่าเล็กน้อย และก็คงไม่อาจปีนขึ้นไปอยู่บนเวทีใหญ่ ๆได้!
เหลียนไห่มองเหลียนลี่และเฉียวซื่อด้วยใบหน้านิ่งสงบ แล้วเอ่ยอย่างเคร่งขรึม “ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้าจะมีเรื่องจะพูดกับพวกท่านหลายเรื่อง ในวันนี้ข้าขอพูดเรื่องนี้ให้ฟังโดยพร้อมหน้าพร้อมตากัน! และท่านหวังว่าพวกท่านคงได้ยินช้ดเจน แม้ว่าข้าได้สอบผ่านการคัดเลือกเป็นซิ่วไฉแล้ว ทว่าไม่ว่าครอบครัวเราตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันจะเป็นอย่างไรก็ตาม ข้าขอร้องพวกท่านอย่าได้โอ้อวดต่อหน้าผู้คนในหมู่บ้านให้มันมากเกินไป ทั้งลี่เจิ้งและเหล่าผู้อาวุโสชราในหมู่บ้านซึ่งเป็นที่เคารพ ก็ยังต้องให้เกียรติเหมือนเดิม! ไม่เช่นนั้น ชื่อเสียงอาจเสื่อมเสียได้ ซึ่งเป็นเรื่องไม่ดีแน่!”
“ใช่! ใช่! อาไห่พูดถูกแล้ว”เหลียนลี่พยักหน้าซ้ำ ๆ พลางตวัดสายตาใส่เฉียวซื่อ แล้วพูดด้วยเสียงกดต่ำ “เจ้าได้ยินชัดแล้วใช่ไหม? ต่อไปให้ระวังอย่าได้ปากมากนัก อย่าเที่ยวไปคุยเรื่องเหลวไหลกับชาวบ้านไปทั่ว ! อาไห่ของเราเป็นผู้มีบุญวาสนา ไม่รู้ว่ามีกี่คนที่อิจฉาริษยาอยู่ในใจ เราไม่ยอมให้ผู้ใดมาจับผิดเราได้หรอก!”
เฉียวซื่อยังไม่คล้อยตามอยู่บ้าง คิดว่าในเมื่อบุตรชายตนมีบุญวาสนา เหตุใดนางจะเอาไปคุยนอกบ้านไม่ได้? ในเมื่อนี่คือเรื่องที่นางภาคภูมิใจที่สุดในชีวิตนางเลยก็ว่าได้ !
หลังฟังที่เหลียนลี่พูดจบ จึงพลันตระหนักขึ้นได้ นางจึงพยักหน้ารับปากในทันที
เหลียนไห่รู้สึกโล่งใจขึ้นมาหน่อย ครั้นแล้วจึงเอ่ยขึ้น “ยังมีอีก สำหรับฟางโจว อาเจ๋อและคนอื่น ๆ ไม่อนุญาตให้พวกท่านไปพูดถึงพวกเขาข้างนอกอย่างเสีย ๆ หาย ๆ และยิ่งไปขอผลประโยชน์สารพัดอย่างจากพวกเขา ก็ห้ามทำด้วย! หากพวกท่านยังคงมีทัศนะแบบนี้ ก็จงเลิกคิดเสียตั้งแต่วันนี้! หากมีสิ่งใดจงบอกข้าให้รู้ก่อน”
เมื่อเหลียนไห่เห็นบิดามารดามีสีหน้าไม่เต็มใจ ในใจพลันคุกกรุ่นด้วยโทสะ “หากพวกท่านบอกว่าพวกท่านเป็นบิดามารดาข้า ข้าก็ไม่มีทางพูดว่าไม่ใช่ ข้าก็คงทำได้แต่เพียงขอโทษพวกเขาต่อหน้าทุกคนด้วยตนเอง! ขอให้พวกเขาให้อภัยพวกเรา!”
“ว่าไงนะ!”
“ไม่นะ!”
เหลียนลี่กับเฉียวซื่อมิคิดเลยว่าบุตรชายตนจะพูดเช่นนี้ หน้าจึงเปลี่ยนสีพร้อมกันทั้งคู่โดยมิได้นัด!
