บทที่ 1006
ทำหน้าที่พ่อสื่อ
ท่านหมิ่นจวิ้นอ๋องผู้เฒ่ายิ้มแย้มพร้อมกับตบไหล่เขาและเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
“บุตรสาวคนโตของเจ้าช่างโชคดีนัก เสี่ยวเจ๋อเป็นคนดีมาก ๆ ฮ่าๆ
เจ้าช่างโชคดีที่ได้ลูกเขยคนนี้! หากไม่เชื่อ เจ้าก็ดูสิ ขนาดข้าที่อายุปูนนี้แล้วเคยเป็นพ่อสื่อให้ใครไหม? ไม่มีเลย ใช่หรือไม่?”
สวีกั๋วกงจะพูดอะไรได้ ก็ได้แต่ต้องหัวเราะและยิ้มรับเท่านั้น พลางคิดในใจว่า:
ดูเหมือนว่าจะไม่มีใครกล้าขอให้ท่านไปเป็นพ่อสื่อเลยนะ...
คิดไปอีกที อย่างน้อยการที่เขาเป็นญาติกับเว่ยหนิงโหว และท่านหมิ่นจวิ้นอ๋องผู้เฒ่าให้ความสำคัญขนาดนี้
ก็ดูเหมือนจะมีความเหมาะสมอยู่บ้าง
ดังนั้น เรื่องแต่งงานนี้จึงถูกกำหนดขึ้น และเริ่มแลกเปลี่ยนจดหมายยืนยันวันเดือนปีเกิดและนำไปผูกดวง
หากไม่มีสิ่งใดขัดข้องก็จะตกลงเรื่องการหมั้นหมาย
พร้อมทั้งปรึกษากันเกี่ยวกับสินสอดทองหมั้นและเลือกวันมงคลสำหรับพิธีมงคลสมรส
เมื่อเมิ่งซื่อได้ยินเรื่องแต่งงานนี้ก็ตกใจในตอนแรก
แต่จากนั้นก็รู้สึกดีใจ
เดิมทีนางคิดจะให้ลูกสาวคนนี้แต่งงานกับหลานชายของนาง เพื่อที่นางจะได้ควบคุมลูกเลี้ยงไว้ในกำมือ
ไม่ให้อีกฝ่ายมีวันได้ลุกขึ้นมาแก้แค้นนาง และอีกเรื่องก็คือภรรยาเก่าของท่านโหวก็ทิ้งสินเดิมไว้มากมาย
น่าชังนัก! ก่อนที่สตรีผู้นั้นจะเสียชีวิต
นางได้ขอให้ท่านยายเป็นผู้ดูแลที่ดินทำกินชั้นดีเนื้อที่ 3,000 หมู่และร้านค้าอีกสิบกว่าแห่งที่เป็นสินเดิม นอกจากนี้ยังให้ท่านกั๋วกงเขียนเอกสารเป็นลายลักษณ์อักษรอย่างชัดเจนว่า
ที่ดินและร้านค้าทั้งหมดจะถูกมอบให้กับพ่อบ้านที่นางไว้วางใจดูแล
และเมื่อบุตรสาวของนางแต่งงาน ทุกสิ่งทุกอย่างรวมถึงผลประโยชน์ตลอดหลายปีนี้จะต้องถูกส่งมอบให้บุตรสาวโดยสมบูรณ์
สวีกั๋วกงจะไม่มีสิทธิ์เข้าไปยุ่งเกี่ยวหรือนำไปใช้ไม่ว่ากรณีใด ๆ
ตอนนั้นเรื่องนี้เป็นที่โจษจันท์กันอื้ออึงนัก
คนทั้งเมืองหลวงต่างรู้กันดี เมิ่งซื่อเองก็อยากได้ใจแทบขาด แต่เพื่อชื่อเสียงการเป็นคนดีมีคุณธรรมของนาง
นางจึงไม่สามารถทำอะไรได้
ด้วยเหตุนี้
เมิ่งซื่อจึงโกรธแค้นนัก โกรธแค้นฮูหยินเอกคนก่อนของท่านโหว คือฮูหยินฉิน ที่แม้จะคลอดบุตรยากและเสียชีวิตหลังจากให้กำเนิดสวีอี้หยุนแล้ว
แต่ก็ยังฝืนใจอยู่ต่อไปจนกระทั่งผ่านไปกว่าชั่วยาม เพื่อจัดการเรื่องนี้จนเสร็จ และได้รับเอกสารเป็นลายลักษณ์อักษรเสร็จเรียบร้อยแล้ว
