เป็นซุนหมิงที่เป็นผู้เปิดปากโต้ตอบ คราแรกชายหนุ่มแสดงความขอบคุณอย่างนอบน้อม ในความตั้งใจดีที่เหลียนลี่เห็นแก่พวกเขา ซ้ำยังบอกว่าครอบครัวเขาในที่สุดก็สามารถตั้งรกรากในหมู่บ้านต้าฝางได้แล้ว ทั้งหมดนี้เป็นเพราะได้รับการอนุเคราะห์จากทุกคนในหมู่บ้าน และในภายภาคหน้า ทางครอบครัวเขาก็ยังคงต้องการการอนุเคราะห์จากทุกคนอีก เพราะฉะนั้น งานเลี้ยงโต๊ะนี้ นอกจากเพื่อฉลองที่เขาได้เป็นซิ่วไฉแล้ว ทางครอบครัวเขาก็อยากแสดงความขอบคุณชาวบ้านทุกคนด้วย ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นจำนวนโต๊ะและคุณภาพอาหาร ทางเขาก็ต้องทำให้ดี แล้วพูดต่อว่า หากบ่นว่าลำบาก แล้วไม่จัดการให้ดี ทางหนึ่งตัวเขาเองจะรู้สึกผิดในใจ และอีกทางหนึ่ง จะเป็นการไม่ให้เกียรติชาวบ้านในหมู่บ้าน โดยเฉพาะลี่เจิ้งและเหล่าผู้อาวุโสของหมู่บ้าน! และการไม่ให้เกียรติเช่นนี้ ครอบครัวเขาคงไม่กล้าทำอย่างแน่นอนที่สุด....
ในที่สุด ซุนหมิงก็พูดว่า ครอบครัวเขาจะจัดเลี้ยงโต๊ะ 20 โต๊ะ และเป็นโต๊ะขนาดมาตรฐาน มีต้นทุน 3 เฉียนต่อโต๊ะ และบอกให้พวกเขาวางใจว่า ถึงตอนงานเลี้ยง ทางครอบครัวเขาจะแจงเหตุผลให้พวกชาวบ้านทราบอย่างกระจ่างแน่! สรุปสั้น ๆว่า จะไม่ทำให้ชาวบ้านเกิดความรู้สึกว่าครอบครัวเขาดีกว่า ครอบครัวสกุลเหลียนที่ขี้เหนียว!
เหลียนลี่และเฉียวซื่อหน้าเสียไปหน่อยหนึ่งทันที ทว่าพอซุนหมิงพูดมาเช่นนี้ พวกเขาค่อนข้างกังวลเล็กน้อย และไม่กล้าต่อว่า ไม่เช่นนั้น พวกเขาคงตอบโต้และวิจารณ์อีกฝ่ายไปตั้งแต่ตอนเริ่มต้น ๆแล้ว
แม้ว่าจะเป็นเช่นนี้ เฉียวซื่อก็ทำหน้าตึงใส่ แล้วเอ่ยขึ้น “พูดมาเสียขนาดนี้ แสดงว่าพวกท่านไม่เปลี่ยนใจแล้วใช่ไหม? “
“พวกข้าได้ตัดสินใจแล้ว และคงไม่เปลี่ยนใจอีก”ซุนหมิงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม อย่างสุภาพที่สุด
เมื่อชนเข้ากับกำแพงที่ไม่อ่อนและไม่แข็ง เฉียวซื่อพลันนิ่งขึงไปทันที
เหลียนไห่จึงเอ่ยขึ้น “ท่านพ่อ ท่านแม่ เรามาทำตามเกณฑ์นี้เถิด! การจัดงานที่ครึกครึ้นเป็นสิริมงคล ไม่ได้ใช้เงินมากนักหรอก!”
