วันศุกร์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2568

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1094 ถอนหมั้น

 

บทที่ 1094 ถอนหมั้น 

 

สวีกั๋วกงหัวเราะเย็นชาและกล่าวว่า "ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ให้พ่อบ้านสวีไปบอกนางเสียว่า พรุ่งนี้ให้มาที่นี่! หึ! ข้าไม่เชื่อหรอกว่า ในฐานะบิดา ข้าเรียกตัว นางจะกล้าขัดคำสั่ง!" 

สวีอี้เจินดวงตาเป็นประกาย รีบเสริมว่า "ก็ให้บอกไปว่าท่านพ่อไม่สบาย ถ้านางไม่มาก็เท่ากับว่าอกตัญญูสิเจ้าคะ!" 

สวีกั๋วกงพยักหน้าเห็นด้วย แต่เมิ่งซื่อรีบกล่าวขึ้นว่า "ข้าคิดว่าไม่ต้องรีบร้อนถึงเพียงนั้น รอให้เลยวันที่ 15 เดือนอ้ายไปก่อนค่อยว่ากันดีกว่า พวกเราจะต้องไปลดตัวทะเลาะกับเด็กทำไม?" 

สวีกั๋วกงที่เพียงแค่ต้องการระบายอารมณ์โกรธ ก็เห็นว่าคำพูดของเมิ่งซื่อมีเหตุผล จึงปล่อยให้นางจัดการตามที่เห็นสมควร 

ขณะเดียวกัน ในใจของเมิ่งซื่อกลับเย็นชาและเต็มไปด้วยความเคียดแค้น นางคิดอย่างดูถูกว่า "ในเมื่อสุราคารวะไม่ดื่ม ก็จงดื่มสุราลงทัณฑ์แล้วกัน เช่นนั้นอย่าได้โทษว่าข้าไร้ความเมตตา! หึ สวีอี้หยุน เจ้านี่ช่างเห็นค่าตัวเองสูงส่งนัก! แต่ตราบใดที่เจ้ายังใช้ชื่อบุตรสาวตระกูลสวีเป็นเกราะป้องกัน ข้าก็มีวิธีที่จะเล่นงานเจ้า! 

เพื่ออี้เจินของข้า ข้าย่อมต้องใช้ทุกวิธีที่มี ไม่ว่ามันจะสกปรกเพียงใดก็ตาม..." 

ยังไม่ทันถึงเทศกาลหยวนเซียว ก็มีข่าวลือแพร่สะพัดออกมาว่า สวีอี้หยุนป่วยหนัก นางติดหวัดจนต้องนอนซมอยู่บนเตียง ไม่แม้แต่จะออกมาที่หน้าห้อง แล้วนับประสาอะไรกับการออกจากบ้าน 

ขณะเดียวกัน เรื่องที่สวีอี้หยุนเคยถูกทำร้ายในตระกูลสวี และเรื่องที่เมิ่งซื่อกับสวีอี้เจินบุกไปบังคับให้นางช่วยหาวิธีไม่ให้จวนซิ่นหยางโหวมีความลังเลใจในเรื่องการแต่งงานของคุณชายหรงกับสวีอี้เจิน ก็กลายเป็นที่พูดถึงกันทั่วทั้งเมือง 

จวนสวีกั๋วกงเต็มไปด้วยความโกรธเคือง ในขณะเดียวกัน จวนโหวแห่งซิ่นหยางเองก็โกรธไม่แพ้กัน 

คนในจวนโหวถึงกับเกลียดชังจวนสวีกั๋วกงที่ไม่รู้จักจัดการเรื่องให้ดี 

ฮูหยินหรงโกรธจนถึงกับด่าว่า "ก็แค่อดีตฮูหยินรอง! มองการณ์ไกลไม่เป็น เอาแต่ทำให้เรื่องเสีย! พวกเราในตระกูลหรงยังไม่เคยพูดอะไรออกไปสักครึ่งคำแท้ๆ แต่กลับถูกพวกนางลากเข้าไปพัวพัน!" 

