บทที่ 980 ห้าคนไป สามคนกลับมา
เหลียนฟางโจวรู้สึกหวาดหวั่นจนเหงื่อแตกพลั่ก พลางคิดว่ากฎและข้อบังคับในยุคสมัยโบราณนั้นช่างประหลาดผิดเพี้ยนจริงๆ!
นางจึงล้มเลิกความคิดที่จะส่งพวกนางกลับบ้านเดิมลง
เมี่ยวอวิ๋นรีบโค้งคำนับขอบคุณเหลียนฟางโจว หลังจากได้ยินคำพูดนั้น
คราวนี้นางรู้สึกเต็มใจขอบคุณมากยิ่งกว่าเดิม
อวี้เจินพลอยได้ผลประโยชน์จากผลงานของเมี่ยวอวิ๋นไปด้วย โดยเหลียนฟางโจวไม่ได้หยิบยกเรื่องจะจับคู่พ่อบ้านให้กับนางอีกต่อไป
และบอกเพียงว่าจะหาคู่ครองจากข้างนอกที่มีเกียรติและฐานะดีพอๆกับเมี่ยวอวิ๋นให้นาง
อวี้เจินรู้สึกโล่งใจเป็นอย่างมากเมื่อได้ยินคำพูดนั้น แต่พอนางได้รู้ผลสรุปของเมี่ยวอวิ๋น
ก็รู้สึกอิจฉาระคนเสียใจกับผลการเลือกของตนจนไส้เขียว
ทั้งคู่เป็นคนที่ออกมาจากวังหลวงเหมือนกัน ไฉนเมี่ยวอวิ๋นถึงมีเส้นทางแต่งงานที่สดใสรุ่งเรือง
ขณะที่นางกลับต้องการแต่งให้พ่อบ้านเล่า? ทว่าสิ่งที่นางพูดไปก่อนหน้านี้ ก็มาจากปากของนางเองทั้งสิ้น และนางก็ค่อนข้างกลัวเหลียนฟางโจวทีเดียว
จึงไม่กล้าไปหารือเรียกร้องกับอีกฝ่าย ด้วยเหตุนี้นางจึงจำต้องกล้ำกลืนความขมขื่นไว้ในใจเงียบๆ
เมื่อได้ยินถ้อยความที่เหลียนฟางโจวสั่งให้หงอวี้ไปถ่ายทอด อวี้เจินก็พลันตื่นเต้นยินดี
อาการป่วยของนางก็กลับมาหายเป็นปกติ
ตั้งแต่เมี่ยวอวิ๋นกับอวี้เจินบรรลุความสำเร็จในการเจรจา เจียเสวี่ย, เข่อซิน และฝูหย่าต่างก็ตกตะลึงเมื่อได้ยินข่าวนี้ และทำอะไรไม่ถูกไปชั่วขณะ
ฝูหย่าแอบดอดไปหาเมี่ยวอวิ๋นในยามราตรี นางเข้าไปปลอบโยนอีกฝ่าย
อีกทั้งยังแสดงความโกรธแค้นแทนอีกฝ่าย ที่ต้องได้รับการปฏิบัติอย่างไม่ยุติธรรม ก่อนจะถามอ้อมๆด้วยความอยากรู้ว่า
ฮูหยินมีการบังคับขู่เข็ญอีกฝ่ายหรือไม่?
แม้เมี่ยวอวิ๋นจะมีใจทะเยอทะยานอยากปีนกิ่งไม้สูงมาก่อน แต่ในใจก็นึกดูถูกพฤติกรรมตื่นเต้นวุ่นวายเกินเหตุของฝูหย่าด้วย
เมื่อเห็นว่าฝูหย่าคิดว่าตัวเองฉลาด และพูดเรื่องเหล่านี้กับตนอีกครั้ง
เมี่ยวอวิ่นจึงมองอีกฝ่ายอย่างเย็นชา และยิ่งนึกขบขันมากขึ้นไปอีก ดังนั้นพอพูดกันได้ไม่กี่คำ
นางก็เชิญอีกฝ่ายออกไป
ฝูหย่าไม่พอใจยิ่งนัก จึงเดินออกไปด้วยความอึดอัดคับข้องใจ
ในความเป็นจริง เมื่อนางสงบจิตใจลงได้แล้ว และหวนคิดถึงเรื่องนี้
เมี่ยวอวิ๋นก็พลันกระจ่างแจ้งแก่ใจ
นางเคยเห็นนิสัยของฮูหยินมาบ้างเช่นกัน ในเมื่อฮูหยินบอกกับตนอย่างจริงจัง
นางจะรักษาสัญญาที่ให้ไว้อย่างแน่นอน
ถึงแม้จะไม่มียศศักดิ์และทรัพย์สมบัติ แต่ด้วยสินเดิมก้อนโต ก็สามารถมีชีวิตที่มั่งคั่งร่ำรวยได้
การเป็นฮูหยินเอกก็มีข้อดีของการเป็นฮูหยินเอกเช่นกัน อย่างน้อยก็มีความรู้สึกภาคภูมิใจใช่ไหม? โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนที่มีภูมิหลังเช่นนาง ซ้ำยังมีชื่อเสียงของจวนเว่ยหนิงโหวที่สามารถใช้ยกระดับนางได้อีก
เมื่อถึงเวลาที่ต้องไปอยู่ในครอบครัวสามี ใครจะกล้าหาเรื่องหรือปฏิบัติไม่ดีกับนางได้เหรอ?