ถ้อยคำของซุนหมิงไม่ได้ถูกปฏิเสธ เหลียนไห่ไม่มีทางให้ฝั่งครอบครัวสกุลซุน จัดเลี้ยงโต๊ะดีกว่าของครอบครัวเขาเองแน่ ไม่ต้องพูดถึงว่าคนนอกจะเอาไปพูดกันหรือไม่ อย่างน้อยที่สุดตัวเขาเองก็รู้สึกไม่ดีด้วย
พอได้ยินแบบนี้ เหลียนลี่และเฉียวซื่อไม่อาจหักหน้าบุตรชายต่อหน้าคนนอกได้ ดังนั้นพวกเขาจึงจำต้องตกลง
ซุนฉางซิงและซุนหมิงถอนหายใจด้วยความโล่งอก และแล้วก็หารือกันสั้น ๆอีกสองสามประโยค หลังจากกำหนดวันได้ สองพ่อลูกก็กลับไป
“จัดงานเลี้ยงโต๊ะนี้ เงินหกตำลึงก็คงไม่พอ เฮ้อ! สิ้นเปลืองแท้!”เฉียวซื่อถอนหายใจอย่างเศร้าเสียใจ
“ก็แค่ช่วงนี้เอง ท่านแม่ อย่าคุยเรื่องนี้เลย! ผู้คนมากินโต๊ะ ก็ต้องมีของขวัญมาให้ ความสิ้นเปลืองคงไม่มากหรอก!”เหลียนไห่เอ่ยขึ้น
ความจริง เงิน 6 ตำลึง ไม่ได้อยู่ในสายตาชายหนุ่มเลย เขาก็พูดปลอบใจมารดาไปอย่างนั้นเอง
“อ้อ” เฉียวซื่อเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ “ของขวัญนะรึ! ก็แค่ไข่สองสามฟอง รองเท้าคู่หนึ่ง กะหล่ำปลีหัวหนึ่ง! ข้าเกรงว่ากระทั่งไก่คงจะไม่มีใครเอามาให้ด้วยซ้ำ! เวลามากินก็คงขนกันมาทั้งครอบครัว หากกินไม่หมดก็คงมีการหอบกลับบ้านด้วย ของขวัญดาษดื่นพรรค์นั้นข้าไม่อยากได้หรอก!”
เหลียนไห่เหลือบมองนางแวบหนึ่ง แล้วคร้านจะพูดต่อ
เหลียนไห่และซุนหมิงไปทำการสักการะศาลบรรพชนประจำหมู่บ้านแล้วตกเย็นก็มีการจัดงานเลี้ยงมื้อเย็นให้แขกเหรื่อ ทำเอาหมู่บ้านต้าฝางตื่นเต้นคึกคักกันอยู่หลายวัน
ยามบ้านสกุลเหลียนจัดเลี้ยงโต๊ะ เหลียนฟางโจวดึงบ่าวไพร่ 5 คนมาช่วย ส่วนที่เหลืออีก 6 คน นางให้ไปทำงานในไร่ฝ้าย
ส่วนการเข้าเมืองไปซื้อผักและข้าวของที่จำเป็นต่าง ๆ หญิงสาวใช้จางเสี่ยวจุนเป็นคนขับรถเกวียนเทียมลาไปอย่างรีบเร่ง
สำหรับฟืน เหลียนฟางโจวปฏิเสธคำขอของเฉียวซื่อ บอกไปว่าฟืนที่บ้านเธอมีไม่มาก และแทบไม่พอใช้ในครอบครัว ซ้ำหมู่ตึกก็ต้องทำอาหารและหุงต้มทุกวันด้วย หลังจากผ่านไปสักระยะ ไร่ฝ้ายควรมีการกำจัดวัชพืชและใส่ปุ๋ยแล้ว ยิ่งทำให้เธอยุ่งมาก และไม่มีเวลา ดังนั้นเฉียวซื่อจึงต้องหาทางออกด้วยตัวนางเอง!
