วันจันทร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2568

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1053 ข่มขู่อย่างโจ่งแจ้ง

 

บทที่ 1053 ข่มขู่อย่างโจ่งแจ้ง

 

"ฮูหยินสองเมิ่ง พูดเรื่องเหล่านี้จะมีประโยชน์อะไรเล่าเจ้าคะ?" หลู่หมอมอเอ่ยอย่างเย็นชา

แม้เซวียซื่อจะปากแข็ง แต่ท่าทีกราดเกรี้ยวของนางก็อ่อนลงในทันที นางฮึดฮัดสองสามคำแต่ก็ไม่พูดอะไรต่อ

นางไม่กล้าก่อเรื่องที่จวนตระกูลเหลียน นางไม่กลัวสวีอี้หยุนและเหล่าคนรับใช้ของนาง แต่กลัวเหลียนฟางโจว

เซวียซื่อที่เต็มไปด้วยโทสะหันไปมองสวีอี้หยุนและกล่าวว่า "วันนี้ข้ามีเรื่องสำคัญจะพูดกับเจ้า ให้คนอื่น ๆ ในห้องนี้ออกไปให้หมด!"

สวีอี้หยุนมองนางด้วยสายตาเย็นชา นางเองก็ไม่อยากให้คนในจวนตระกูลเหลียนมาเห็นเรื่องวุ่นวายนี้ จึงสั่งให้บ่าวสาวที่รับใช้ถอยออกไป พร้อมทั้งให้ปิงลู่และปิงเหมยออกไปเฝ้าที่หน้าประตู โดยเหลือหลู่หมอมออยู่ข้างกาย

"มีอะไรท่านก็พูดมา!"

เซวียซื่อยิ้มเย็นและกล่าวว่า "คุณหนูใหญ่ เรื่องวันนั้นเจ้าไม่ควรโทษถิงเอ๋อร์ของพวกเรา! เจ้าบาดเจ็บที่เท้าจนไม่สามารถแต่งงานได้ คุณหนูของพวกเราจึงพาถิงเอ๋อร์ไปแทนเจ้าเพื่อรักษาหน้าของจวนกั๋วกงและเจ้า! แต่ใครจะรู้ว่ามีเรื่องผิดพลาดเกิดขึ้น และเจ้าเองก็ดันหายดีได้พอดี แต่ถิงเอ๋อร์ที่โง่เง่าของพวกเรากลับดันไปหลงรักนายท่านสองเหลียนเข้า นั่นจึงทำให้เกิดเรื่องในวันนั้น! ถ้าจะว่าไป การกระทำของนางก็มีเหตุผลที่เข้าใจได้!"

สวีอี้หยุนโกรธจนหัวเราะออกมา สีหน้าซีดขาวพลางกล่าวว่า "พูดมาแล้วพวกท่านกลับไม่มีความผิดเลยสักนิด ราวกับว่าข้าไม่ควรจะหายจากบาดแผลนั่น!"

หลู่หมอมอเห็นว่าสวีอี้หยุนโกรธมาก จึงรีบพูดปลอบว่า "ฮูหยินสองอย่าเพิ่งโกรธเลยนะเจ้าคะ คุณหนูใหญ่ตระกูลเมิ่งก็ได้รับบทเรียนและถูกลงโทษไปแล้ว ฮูหยินสองเป็นผู้ใหญ่ใจดี จะไปถือสาอะไรกับนางทำไมกันล่ะเจ้าคะ!"

สีหน้าของสวีอี้หยุนจึงดีขึ้น พลางพยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม "แม่นมพูดถูกแล้ว ข้าไม่มีอะไรต้องถือสาเลยจริง ๆ!"

ใบหน้าของเซวียซื่อดำคล้ำลงทันที นางโกรธจนรู้สึกวิงเวียน พลางเอาบด้วยสีหน้าเย็นชา "คุณหนูใหญ่ ถิงเอ๋อร์เพราะเรื่องนี้จึงไม่กินไม่ดื่ม ร้องไห้จนน้ำตาเป็นสายเลือด เจ้าก็เป็นลูกพี่ลูกน้องกัน ไม่คิดจะทำอะไรบ้างเลยหรือ?"

สวีอี้หยุนมองเซวียซื่ออย่างไม่อยากจะเชื่อ นางไม่รู้จะโกรธหรือขำดี—โกรธกับคนแบบนี้ นับว่าเป็นการให้เกียรติเกินไปแล้ว!