หากสามีรู้จักขวนขวายและขยันเรียนหนังสืออย่างหนักจนผ่านการสอบรับราชการได้
ไม่มีทางที่เขาจะไม่ประสบความสำเร็จในการเป็นขุนนางในสักวันหนึ่งแน่
หากสามีนางมีความสามารถปานกลาง ในอนาคต นางก็ควรมุ่งมั่นสั่งสอนบุตรชายให้ได้ดี
หัวใจของท่านโหวอยู่ที่ฮูหยินเท่านั้น และฮูหยินก็มีความสามารถเช่นกัน
ดังนั้นการที่นางอยู่เพื่อเอาชนะคะคาน นางจะได้ประโยชน์อันใด?
พระสนมเจียผินเคยตรัสวิพากษ์วิจารณ์ว่า ฮูหยินเป็นผู้หญิงบ้านนอกที่โง่เขลาหยาบคาย ไม่มีภูมิหลังที่ดีและไร้การศึกษา พระสนมเอ่ยพูดคำเผ็ดร้อนมากมายเพื่อยั่วยุตนและคนอื่นๆ
ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายมีเจตนาอะไรกันแน่!
ไม่ต้องพูดถึงความคิดที่กำลังพุ่งพล่านในใจของเมี่ยวอวิ๋น และการจากไปอย่างขุ่นเคืองของฝูหย่าเลย
ยามนี้ทั้งเจียเสวี่ยกับเข่อซินต่างกำลังตกที่นั่งลำบาก
ในขณะเดียวกันก็คิดถึงการอยู่ต่อสู้เพื่อให้ได้ความโปรดปรานจากท่านโหว
ด้วยการดิ้นรนแข่งขัน พวกนางก็หวังว่าสักวันหนึ่งจะถึงวันที่พวกนางจะอยู่สูงเทียมฟ้าและมีช่วงเวลาที่รุ่งโรจน์
พวกนางยังอิจฉาเมี่ยวอวิ๋นกับอวี้เจินที่แต่งออกเรือนไปอย่างสวยงามและมีสินเดิมติดตัวไปมากมาย
ชั่วขณะนั้นทั้งสองคนรู้สึกว่าทั้งสองตัวเลือกนั้นดี แต่พวกนางไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไร!
อวี้เจินมีความสัมพันธ์ที่ดีกับเจียเสวี่ย นางจึงพยายามชี้แนะอีกฝ่ายเป็นการส่วนตัว
ทีแรกเจียเสวี่ยไม่รู้ เมื่อนางฟังแล้วก็รู้สึกว่าสิ่งที่อวี้เจินพูดนั้นมีเหตุผล
หลังจากลังเลอยู่สองวัน ในที่สุดนางก็ตัดสินใจไปหาเหลียนฟางโจว และบอกว่าตนเองก็ยินดีจะแต่งออกไปเหมือนเมี่ยวอวิ๋นและอวี้เจิน
นางยังเอ่ยคำขอเพิ่มอีกเล็กน้อยอย่างระมัดระวัง: นางไม่ว่าอันใด หากสินเดิมจะน้อยกว่านี้
ขอเพียงนางได้แต่งงานไปกับชายที่หล่อเหลาและหนุ่มแน่นก็พอ
บ้าคนหล่อ!
เหลียนฟางโจวเกือบจะพ่นน้ำชาออกมา และเกือบจะหัวเราะออกมาตรงนั้น นางรีบยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาแสร้งทำเป็นเช็ดชาที่เลอะตรงมุมปาก
และกระแอมออกมาสองหนก่อนจะปิดปาก
เหลียนฟางโจวอดหัวเราะไม่ได้ แล้วเอ่ยว่า "วางใจเถอะ สินเดิมของเจ้าก็เป็นสิ่งที่จะขาดไม่ได้
และสามีก็ยังต้องหนุ่ม อืม ไม่ว่าเขาจะหล่อหรือไม่ หลัวโปกับกะหล่ำปลีต่างก็มีข้อดีของตัวเอง!