พอเฉียวซื่อเห็นว่าหลานสาวใช้คนขับรถเกวียนเทียมลาออกไปทำงานให้บ้านตนเอง ในใจก็ลิงโลดเปี่ยมด้วยความพึงพอใจ จึงไม่ถือสา แม้จะโดนเหลียนฟางโจวบอกปฏิเสธไปบางเรื่อง รวมทั้งมีท่าทีอิดออดใส่นางก็ตาม
เฉียวซื่ออยากก่นด่าใส่เหลียนฟางโจวไปตรง ๆ แต่พอคิดว่าอีกฝ่ายไม่เคยเอาเปรียบนาง รวมทั้งเรื่องที่บุตรชายขู่ว่าเขาจะไปขอโทษอีกฝ่ายเมื่อสองวันก่อน นางเลยต้องอดทนอดกลั้นและแอบก่นด่าในใจแทน
ขณะกินเลี้ยง เหลียนฟางโจวมอบซองแดงปิดผนึกซึ่งข้างในมีเงิน 2 ตำลึง ให้เป็นของขวัญ
พูดได้ว่าของขวัญที่ทุกคนในหมู่บ้านมอบให้รวมกันแล้วยังไม่ถึงสองตำลึงเลย เฉียวซื่ออดเปิดซองแดงดูไม่ได้ เมื่อเห็นคราแรกก็รู้สึกดีใจนัก และแล้วก็ก่นด่าเหลียนฟางโจวที่ขี้เหนียว เพราะครอบคร้วหลานสาวนางเป็นเจ้าของที่ดินมหาศาล แต่กลับให้เงินนางมาเพียงสองตำลึง ถือว่าดูถูกคนอย่างเห็นได้ชัด!
นางหาใช่คนโลมากเสียหน่อย อย่างน้อยก็น่าจะให้กันสัก 20 ตำลึงสิ จริงไหม?
นางอดเอาไปบ่นต่อหน้าเหลียนไห่ไม่ได้ จึงถูกเหลียนไห่ตักเตือนเข้าให้ ผู้เป็นมารดาเลยต้องหุบปากฉับในบัดดล หลังงานเลี้ยงแล้วนางก็เอาเรื่องเบื้องหลังงานเลี้ยงไปนินทากับเหลียนไห่และเหลียนลี่ไม่เลิก สำหรับเหลียนฟางโจว หากเจอกันต่อหน้า นางยิ่งไม่กล้าเข้าไปต่อปากต่อคำด้วย
และสิ่งที่ทำให้นางโมโหยิ่งขึ้นก็คือ คนขับรถของเหลียนฟางโจวที่มาช่วยงานของตนเอง ย่อมต้องมาช่วยงาน เพราะตนเองมีแซ่เหลียนเหมือนเจ้านายเขา!
ทว่าครอบครัวสกุลซุนคืออันใดเล่า? ซุนฉางซิงนับเป็นลูกจ้างของสกุลเหลียนคนหนึ่ง ตามธรรมเนียมแล้ว เมื่อเห็นนางยังต้องเรียกนางว่านายหญิงเลย ไฉนเหลียนฟางโจวถึงให้รถเกวียนไปช่วยงานครอบครัวเขาเหมือนกับครอบครัวตนเองด้วยเล่า?
เฉียวซื่อต้องอดทนอดกลั้นกับโทสะในใจ ซึ่งทำเอานางไม่สบายใจไปสองสามวัน และนอนไม่หลับไปสองสามคืน และนางยังพยายามค้นหาอีกด้วยว่าเหลียนฟางโจวมอบซองแดงให้ซุนซื่อไปกี่ซอง
นางสาบานว่าหากเหลียนฟางโจวให้ซองแดงแก่ซุนซื่อมากกว่าของนางเอง นางจะด่าทออีกฝ่ายให้หนัก และไม่มีใครสามารถมาหยุดยั้งนางได้อีกเด็ดขาด!
ด้วยเหตุนั้น นางจึงได้รู้ว่าเหลียนฟางโจวมอบเงินใส่ซองให้ไปหนึ่งถึงสองตำลึง ซึ่งถือว่าพอ ๆกัน ทว่าในความเป็นจริง นางรู้สึกว่าเหลียนฟางโจวให้อีกฝ่ายมากกว่า! นางสงสัยว่าซุนซื่อโกหกนางหรือไม่ ก็เลยเพียรถามซุนซื่อครั้งแล้วครั้งเล่า ทำให้ซุนซื่อพูดไม่ออก!