"ท่านหมายความว่า ข้าต้องรับผิดชอบเรื่องนี้อย่างนั้นหรือ?" สวีอี้หยุนพูดช้า ๆ ทีละคำ

เซวียซื่อฮึดฮัด ก่อนจะลดเสียงลงเล็กน้อยและพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนลง "ข้าก็ไม่ได้หมายความอย่างนั้นเสียทีเดียว! ถิงเอ๋อร์เป็นคนจริงใจ และผู้ชายที่ไหนจะไม่มีภรรยาหลายคนล่ะ? เจ้าก็แค่ทำให้นางเป็นผิงชี[1]ก็พอแล้ว! ไม่ว่าจะยังไง เรื่องนี้ก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับเจ้าอยู่ เจ้าก็ควรจะแสดงความรับผิดชอบบ้างสิ"

"ถ้าข้าไม่ทำล่ะ?" สวีอี้หยุนพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา สีหน้าเข้มขึ้น

เซวียซื่อหัวเราะเย็นชาและกล่าวว่า "คุณหนูใหญ่อิจฉาริษยาแบบนี้ มันไม่ดีเลยนะ! ถิงเอ๋อร์เป็นน้อง ส่วนเจ้าก็เป็นพี่ ด้วยเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ นางรู้สึกผิดกับเจ้าอยู่แล้ว หากเจ้ายอมรับนางเข้าบ้าน นางจะรู้สึกขอบคุณและช่วยเหลือเจ้าอย่างเต็มที่ ซึ่งดีกว่าผู้หญิงคนนอกที่ไม่รู้ที่มาที่ไปไม่ใช่หรือ? ถ้าเจ้าทำตามอารมณ์ชั่ววูบ วันหนึ่งมันอาจทำให้เจ้าต้องเสียใจจนไม่ทันแก้ไขก็เป็นได้!"

"ท่านเลิกฝันเถอะ!" สวีอี้หยุนพูดเยาะเย้ย "ถึงนายท่านสองของจวนเราจะรับอนุอีกคน ก็ไม่ใช่บุตรสาวของตระกูลเมิ่งหรอก! ช่วยเหลือข้า? ฮ่า ๆ ข้าไม่มีบุญขนาดนั้นที่จะให้นางมาช่วยหรอก! ท่านพูดจบแล้วใช่ไหม? เชิญกลับไปได้แล้ว!"

"ช้าก่อน!" เซวียซื่ออุตส่าห์มาถึงที่นี่จะยอมถูกไล่ออกไปง่าย ๆ ได้อย่างไร?

นางจ้องมองสวีอี้หยุนด้วยสายตาคมกริบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มอย่างมีเลศนัยและกล่าวว่า "คุณหนูใหญ่ พวกเราอย่าพูดอ้อมค้อมเลย ในเมื่อคุณหนูใหญ่ยังเป็นสาวบริสุทธิ์ นั่นก็ชัดเจนแล้วว่านายท่านสองจวนตระกูลเหลียนข้ากับเจ้าไม่ได้ ในเมื่อเป็นเช่นนั้น เหตุใดจึงต้องขัดขวางทางของคนอื่นด้วยล่ะ? แบบนี้มันไม่ดีเลยนะ! คุณหนูใหญ่ลองคิดดูสิ ถ้าเรื่องนี้แพร่ออกไป ฮ่า ๆ คงไม่น่าฟังนักหรอก! คนอื่นอาจไม่ว่าอะไร แต่พี่สามีที่เป็นฮูหยินของท่านโหวแห่งจวนเว่ยหนิงโหวนั้น ข้าฟังมาว่านางรักพวกพ้องมาก และไม่ใช่คนที่มีอารมณ์เย็นนัก เจ้าคิดว่าอย่างไร?"

สวีอี้หยุนและหลู่หมอมอมองหน้ากันด้วยความตกใจ สีหน้าของทั้งคู่เปลี่ยนไปทันที

ทั้งสองคนถึงกับอึ้งงันไป!

หลู่หมอมอสะดุ้งขึ้นมาในใจและคิดว่า "แย่แล้ว!"

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าวันนั้นตอนที่กลับบ้าน น่าจะถูกบ่าวผู้มีประสบการณ์ที่อยู่ข้างๆ ฮูหยินจวนสวีกั๋วกงจับพิรุธได้!

หลู่หมอมอรู้สึกกังวลใจและในใจก็กล่าวโทษสวีอี้หยุนที่ไม่รู้จักคิด: ในเมื่อแต่งงานเป็นฮูหยินของนายท่านสองแล้ว เรื่องนี้ก็ต้องเกิดขึ้นสักวัน นางจะดึงดันไปทำไม?

นอกจากนี้ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม วันแต่งงานคืนแรกไม่น่าจะไม่เข้าห้องหอ มันเป็นเรื่องไม่เป็นมงคล! ตอนนี้กลับกลายเป็นว่ามีปัญหาใหญ่แบบนี้ตามมา แล้วจะทำอย่างไรดี!

สวีอี้หยุนทั้งตกใจทั้งโกรธ อีกทั้งยังรู้สึกอับอาย เพราะเรื่องส่วนตัวเช่นนี้ถูกคนอื่นจับได้และถูกพูดขึ้นมาต่อหน้า ใครเล่าจะทนไหว?

ตอนนี้ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องปฏิเสธให้ถึงที่สุด!

คนตระกูลเมิ่งเป็นอะไรไป? คงไม่กล้าลากข้าไปตรวจร่างกายหรอก!