ก่อนที่นางจะสิ้นลมหายใจ
นางยังได้รับชื่อเสียงว่าเป็นมารดาที่รักลูกยิ่งชีพ
ทำให้ผู้คนในเมืองหลวงต่างพากันสงสารและเสียดาย
ด้วยความรักที่อีกฝ่ายมีต่อบุตรสาวเช่นนี้
หากเมิ่งซื่อทำอะไรเพียงเล็กน้อย ก็คงถูกคนนินทาจนอ่วม และลูก ๆ ของนางก็คงไม่ได้ชื่อเสียงที่ดีเช่นกัน
โชคดีที่ที่ดินและบรรดาร้านค้าถึงเมิ่งซื่อไม่สามารถแตะต้องได้
แต่ของมีค่าอื่น ๆ ของฉินซื่อ เช่น เครื่องเรือนไม้หวงฮัวหลีและไม้จันทน์
เครื่องประดับมีค่า ผ้าพับ และของโบราณต่าง ๆ หลังจากผ่านไปหลายปี ของเหล่านี้ก็กลายเป็นของเมิ่งซื่อเกือบทั้งหมด
ทำให้เมิ่งซื่อรู้สึกดีขึ้นมาบ้าง
เมิ่งซื่อไม่รู้เลยว่านี่เป็นแผนที่ฉินซื่อตั้งใจวางไว้
ตอนที่ฉินซื่อใกล้ตาย
ท่านโหวยังอายุเพียงยี่สิบต้น ๆ จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่แต่งงานใหม่
ฉินซื่อไม่เชื่อว่าจะมีใครในโลกนี้ที่จริงใจและดีต่อลูกของฮูหยินเอกคนก่อนได้อย่างแท้จริง
ดังนั้นนางจึงฝืนลมหายใจสุดท้ายไว้เพื่อหาทางให้บุตรสาว เมื่อเห็นว่าลูกสะใภ้ใกล้จะตายแล้ว
ฮูหยินผู้เฒ่าและท่านโหวจึงไม่อาจปฏิเสธได้
แต่ก็ไม่สามารถไม่เหลืออะไรไว้ให้ภรรยาใหม่เลย
หากไม่เหลืออะไรไว้เลย ภรรยาใหม่อาจจะเสี่ยงทำอะไรบางอย่างที่ไม่ควรทำ
ดังนั้นการเหลือบางสิ่งบางอย่างไว้จึงเป็นการทำให้อีกฝ่ายสบายใจขึ้น
พูดถึงเมิ่งซื่อ
ครั้งที่แล้วตอนที่พี่สะใภ้คนรอง..เซวียซื่อมาเยี่ยม ทั้งสองก็ได้ปรึกษากันอยู่พักหนึ่ง
คิดถึงสินเดิมก้อนโตนั้น พี่สะใภ้คนรองเองก็ยินดีที่จะให้มีการแต่งงานครั้งนี้
ตอนนั้นจึงตั้งใจว่าจะพูดคุยกับสวีกั๋วกงเพื่อกำหนดการหมั้นหมายให้เรียบร้อย
แต่เมิ่งซื่อคิดว่าจังหวะเวลายังไม่เหมาะสม
และต้องการให้ชื่อเสียงของนางในเรื่องความเป็นแม่ศรีเรือนผู้มีคุณธรรมดีเลิศไร้ที่ติมากขึ้น
จึงยังไม่ได้ตกลง
นอกจากนี้ นางยังมั่นใจว่าตระกูลสูงศักดิ์ในเมืองหลวงจะไม่มีใครยินดีจะรับสวีอี้หยุนเป็นสะใภ้
ต่อให้มีคนยินดีรับลูกเลี้ยงเป็นสะใภ้ นางก็มีวิธีทำให้พวกเขาล้มเลิกความคิดไป
ในความคิดของนาง
สวีอี้หยุนเป็นเหมือนตุ๊กตาในมือนาง อยากจะวางไว้ที่ไหนก็วางได้ตามใจ
แม้เซวียซื่อจะไม่เห็นด้วยนัก
แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรและยอมรับไป
ใครจะคิดว่าในเมืองหลวงไม่มีตระกูลสูงศักดิ์ที่ขอแต่งงานกับสวีอี้หยุน
แต่กลับมีเหลียนเจ๋อโผล่ขึ้นมาแทน!