เมื่อจบงานเลี้ยงโต๊ะในหมู่บ้านแล้ว เหลียนลี่และซุนหมิงร่วมเดินทางเข้าไปในเมืองด้วยกัน เพื่อสั่งโต๊ะอาหารอย่างดีจากภัตรคารสองถึงสามโต๊ะ สำหรับขอบคุณและตอบแทนท่านอาจารย์ที่ได้สั่งสอน และมีการเชิญเพื่อนร่วมชั้นเรียนมาร่วมกินเลี้ยงด้วย
บ่อยครั้งในเวลาแบบนี้ อาจารย์ก็จะออกหน้าแทนพวกเขาเชิญอาจารย์อาวุโสที่มีชื่อเสียงหลายคนในแถบนั้นมาร่วมงานเลี้ยงด้วย นี่นับเป็นโอกาสอันหาได้ยากอย่างสูงสุด ด้วยเหตุผลนี้ เพื่อนร่วมชั้นเรียนหลายคนจะตอบรับคำเชิญของพวกเขา และจะไม่คิดมากเกินไปที่ตนเองสอบไม่ผ่าน และไม่รู้สึกอึดอัดที่เข้าร่วมงานเลี้ยงนี้
หลังจากทั้งสองคนได้เป็นซิ่วไฉแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องไปสำนักศึกษาอีก แต่จะเรียนอย่างหนักที่บ้านแทน ทุกครึ่งเดือนพวกเขาจะไปสำนักศึกษาพร้อมเอาการบ้านไปส่ง และขอให้อาจารย์ตรวจและชี้แนะสั่งสอน รวมทั้งมอบการบ้านใหม่ให้ บางครั้งพวกเขาจะเข้าร่วมกิจกรรมบางอย่าง เช่น งานชุมนุมโคลงกลอน หรือไปร่วมงานพบปะของกิจกรรมอื่น ๆ ซึ่งเป็นการเข้าไปในแวดวงของบัณฑิตลัทธิขงจื๊อและบัณฑิตผู้เรืองปัญญาอย่างเป็นทางการ
**
เมื่อได้ยินว่าทางฝั่งเหลียนฟางโจวมีการย้ายต้นกล้าฝ้ายไปปลูกในไร่แล้ว นายหญิงจ้าวหรูจึงสั่งบริวารให้เริ่มย้ายต้นกล้าฝ้ายของตนเองไปปลูกในไร่ตนเองมั่ง
เมื่อคุณหนูจ้าวมีคำสั่งลงมา บ่าวไพร่ก็ลงมือทำงานอย่างหนัก
สิ่งสุดท้ายที่สกุลจ้าวจะขาดแคลนก็คือคน เพียงไม่ถึง 3 วัน ไร่เนื้อที่กว่า 3,000 หมู่ก็ถูกลงต้นกล้าฝ้ายจนเสร็จสิ้น!
อย่างไรก็ตาม นายหญิงจ้าวหรูนิ่วหน้า ยามเข้าไปเดินตรวจงานในไร่ แม้ว่าต้นกล้าฝ้ายเหล่านี้จะถูกปลูกเรียงไปทีละแถว แต่เพราะมีแรงงานมากเกินไป รวมทั้งการสั่งงานก็ต่างคนต่างสั่ง แนวปลูกเลยบิดเบี้ยวโย้ไปมา ซ้ำระยะห่างระหว่างแนวก็ไม่เท่ากัน ระยะห่างระหว่างต้นกล้าฝ้ายในแนวเดียวกันก็ไม่เท่ากัน!
ในบางบริเวณ มีต้นกล้าที่ตายลง และไม่มีต้นกล้าใหม่มาปลูกทดแทน ตรงนั้นจึงกลายเป็นพื้นที่ว่างไป ซึ่งดูแล้วน่ากระอักกระอ่วนนัก
ระหว่างย้ายต้นกล้ามากมายไปปลูก ก็บังเกิดความเสียหาย โดยเฉพาะใบที่ถูกทำลายเสียหายมากเป็นพิเศษ ต้นกล้าหลายต้นที่ส่วนยอดถูกตัดไป โดยไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อใด ก็ยังเอามาปลูกด้วย!
เมื่อมองดูแล้ว สรุปได้คำเดียวว่า”มั่ว!”
คิ้วของนายหญิงจ้าวขมวดเป็นปมอย่างอดไม่ได้ สีหน้าเคร่งขรึมเล็กน้อย แต่ไม่พูดอะไร
...
ขอบคุณค่ะ
ตอบลบสนุกมากๆเลยค่ะ....รออัพตอนต่อไปนะค่ะแอด
ตอบลบคิดจะเอาเปรียบคนอื่น
ตอบลบ