เจ้าต้องดูแล้ว รู้สึกไม่ขัดตา การดูตัวถึงจะถือว่าตกลง!"
เจียเสวี่ยเบิกบานยินดีนักเมื่อได้ยินคำพูดนั้น นางคลี่ยิ้มสดใสทันที
และคุกเข่าโขกศรีษะ "ใช่แล้วเจ้าค่ะ บ่าวขอขอบคุณฮูหยินที่ให้ความเมตตาเจ้าค่ะ!"
เหลียนฟางโจวบอกให้อีกฝ่ายสบายใจได้ และทันใดนั้นนางก็อดอยากรู้อยากเห็นไม่ได้
ครั้นแล้วจึงยิ้มให้เจียเสวี่ย "ข้ามีคำถามจะถามเจ้าด้วย ดังนั้นเจ้าต้องตอบข้าตามจริง! แค่ประโยคเดียวเท่านั้น
ไม่ว่าเจ้าจะพูดอย่างไร ข้าจะไม่ตำหนิเจ้า—เจ้าคิดว่าท่านโหวหล่อหรือไม่?
เจียเสวี่ยสะดุ้งตกใจทำตาปริบๆ และมองเหลียนฟางโจวด้วยความลังเลใจ
พอเห็นเช่นนี้ เหลียนฟางโจวก็รู้คำตอบของอีกฝ่ายแล้ว ยามนี้จึงส่งยิ้มบาง
แล้วเอ่ยขึ้น "ข้าเองก็คิดเหมือนกันว่าท่านโหวไม่หล่อ แล้วเจ้าคิดว่าอย่างไร?"
อาเจี่ยนของนาง มีรูปโฉมออกแนวสง่างาม ทว่าเขาก็เป็นเจ้าของคิ้วดาบคมเข้มมีเหลี่ยมมุมชัดเจน
และดวงตากว้างกระจ่างใส แต่เครื่องหน้าไม่ละมุนเลย
เจียเสวี่ยรู้สึกโล่งใจ พร้อมกับพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม
เหลียนฟางโจวถามขึ้นอีกครั้ง "ในเมื่อเป็นเช่นนั้น เหตุใดเจ้าถึงต้องการติดตามท่านโหวเล่า?"
เจียเสวี่ยสะดุ้งตกใจ เมื่อเห็นสีหน้าสงบนิ่งของเหลียนฟางโจว ริมฝีปากจึงแย้มรอยยิ้ม
พอคิดทบทวนในเรื่องนี้ จึงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม "เรียนฮูหยิน เรื่องนี้มันต่างกัน ฐานะของท่านโหวคืออะไร?
เขาจะเท่าเทียมกับผู้ชายธรรมดาได้อย่างไร?
นอกจากนี้ ท่านโหวยังดูดี อืม เป็นชายชาตรียิ่งนักเจ้าค่ะ!"
เหลียนฟางโจวหลุดหัวเราะคิก นางไม่รู้เลยว่าเจียเสวี่ยผู้นี้จะเป็นคนที่น่าสนใจทีเดียว!
เมื่อเจียเสวี่ยเห็นฮูหยินยิ้ม จึงเอ่ยด้วยความงุนงง "ฮูหยิน หรือว่าบ่าวจะพูดอะไรผิดไปหรือเจ้าคะ?"
"ไม่หรอก!" เหลียนฟางโจวส่ายหน้า แล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
"เจ้าพูดถูกแล้ว ข้าก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน!
เอาล่ะ พวกเจ้าไปเถอะ!"
เหลียนฟางโจวกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง "ในเมื่อสิ่งที่เจ้าพูดในวันนี้
เป็นสิ่งที่เจ้าตัดสินใจมาแล้ว เจ้าก็จงยึดมั่นกับมันไว้ ข้าจะไม่มีวันทนกับคนที่เปลี่ยนใจกลับไปกลับมาเด็ดขาด
พวกเจ้าทุกคนจงจำเอาไว้!"
