บทที่ 1007 พี่สาว น้องสาว
และแม่เลี้ยง
เมื่อเห็นใบหน้าของสวีอี้หยุนเปลี่ยนไปตามที่คาดหวัง
สวีอี้เจินก็ยิ่งรู้สึกพอใจ จึงแย้มยิ้มแลเอ่ยต่อว่า “พอพี่สาวแต่งงานไปแล้ว
ข้ากับพี่หรงก็จะสามารถกำหนดวันวิวาห์ได้แล้ว! พี่หรงรอไม่ไหวแล้วนะ!
ปีหน้าข้าจะครบสิบห้าหนาว ก็จะแต่งงานกับพี่หรงได้ ท่านแม่ว่าจริงไหมเจ้าคะ?”
“ดูเจ้าสิ พูดจาไม่รู้จักอายเลย!”
เมิ่งซื่อแกล้งตำหนิและมองลูกสาวด้วยความรักใคร่เอ็นดู พร้อมกับยิ้มและพูดว่า
“เรื่องเหล่านี้ไว้รอให้พี่สาวของเจ้าแต่งออกเรือนไปก่อนแล้วค่อยว่ากัน! ตระกูลเรา..เรื่องแต่งงานของพี่น้องต้องมาทีละคน
เรื่องของพี่สาวเจ้ายังไม่เสร็จ จะมาเร่งเรื่องของเจ้าไม่ได้!”
สวีอี้เจินมองสวีอี้หยุนแล้วหัวเราะ
“อย่างนี้ข้าต้องขอบคุณพี่สาวมากนะ! พี่สาวจะได้แต่งงานแล้ว
ข้ากับพี่หรงจะได้กำหนดวันวิวาห์เร็วขึ้น! ไม่เช่นนั้น ข้าคงไม่สบายใจเลย!”
ใบหน้าของสวีอี้หยุนเปลี่ยนเป็นไม่สู้ดีนัก นางพยายามควบคุมตัวเองไม่ให้แสดงสีหน้าออกมา
ใจนางรู้สึกเจ็บปวดและขมขื่นยิ่งนัก
พี่หรง
คนที่เคยเป็นเพื่อนเล่นในวัยเด็กของนางอย่างแท้จริง เขาเคยบอกว่าชอบนาง นางเฝ้ารอวันหนึ่งที่เขาจะเติบโตและทำตามคำพูดในวัยเด็กว่าจะมาขอนางแต่งงานและไม่ให้ใครรังแกนาง
นางเฝ้ารอให้เขามาช่วยพานางออกจากที่ที่ไม่มีความรักความผูกพันกับนางเลย
แต่ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่
เขาเริ่มหลบหน้านาง เมื่อนางหาโอกาสได้พบเขา เขาก็หลีกเลี่ยงนางทันที
จากนั้นก็มีข่าวลือว่าเขาชอบน้องสาวต่างแม่ของนาง...
ใจของนางคล้ายเต็มไปด้วยน้ำขม
ที่เต็มเปี่ยมจนล้น แต่ไม่สามารถระบายออกได้ และได้แต่เจ็บปวดใจไปวัน ๆ
เขาไม่เชื่อใจนางเลยหรือ!
เขาก็คิดว่านางกลายเป็นหญิงสาวที่ชั่วร้าย ไร้มารยาท และไร้การอบรมจริง ๆ หรือ!
“ถ้าไม่มีอะไรอย่างอื่น ข้าขอตัวก่อน!” สวีอี้หยุนพูดอย่างเย็นชา
นางเกลียดตัวเองเหลือเกิน!
รู้ทั้งรู้ว่าสวีอี้เจินจงใจพูดเรื่องพวกนี้ต่อหน้านางเพื่อยั่วให้นางโมโห
รู้ทั้งรู้ว่านางต้องไม่ใส่ใจ ไม่สนใจ
แต่หัวใจดวงนี้กลับไม่ยอมฟัง!
แม้จะรู้ชัดเจนเพียงใด
นางก็ยังควบคุมตัวเองไม่ได้และโกรธจนปวดใจทุกครั้ง!
เขาคือคนที่นางรักมาตั้งแต่เด็ก
คนที่นางคิดว่าจะเป็นที่พึ่งพาไปตลอดชีวิต จะให้นางลืมได้ง่ายๆ ได้อย่างไร!
“ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็ไปเถอะ!” เมิ่งซื่อเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
“ตระกูลเหลียนถึงจะเป็นตระกูลเล็กๆ แต่ก็ไม่มีใครกล้ารังแกเจ้า
ชีวิตของเจ้าจะได้อยู่สบายหน่อย! ส่วนเรื่องสินเดิมเจ้าไม่ต้องห่วง
ยังไงตระกูลโหวของเราจะเตรียมของให้คู่ควรกับตระกูลเหลียนอยู่แล้ว!”