คุณชายหรงยิ่งโมโหมากกว่าใคร 

เดิมทีเขายังคิดว่าจะใช้โอกาสนี้เพื่อสร้างสัมพันธ์กับตระกูลเหลียนและจวนเว่ยหนิงโหว หากสามารถทำให้เหลียนเจ๋อและเหลียนฟางโจวทั้งสี่คนยอมมาเยือน เขาตั้งใจจะต้อนรับพวกเขาอย่างดี สร้างความประทับใจแรกที่งดงาม เพื่อจะได้มีความสัมพันธ์ที่ราบรื่นในอนาคต 

แต่ใครจะคิดว่าเรื่องง่ายๆ เช่นนี้ จวนสวีกั๋วกงกลับทำพังไม่เป็นท่า! 

ไม่เพียงแต่ทำไม่สำเร็จ กลับยิ่งเลวร้ายลงไปอีก สองตระกูลนี้ถึงกับกลายเป็นศัตรูกันอย่างชัดเจน! 

ด้วยเหตุนี้ ต่อให้คุณชายหรงแต่งงานกับสวีอี้เจิน ตระกูลเหลียนก็คงไม่ให้ความสำคัญกับเขาอีกต่อไป 

แต่เดิมที คุณชายหรงก็ไม่ได้ชื่นชอบสวีอี้เจินมากมายอะไร เขาเพียงแต่เป็นชายหนุ่มเจ้าสำราญที่มองตัวเองเป็นกวีผู้มากเสน่ห์ ชื่นชอบความรู้สึกที่มีคนชื่นชมและหลงใหลในตัวเขา 

สำหรับหญิงสาวที่หลงรักเขา คุณชายหรงย่อมรักษาท่าทีที่ดูเป็นสุภาพบุรุษ ไม่ทำให้นางเสียใจด้วยการปฏิเสธหรือหักหาญน้ำใจอย่างไร้ความปรานี แต่เขาไม่เคยให้คำสัญญาใดๆ ทุกสิ่งล้วนเป็นความคาดหวังที่สวีอี้เจินคิดไปเองทั้งสิ้น 

จนกระทั่งได้รับคำสั่งจากผู้ใหญ่ เขาจึงยอมตัดสินใจจะแต่งงานกับนาง 

แต่ในตอนนี้—"หึหึ!" 

คุณชายหรงตัดสินใจไปพบผู้บัญชาการฉู่ อีกครั้งเพื่อแสดงความประสงค์ที่จะถอนหมั้นกับตระกูลสวี 

คราวนี้ ผู้บัญชาการฉู่ไม่ได้ปฏิเสธ แต่กลับตอบตกลงอย่างเสียไม่ได้ 

สำหรับผู้บัญชาการฉู่แล้ว สวีอี้เจินเป็นหญิงสาวที่ดูเหมือนจะไม่มีสติปัญญา หากแต่งเข้าไปในตระกูลหรง อาจจะนำพาความวุ่นวายมาอีกมากมาย การไม่แต่งงานกับนางย่อมดีกว่า 

คุณชายหรงถอนหายใจด้วยความโล่งอก กลับบ้านไปบอกข่าวแก่บิดามารดา และขอให้พวกเขาช่วยจัดการถอนหมั้นอย่างเป็นทางการ 

ซิ่นหยางโหวและฮูหยินหรงที่มีความคิดนี้อยู่แล้ว ย่อมไม่ขัดข้อง! 