เหลียนลี่ตกตะลึงพรึงเพริดไปแล้ว ส่วนเฉียวซื่อเมื่อนึกเห็นภาพสถานการณ์ที่ลูกชายต้องขอโทษเหลียนฟางโจวต่อหน้าทุกคน ก็ไม่พอใจ รู้สึกหัวใจบีบรัดจนแทบทนไม่ไหว!
“ไม่! ไม่มีทางเด็ดขาด!”เฉียวซื่อตัวสั่นด้วยโทสะ แล้วอุทานขึ้นมา “ฐานะเจ้าคืออันใด ฐานะเจ้าคืออันใด ฐานะของนางเด็กสมควรตายคืออันใด เจ้าเป็นฝ่ายขอโทษนาง เจ้ายอมให้นางอยู่เหนือกว่าได้รึ!”
เหลียนไห่โล่งใจที่เห็นปฏิกิริยาบิดามารดาเป็นเช่นนี้ ชายหนุ่มเอ่ยอย่างเย็นชา “ถ้าเช่นนั้น...พวกท่านก็อย่าไปหาเรื่องพวกเขา และข้าก็จะไม่ย่อมให้ทำเช่นนั้นแน่! ข้าเอาจริง หาได้ล้อเล่นไม่!”
เหลียนลี่และเฉียวซื่อรู้สึกจุกแน่นในอก ซ้ำรู้สึกน้อยใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน รวมทั้งบังเกิดความโศกเศร้าผุดขึ้นมากลางใจ
ต่อให้โดนเหลียนฟางโจวประนามอย่างรุนแรง ก็ไม่โหดร้ายเท่ากับคำพูดของบุตรชาย คำพูดของบุตรชายพวกเขาเทียบได้กับการโดนมีดจ้วงแทงหัวใจซ้ำ ๆ!
ทั้งสามีและภรรยาต่างภูมิใจในตัวบุตรชายเป็นอันมาก ทว่าอีกฝ่ายกลับบอกว่าเขาจะขอโทษนางเด็กสมควรตายต่อหน้าทุกคน นี่มันไม่ใช่การตบหน้าพวกเขาหรอกรึ! นี่ไม่ใช่การตั้งใจทำร้ายจิตใจพวกเขาหรอกรึ!
เหลียนไห่รู้สึกเสียใจอยู่บ้างที่เห็นพวกเขาเป็นเช่นนี้ ดังนั้นชายหนุ่มจึงถอนหายใจเบา ๆ “ท่านพ่อ ท่านแม่ ใจข้าระลึกอยู่เสมอว่าพวกเราสามคนเป็นครอบครัวที่แท้จริง! ในฐานะบุตรชาย ข้าจะทำร้ายท่านและจงใจทำให้พวกท่านขายหน้าได้อย่างไร? สรุปสั้น ๆ พวกท่านแค่ฟังข้าก็พอ ข้ามีวิธีของข้าเอง! ตราบใดที่พวกท่านฟังข้า อนาคตอันรุ่งโรจน์จะเติบโตอย่างมั่นคง!”
หลังจากได้ยินคำพูดนี้ ใหน้าเหลียนลี่และเฉียวซื่อก็คลายความบึ้งตึงลงช้า ๆ และไม่รู้สึกกระวนกระวายใจอีกแล้ว
แม้ทั้งคู่ไม่เข้าใจว่าเหตุใดบุตรชายอยากทำเช่นนี้ แต่เขาต้องมีเหตุผลถึงได้พูดมาเช่นนั้นแน่
และก็คิดได้ว่า บุตรชายพวกเขาเป็นซิ่วไฉ ย่อมฉลาดล้ำกว่าพวกเขาทั้งสองคนยิ่งนัก จึงเป็นธรรมดาที่คนทั้งคู่จะเข้าไม่ถึงความคิดของอีกฝ่าย!