อวี้เจินและเจียเสวี่ยต่างก็หวาดกลัว และอดให้ความนอบน้อมขึ้นมาไม่ได้
พลางหรุบตาลงต่ำพร้อมรับคำ
ราวกับผู้หญิงที่มีรอยยิ้มอ่อนโยนก่อนหน้านี้เป็นเพียงภาพลวงตา
ทั้งสองคนล่าถอยออกไปอย่างสำรวมระวัง พอออกพ้นเขตเรือนหลัก อวี้เจิน ก็ตบอกของตนเบา
ๆ พลางถอนหายใจยาว ๆ ด้วยความโล่งอก
เมื่อเห็นเจียเสวี่ยมองตนเองอย่างไม่รู้ประสา อวี้เจินก็ทั้งขำทั้งฉุน
จึงอดบิดแขนอีกฝ่ายไม่ได้ ก่อนจะเอ่ยเสียงลอดไรฟัน "เจ้ากล้าขอร้องฮูหยินแบบนั้นได้อย่างไร! เจ้ากล้าวิจารณ์ท่านโหวแบบนั้นได้อย่างไร!
"พี่สาว" เจียเสวี่ยรีบพูด
"แต่ข้าอยากแต่งงานกับสามีหล่อจริงๆนะ! สำหรับความคิดเห็นเกี่ยวกับท่านโหว ฮูหยินถามข้า
ข้าไม่กล้าไม่ตอบนี่!"
นางค่อนข้างเสียใจทีเดียว ตอนที่พูดอย่างนั้นออกไป
อวี้เจินพูดไม่ออก แล้วเอานิ้วเคาะหน้าผากอีกฝ่ายอย่างไม่พอใจ "คนโง่อย่างเจ้าลืมไปแล้วรึ!
ฮูหยินไม่ได้พูดหรอกเหรอ? หลังจากเราได้เห็นผู้เข้าคัดเลือกที่มีแววแล้ว
เราก็มาดูพวกเขาด้วยตัวเองจนพอใจ แล้วค่อยตัดสินใจ
แล้วตอนนั้นเจ้าก็ได้ดูมิใช่หรือ? ที่ฮูหยินถามเจ้าว่าท่านโหวมีรูปโฉมเป็นอย่างไร
มันก็แค่คำถามสุ่มๆ นางถามเจ้า เจ้าก็ต้องตอบด้วยเหรอ? นั่นคือท่านโหวที่เป็นสามีของฮูหยินนะ เจ้ารู้ไหมว่าจะเกิดอะไรขึ้น
หากคำตอบแย่ๆไปทำให้ฮูหยินคับข้องใจเข้า?
เจียเสวี่ยนิ่งงันไปทันที
ชั่วขณะนั้น นางก็ตัวสั่นขึ้นมา และรู้สึกว่าตนเองช่างโง่จริงๆ!
“นั่น นั่น ที่ข้าพูดไปอย่างนั้น มันจะไม่เป็นไรใช่ไหม? พี่สาวที่แสนดี ท่านอยู่วงนอกจึงเห็นได้ชัดเจน ฮูหยิน นางไม่พอใจข้าหรือเปล่า?”
ใบหน้าของอวี้เจินคลายลง นางฮึมฮัมเบา ๆ ก่อนจะค้อนใส่อีกฝ่ายแล้วเอ่ยขึ้น
"ตอนนี้เจ้ารู้จักกลัวแล้วเหรอ? วางใจเถอะ ข้าเห็นว่าฮูหยินไม่มีท่าทางไม่พอใจเลยนะ! เจ้าน่ะ ต่อให้โง่ก็ยังโชคดีเป็นบางครั้ง!"
เจียเสวี่ยยังคงไม่ค่อยเชื่อเสียทีเดียว นางจึงถามซักไซร้เพิ่มอีกสองสามคำถาม
และเมื่ออวี้เจินได้ยินเช่นนี้ ก็พยายามยืนยันให้อีกฝ่ายมั่นใจอย่างใกล้จะหมดความอดทนอยู่รอมร่อ
เจียเสวี่ยถึงค่อยยิ้มออกมาด้วยความโล่งใจ แล้วรีบยกยออวี้เจินอีกสองสามคำ
ยามที่ฝูหย่าเริ่มมาคิดได้ ตอนนี้ก็เหลือเพียงนางและเข่อซินแล้ว
...
ขอบคุณนะคะที่แบ่งปันความสุขให้กับคนอ่าน(แถมลดระยะเวลาการรอคอยอีกต่างหาก)
ตอบลบจัดการตัวยุ่งยากไปได้เยอะเลย
ตอบลบเหลืออีกสอง ไม่รู้จะมีอะไรอีก
ตอบลบขอบคุณสำหรับความสุขทางใจที่มอบให้นะคะ ขอบคุณมากค่ะ
ตอบลบ