แถมคนที่เป็นพ่อสื่อก็คือท่านหมิ่นจวิ้นอ๋องผู้เฒ่าที่เป็นคนมากอำนาจบารมี
เรื่องแต่งงานนี้จึงถูกกำหนดอย่างแน่นอนแล้ว!
เมิ่งซื่อรู้สึกเสียใจและเสียดาย—สินเดิมก้อนใหญ่นั้นยิ่งนัก!
แต่เมื่อนางสืบรู้ว่าเหลียนเจ๋อเป็นใคร
นางกลับรู้สึกดีใจ!
อะไรกัน!
เขาเป็นเพียงน้องชายแท้ ๆ ของฮูหยินของเว่ยหนิงโหว! ไม่มีภูมิหลังแข็งแกร่งอันใด
เป็นเพียงเด็กหยาบกระด้างจากชนบทเท่านั้น!
ยังจะบอกว่าเป็นผู้สอบได้อันดับหนึ่งด้านการทหารอีก
ในสายตาของนางก็แค่คนหนุ่มมีแรงเยอะเท่านั้น เป็นคนหยาบคาย! ส่วนตำแหน่งอันดับหนึ่งนี้ไม่แน่ว่าอาจเป็นเพราะเว่ยหนิงโหวช่วยให้เขาได้มาก็ได้!
ผู้ชายหยาบคายที่มีแต่แรง
หลังแต่งงานไม่ทุบตีภรรยาก็ไม่รู้จะทำอะไรแล้ว! เด็กสาวคนนั้นต่อไปจะต้องลำบากแน่ๆ
ชาตินี้อย่าหวังจะมีโอกาสลุกขึ้นมาได้อีกเลย!
ไม่นานก็ได้จัดการเรื่องการแลกเปลี่ยนเทียบชะตากันเสร็จเรียบร้อย
ว่ากันว่าดวงของทั้งสองคนเป็น “คู่ที่ฟ้าส่งมา”
เรื่องแต่งงานนี้จึงได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการ
ตระกูลเหลียนต้องการนายหญิงที่จะเข้ามาดูแลจวนโดยด่วน
จึงกำหนดวันแต่งงานอย่างเร่งรีบ สิบวันหลังจากนี้จะมีการส่งสินสอดทองหมั้น และจะจัดงานพิธีมงคลสมรสกันในเดือนสิบ
เมื่อข่าวนี้แพร่ไป
เมิ่งซื่อก็ตื่นเต้นดีใจยิ่งนัก สั่งให้คนเรียกสวีอี้หยุนมา
และสวีอี้เจินวัยสิบสี่ปี ก็ยิ้มแย้มตามแม่มาด้วย เพื่อดูเรื่องตลกของพี่สาว
ยังไงเสีย
สวีอี้หยุนมีชื่อเสียงว่าไม่เคารพแม่เลี้ยง จนนางเองก็ขี้เกียจจะทำตัวดีต่อหน้าเมิ่งซื่อแล้ว
นางไม่คารวะและไม่ทักทายเมิ่งซื่อเลย
เมื่อสวีอี้หยุนพาปิงลวี่..สาวใช้คนสนิทของนาง
ข้ามาในห้องอุ่นของเมิ่งซื่อ นางก็นั่งลงตรงๆ
แล้วเอ่ยอย่างเย็นชา “ท่านเรียกหาข้าหรือ?”