สวีอี้เจินที่อยู่ข้างๆแอบหัวเราะเยาะอีกครั้ง
และพูดว่า “กับคนบ้านนอกแบบนั้น ฮิฮิ ไม่รู้ว่าสินสอดที่ส่งมาจะเป็นยังไงนะ! อืม
ไก่ เป็ด ห่าน อะไรพวกนั้นคงไม่พลาดหรอกมั้ง? ข้าได้ยินมาว่าร้านเป็ดย่างของฮูหยินเว่ยหนิงโหว
การค้าไปได้ดีนัก น่าจะได้กำไรเดือนละหลายร้อยตำลึงอยู่นะ? ในเมื่อน้องชายแท้ๆ ของนางจะแต่งงาน
ยังไงพี่สาวก็ต้องช่วยสนับสนุนบ้างแหละ!”
“ข้าขอตัวก่อน!” สวีอี้หยุนเอ่ยด้วยโทสะแล้วหันหลังเดินออกไปทันที
ได้ยินเสียงหัวเราะที่ไร้ยางอายของสวีอี้เจินจากด้านหลัง
สวีอี้หยุนยิ่งรู้สึกเหมือนมีเข็มแหลมแทงหัวใจ
เมื่อเดินออกมาห่างจากห้องของเมิ่งซื่อมาพอสมควรแล้ว
พอมองไปรอบๆ ไม่เห็นมีใคร สวีอี้หยุนกับบ่าวรับใช้สองคนก็เริ่มเดินช้าลง
ปิงลวี่น้ำตาคลอ พูดด้วยน้ำเสียงสะอื้นว่า “ฮูหยินกับคุณหนูรองทำไมถึงพูดกับคุณหนูอย่างนี้ได้!
มันเกินไปจริงๆ!”
สวีอี้หยุนมองอีกฝ่ายแวบหนึ่ง
แต่ไม่พูดอะไร
สวีอี้เจินไม่ได้เริ่มเล็งเป้ามาที่นางแค่ในวันนี้เท่านั้น
มีอะไรแปลกใหม่กัน?
นางยังจำได้ชัดเจน
ตอนนั้นสวีอี้เจินอายุเพียงสี่หนาว ไปเล่นในห้องของนาง
และยืนกรานจะเอากระต่ายหยกขาวตัวเล็กๆ ขนาดเท่ากำปั้นที่ท่านย่าให้ไป
กระต่ายตัวนั้นมีสีขาวบริสุทธิ์
น่ารัก ดูเหมือนมีชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วัสดุหยกที่ใช้ทำมีจุดสีแดงสองจุดซึ่งถูกแกะสลักเป็นดวงตาของกระต่าย
ดูเหมือนจริงมาก เป็นของที่นางรัก
นางจะให้ไปได้อย่างไร?
สวีอี้เจินอยากได้กระต่ายตัวนั้นมาก
ทั้งสองคนก็แย่งกัน สวีอี้เจินพลาดล้มลงพื้นและร้องไห้เสียงดัง พี่เลี้ยงของน้องสาวก็อุ้มนางขึ้นร้องไห้คร่ำครวญ
ขอร้องให้คุณหนูใหญ่เห็นแก่คุณหนูรองที่ยังเด็ก ให้ยกโทษและไม่ทำร้ายคุณหนูรอง
พอดีกับที่บิดาและแม่เลี้ยงเดินเข้ามาเห็น
แม่เลี้ยงตกใจและรีบไปดูสวีอี้เจิน
ส่วนบิดาก็ไม่ถามอะไรและสั่งสอนนางทันที กระต่ายตัวนั้นจึงกลายเป็นของสวีอี้เจินไป
นางรู้สึกอึดอัดและเสียใจจนร้องไห้ทั้งคืน
แต่บิดาก็ไม่มาดูนางเลย เช้าวันรุ่งขึ้นเมื่อนางไปขอโทษพ่อ บิดากลับสั่งให้นางขอโทษและให้รางวัลสวีอี้เจิน
พร้อมทั้งลงโทษบ่าวรับใช้ของนาง โดยให้ลงโทษตีมือนางสิบครั้ง
ต่อมาบิดาออกไปข้างนอก
สวีอี้เจินก็วิ่งมาหานางอีกครั้ง
ครั้งนี้ไม่ได้มาแย่งของนาง
แต่เด็กตัวเล็กคนนั้นกลับเอาค้อนเล็กๆ มาทุบกระต่ายหยกตัวนั้นจนแหลกละเอียดต่อหน้านาง
แล้วมองนางด้วยความพอใจ พูดว่า “ยายแก่ที่ตายไปแล้วนั้นช่วยเจ้าไม่ได้อีกแล้ว
จะรังแกแม่และข้าไม่ได้อีก! ท่านพ่อและท่านแม่รักข้ามากที่สุด
ข้ายังมีพี่ชายอีกคน! ดูซิว่าต่อไปเจ้าจะทำอะไรได้ เจ้าก็ไม่ใช่พี่สาวข้า
เจ้าคือลูกของผู้หญิงต่ำทรามที่ทำให้แม่ข้าโกรธและเสียใจ!”