สวีอี้หยุนพยายามควบคุมตัวเองให้สงบ พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา "ฮูหยินสองเมิ่ง หากไม่มีหลักฐานก็อย่าพูดส่งเดช ระวังว่าคำพูดจะนำภัยมาสู่ตัวเอง และเมื่อถึงเวลานั้นจะเสียใจไม่ทันนะ!"

เซวียซื่อเห็นสวีอี้หยุนแสดงท่าทางเช่นนี้ ก็ยิ่งมั่นใจขึ้น นางหัวเราะเย็นชาพร้อมกับพูดอย่างกดดันว่า "ไม่มีหลักฐานหรือ? ฮ่า! ตัวคุณหนูใหญ่เองก็เป็นหลักฐานอยู่แล้ว ยังต้องการหลักฐานอะไรอีก? คุณหนูใหญ่กล้าเรียกหมอตำแยมาตรวจดูไหมเล่า? ถ้าข้าพูดผิด ข้าจะคุกเข่ากราบคุณหนูใหญ่สามครั้งเลย!"

สวีอี้หยุนโกรธอีกฝ่ายอย่างที่สุด ยิ่งเกลียดที่นางพูดคำนี้ออกมา นางตะโกนเสียงดังว่า "บังอาจ! พูดจาแบบนี้ต่อหน้าข้า ท่านคิดว่าท่านเป็นใคร! อย่าว่าแต่สามครั้งเลย สามร้อยหรือสามพันครั้งข้าก็ไม่ต้องการ! กล้าพูดถึงการตรวจร่างกาย ท่านนี่บังอาจนัก คิดจะมายุ่งเรื่องของข้า! ท่านเหมาะสมแล้วหรือ?"

เซวียซื่อเองก็โกรธไม่น้อย นางฮึดฮัดและพูดอย่างเย็นชา "คุณหนูใหญ่นี่กลัวอะไรรึเปล่า?"

สวีอี้หยุนตอบด้วยความโกรธ "อย่ามาใส่ร้ายข้า! ตระกูลเมิ่งของท่านไม่มีสิทธิ์มายุ่งเรื่องของตระกูลเหลียน! ถ้าท่านกล้าพูดจาไร้สาระอีก ก็อย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจ! ส่วนที่ท่านข่มขู่ข้าว่าจะเอาเรื่องนี้ไปพูด ท่านก็ลองดูสิ ข้าอยากรู้เหมือนกันว่าจะมีใครเชื่อท่านไหม! หลู่หมอมอ ส่งแขก!"

หลู่หมอมอที่รอคำนี้มานานแล้ว รีบก้าวไปข้างหน้าและพูดอย่างไม่เกรงใจ "ฮูหยินสองเมิ่ง เชิญเจ้าค่ะ!"

เมื่อเห็นว่าเซวียซื่อยังคงจ้องมองด้วยความไม่พอใจ หลู่หมอมอก็พูดอย่างเย็นชา "ฮูหยินสองเมิ่ง ที่นี่คือบ้านตระกูลเหลียน คุณหนูใหญ่ของเรากลายเป็นฮูหยินสองของตระกูลเหลียนแล้ว หากฮูหยินสองเมิ่งยังคิดจะทำเรื่องน่าอาย ก็ข้าคงทำอะไรไม่ได้!"

ในที่สุดเซวียซื่อก็ไม่กล้าทำตัววุ่นวายมากเกินไป เพราะกลัวว่าจะเสียเปรียบ ท้ายที่สุดแล้ว นางไม่ใช่ญาติสนิทของสวีอี้หยุนโดยตรง อีกทั้งชื่อเสียงของสวีอี้หยุนก็ไม่ดีนัก จริยธรรมและกฎเกณฑ์ทางสังคมไม่สามารถควบคุมนางได้ แม้จะถูกคนขับไล่หรือทำร้ายไป ก็ไม่ได้ทำให้ชื่อเสียงที่แย่อยู่แล้วของนางแย่ลงไปอีก ดังนั้นทำไมนางต้องยอมทนให้ตัวเองเสียเปรียบด้วย?

เซวียซื่อจึงลุกขึ้น พร้อมกับหัวเราะเยาะเย็นชาและกล่าวว่า "ข้าอุตส่าห์หวังดี แต่มันกลับไม่มีคนเห็นความดีของข้า ซ้ำยังพูดจาร้ายใส่ข้าอีก! ดีล่ะ ในเมื่อเป็นแบบนี้ เราก็รอดูกันไป! ตอนนั้นอย่ามาโทษข้าว่าไม่เตือนเจ้าแล้วกัน!"

พูดจบ นางก็เดินออกไปด้วยความแค้นใจ

ส่วนสวีอี้หยุนก็โกรธมากเช่นกัน เมื่อความตึงเครียดคลายลง นางถึงกับรู้สึกว่ามือเท้าอ่อนแรงไปหมด ทั้งตัวเหมือนจะหมดเรี่ยวแรง นั่งลงบนเก้าอี้อย่างอ่อนล้า ร่างกายสั่นเทาไม่หยุด

**

[1] ภรรยาที่มีศักดิ์เสมอภรรยาเอก

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น