ที่ผ่านมา
สวีอี้หยุนทำเช่นนี้เสมอ เมิ่งซื่อจึงปล่อยไปไม่อยากจะสนใจ แต่ไม่รู้ทำไม
วันนี้กลับรู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง
สวีอี้เจินนั้นไม่พอใจพี่สาวมานานแล้ว
เมื่อเห็นมารดาขมวดคิ้ว ก็ยิ้มและเอ่ยว่า “พี่สาว
ท่านก็ได้หมั้นหมายและจะต้องออกเรือนแล้ว ทำไมถึงไม่รู้กฎระเบียบเลย? พบท่านแม่ไม่คารวะไม่ทักทาย เมื่อแต่งงานเข้าไปในตระกูลอื่น
จะไม่ทำให้คนหัวเราะเยาะว่าจวนตระกูลสวีกั๋วกงไม่มีการอบรมหรือ?”
สวีอี้หยุนหัวเราะเย็นชา
“น้องสาวเตือนได้ดีมาก! แต่ทั่วทั้งเมืองหลวงต่างพูดว่าข้าเป็นคนไม่มีระเบียบและไร้การอบรมอยู่แล้ว
จะกลัวอะไรกับการถูกคนหัวเราะเยาะอีก? ในเมื่อท่านแม่ห่วงใยข้าขนาดนี้
ทำไมไม่ควบคุมปากของพวกบ่าวให้ดีเสียก่อนเล่า? มาพูดเอาตอนนี้จะมีประโยชน์อะไร!”
เมิ่งซื่อรู้สึกเหมือนมีอะไรจุกอยู่ในอก
รู้สึกอึดอัดเป็นอย่างยิ่ง
นางอยากจะลงโทษสวีอี้หยุน
แต่ลูกสาวที่หมั้นหมายแล้ว หากไม่ทำความผิดที่เสียหายต่อชื่อเสียงของวงศ์ตระกูลอย่างร้ายแรง
ก็ไม่สามารถลงโทษได้ตามใจชอบได้
ยิ่งไปกว่านั้น
แม้จะลงโทษก็ทำได้แค่กักบริเวณหรือให้คัดลอกพระสูตร นอกนั้นจะทำอะไรได้อีก? ก่อนตาย ฮูหยินผู้เฒ่าผู้เป็นย่าได้บังคับให้นางสาบานด้วยชีวิตของลูกแฝดของนางว่าจะไม่แตะต้องสวีอี้หยุนแม้แต่ปลายนิ้วและจะไม่ยอมให้คนในบ้านแตะต้องนางเช่นกัน
แล้วนางจะทำอะไรได้?
เมิ่งซื่อพยายามข่มความไม่พอใจอย่างหนักแล้วโบกมือ
“ช่างเถอะ เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้อย่าไปพูดถึงเลย! อี้หยุน
เรื่องการแต่งงานของเจ้าถูกกำหนดแล้ว อีกสิบวันจะมีการส่งสินสอดทองหมั้น
และในวันที่ 26 เดือนสิบ ตระกูลเหลียนจะมารับตัวเจ้า ในช่วงนี้เจ้าก็อยู่ในห้อง เย็บปักถักร้อยเตรียมสินเดิมไปเถอะ
อย่าได้ออกไปไหนเลย! การแต่งงานนี้มีท่านหมิ่นจวิ้นอ๋องผู้เฒ่าเป็นพ่อสื่อด้วยตัวเอง
และคู่ครองของเจ้าคือผู้สอบจ้วงหยวนบู๊ได้อันดับที่หนึ่งในปีนี้ เจ้าโชคดียิ่งนัก!”
สวีอี้เจินแอบพอใจ
จึงยิ้มและกล่าวเสริมว่า “พี่สาวรู้ไหม? ในเมืองหลวงนี้ไม่มีตระกูลที่มีแซ่เหลียนเลย!
ที่จริงแล้วก็คือญาติของภรรยาเว่ยหนิงโหว! พี่สาวช่างโชคดีจริง ๆ
ไม่มีพ่อแม่สามีให้ดูแล พอแต่งไปก็ได้เป็นใหญ่ในบ้าน และคนในบ้านก็น้อย
ไม่ต้องเหนื่อยมาก ฮิฮิ! อา ถ้าเทียบกับบ้านของพี่หรงแล้วก็ช่างแตกต่างกันยิ่งนัก!”
...
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น