พอเห็นสีหน้าพวกเขาดีขึ้น เหลียนไห่จึงฉวยโอกาสกล่าวคำดี ๆเพื่อเอาใจคนทั้งคู่เล็กน้อย
ด้วยวิธีใช้ไม้อ่อนผสมไม้แข็ง ในที่สุดก็ทำให้เหลียนลี่และเฉียวซื่อจดจำในสิ่งที่เขาพูดได้อย่างแม่นยำ และไม่กล้าไม่พอใจและไม่เชื่อฟังอีก
เมื่อรู้ว่าเฉียวซื่อจะให้เขาทำเรื่องดี ๆอะไรนั่น เหลียนไห่ไหนเลยจะยังนั่งเฉยอยู่เล่า? หลังจากคุยกันอีกสองสามคำ เขาจึงรีบออกไปบ้านเหลียนฟางโจว
เป็นไปตามที่เหลียนฟางโจวคาดไว้ เหลียนไห่ไม่อยากได้เงิน แต่มาพูดเพื่อใกล่เกลี่ยและขออภัย ชายหนุ่มยังบอกเป็นนัยแก่นางว่า ภายภาคหน้าบิดามารดาเขาจะไม่ทำอะไรเหลวไหลอีก เหลียนฟางโจวรู้สึกปีติยินดีมากจนพูดอย่างใจกว้าง และบอกว่าไม่ถือสาคนทั้งสอง ทั้งสองฝ่ายจึงสนทนากันอย่างชื่นมื่นด้วยดี
หลังมื้อเย็น ซุนฉางซิงผู้พ่อและบุตรชายก็ไปหารือเรื่องจัดงานเลี้ยงที่บ้าน
ช่วงกลางวันเหลียนลี่และเฉียวซื่อพึ่งโดนบุตรชายกำราบมา เล่ห์เหลี่ยมและความเฉียบคมจึงถดถอยลงไปมาก พวกเขาสุภาพต่อสองพ่อลูกอย่างหาใดเปรียบ
ซุนฉางซิงได้รับการเอาใจ ซุนหมิงนึกย้อนถึงท่าทีของทั้งคู่ที่เขาเห็นในตอนกลางวันของวันนี้ และก็เหลือบมองเหลียนไห่แวบหนึ่งอย่างครุ่นคิด
แม้เหลียนลี่และเฉียวซื่อจะมีความสุขมากเรื่องที่บุตรชายได้เป็นซิ่วไฉ แต่หากพวกเขาเต็มใจจ่ายเงินเพื่อจัดงานเลี้ยงโต๊ะอย่างใหญ่โต นับว่าเป็นการทำความผิดครั้งใหญ่
ว่ากันตามที่พวกเขาคิด ก็ประมาณได้ว่า การจัดงานเลี้ยงโต๊ะไม่จำเป็นต้องเลอเลิศนัก
ยิ่งกว่านั้น เพื่อทำให้ครอบครัวฝั่งเหลียนลี่และเฉียวซื่อดูดีดูโดดเด่นกว่า พวกเขาคิดว่าการจัดงานเลี้ยงโต๊ะของสกุลซุนควรจะด้อยกว่าของพวกเขา ครั้นแล้วจึงเอ่ยขึ้น “ครอบครัวท่านหาได้เหมือนครอบครัวเรา ด้วยฐานะยังไม่สูง การจะใช้จ่ายเงินมากมายในเรื่องนี้ ก็ขอให้พวกท่านพิจารณาอย่างถี่ถ้วนด้วย!”
ซุนฉางซิงได้ฟังแล้วรู้สึกว่าอีกฝ่ายมีจุดประสงค์ไม่ดี
เหลียนลี่และภรรยามีนิสัยชอบเอาความคิดตนเป็นใหญ่ ครอบครัวสกุลเหลียนเป็นคนในหมู่บ้าน ซ้ำไม่ว่าอย่างไร พวกเขาก็เป็นญาติแท้ ๆของเหลียนฟางโจวด้วย เมื่ออีกฝ่ายขอมาเช่นนี้ พวกเขาเองเลยไม่รู้ว่าจะพูดโต้ตอบอย่างไรดีจริง ๆ
...
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น