คำพูดเหล่านั้น
บางทีตอนนั้นสวีอี้เจินอาจไม่เข้าใจความหมายจริง ๆ แต่ก็พูดได้อย่างคล่องแคล่ว
ส่วนนางก็ยังจำมันได้อย่างแม่นยำจนถึงทุกวันนี้ อยากจะลืมก็ลืมไม่ได้!
ต่อมาเมื่อสวีอี้เจินโตขึ้นก็ยิ่งไม่ลงรอยกับนาง
สิ่งใดที่นางชอบ แม้แต่กระถางดอกไม้ สวีอี้เจินก็ต้องแย่งไปให้ได้ถึงจะพอใจ
ดังนั้น
เมื่อสวีอี้เจินแย่งพี่หรงไป แม้ว่านางจะเสียใจและเจ็บปวดมาก
แต่ก็ไม่ได้แปลกใจมากนัก กลับรู้สึกโล่งใจบ้าง: ในที่สุดก็ถูกแย่งไปแล้ว!
เรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของนาง
แต่เป็นเพราะนางโดนแย่งจนชินแล้ว
หากไม่ใช่เพราะปิงลวี่และปิงเหมยเป็นคนที่ท่านย่าให้มาและสัญญาขายตัวของพวกนางอยู่ในมือของเถ้าแก่ร้านข้างนอก
และหากทั้งสองคนไม่จดจำคำสั่งของท่านย่าไว้อย่างดี ไม่กล้าออกหน้าช่วยนาง เพียงกล้าช่วยเหลือเล็กน้อยลับหลัง
รวมทั้งไม่สร้างความรู้สึกคุกคามให้กับเมิ่งซื่อ ไม่เช่นนั้นพวกนางคงถูกเมิ่งซื่อจัดการไปนานแล้ว!
ปิงลวี่เองก็รู้ว่าที่นางพูดไปนั้นปล่าวประโยชน์
นางจึงถอนหายใจเบา ๆ และพูดต่อว่า “ไม่รู้ว่าตระกูลเหลียนเป็นตระกูลแบบไหนกัน
ตระกูลแบบนั้นไม่ติดอันดับอะไรในเมืองหลวงเลย หนูใหญ่
ท่านเป็นคุณหนูสายตรงของจวนกั๋วกงอย่างแท้จริง
ช่างเป็นความอัปยศที่ยากจะบรรยายจริงๆ!”
"เรื่องนี้ได้ตัดสินใจไปแล้ว
อย่าพูดถึงอีกเลย" ในหัวของสวีอี้หยุนพลันนึกถึงใบหน้านั้นขึ้นมา
สีหน้าที่ตกตะลึงราวกับวิญญาณหลุดออกจากร่าง ทำให้นางรู้สึกหงุดหงิดและเสียใจขึ้นมาอย่างกะทันหัน!
เสียใจที่ตนเองวู่วามเกินไป
เมื่อเทียบกับพี่หรงที่สง่างามและอ่อนโยนดั่งหยก
คนแบบนั้นไม่คู่ควรแม้แต่จะมาเช็ดรองเท้าให้พี่หรงเลยด้วยซ้ำ!
บางเรื่องอาจไม่แน่นอน
แต่คนๆ นั้นแน่นอนว่าเป็นคนหยาบกระด้าง
เมื่อคิดถึงการที่ต้องใช้ชีวิตร่วมกับคนแบบนั้นไปตลอดชีวิต
สวีอี้หยุนก็รู้สึกราวกับจะเป็นบ้า! อยากจะกรีดร้องออกมาดังๆนัก!
แต่จะทำอย่างไรได้? นางมีทางเลือกอื่นอีกหรือ?
วันนั้นที่แอบฟังการสนทนาระหว่างเมิ่งซื่อและเซวียซื่อ
นางรู้สึกหวาดหวั่นและตกใจกลัว
ตั้งแต่นั้นมาก็เกิดความกังวลใจที่ไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรหรือสามารถทำอะไรได้บ้าง!
...
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น