เช้าวันถัดมา ฮูหยินหรงส่งแม่สื่อพร้อมกับจินหมอมอ ผู้เป็นคนสนิทไปยังตระกูลสวี 

โชคดีที่การหมั้นหมายนี้เป็นเพียงการแลกเทียบดวงชะตา  และมอบของหมั้นเล็กน้อยเท่านั้น ยังไม่ได้ส่งของหมั้นใหญ่ จึงเพียงแค่ขอคืนเทียบดวงชะตาของบุตรชายและกำไลทองคำแกะลายมังกรหงส์คู่ที่มอบให้สวีอี้เจินกลับมาเท่านั้น 

เมื่อคิดว่าการแต่งงานที่สร้างแต่ความปวดหัวกำลังจะสิ้นสุดลง ฮูหยินหรงก็รู้สึกโล่งอกและเบาสบายทั้งกายใจ 

ทางด้านสวีอี้หยุน หลังจาก "ล้มป่วย" ก็ปิดประตูเก็บตัว ไม่ออกไปไหนและไม่พบปะผู้ใด ต่อให้ออกมาพบแขก ในสภาพจิตใจเช่นนี้นางก็คงพูดอะไรได้ไม่กี่คำ 

เมิ่งซื่อที่จนปัญญาและร้อนใจต้องยอมลดศักดิ์ศรีไปพบนางอีกครั้ง แต่กลับถูกทำให้โมโหจนแทบกระอักเลือด สุดท้ายก็ต้องกลับมาอย่างแค้นเคือง 

ส่วนสวีกั๋วกงเองก็อยากจะไปด่าว่าลูกสาวให้ถึงที่เตียง แต่ตามธรรมเนียมแล้ว ไม่มีเหตุผลใดที่บิดาจะเข้าไปเยี่ยมบุตรสาวที่ป่วยอยู่ในห้องนอน 

เขาทำได้เพียงข่มความโกรธเกลียดอยู่ในจวน 

ด้วยการถ่วงเวลาไปมาเช่นนี้ ก็ล่วงเลยถึงวันที่ 15 เดือนอ้าย 

ในวันที่ 16 เดือนอ้าย ผู้แทนจากตระกูลหรงก็มาถอนหมั้น 

สวีกั๋วกงและเมิ่งซื่อย่อมไม่ยินยอม แต่เรื่องเช่นนี้ ฝ่ายที่เสียเปรียบมักจะเป็นฝ่ายหญิงเสมอ 

"บุตรสาวของตระกูลท่านเสียชื่อเสียงขนาดนี้แล้วยังไม่ยอมถอนหมั้นอีกหรือ? หรือจะให้เราแจ้งเรื่องนี้ไปยังศาลซุ่นเทียน?" 

หากเรื่องนี้ถูกส่งขึ้นศาล ลูกสาวของตระกูลท่านเกรงว่าจะไม่มีวันได้แต่งงานไปตลอดชีวิต! 

หรืออีกทางหนึ่ง แค่ใช้คำว่า “ถ่วงเวลา” ก็สามารถลากลูกสาวของท่านจากวัยสาวสะพรั่งจนกลายเป็นหญิงวัยกลางคนที่ไร้ความสดใส พวกเรามีข้ออ้างนับไม่ถ้วนที่จะไม่จัดพิธีแต่งงานหรือเลื่อนกำหนดการออกไปเรื่อยๆ 

ในขณะที่ลูกชายของเรายังสามารถรับอนุภริยาและมีบุตรได้ตามปกติ ลูกสาวของท่านจะทนรอได้หรือไม่? 

สวีกั๋วกงและเมิ่งซื่อไม่เคยคาดคิดว่าตระกูลหรงจะใจดำอำมหิตได้ถึงเพียงนี้ ทั้งสองโมโหจนแทบกระอักเลือด! 

เมื่อมองใบหน้าเย็นชาปราศจากอารมณ์ใดๆ ของจินหมอมอ พวกเขาเริ่มเชื่อว่าตระกูลหรงจะลงมือทำตามคำพูดจริง 

ทั้งสองโมโหจนแทบเป็นลม สลับฟื้นคืนสติแล้วก็โมโหอีกครั้ง สุดท้ายก็ต้องยอมจำนนและตกลงถอนหมั้น 

ข่าวนี้ราวกับฟ้าผ่ากลางใจของสวีอี้เจิน 

นางถูกถอนหมั้น! พี่หรงที่รักนางมากถึงเพียงนั้น กลับยอมถอนหมั้นกับนาง! 

เมื่อเป็นเช่นนี้ นางเหลืออะไรอีก? ในเมื่อทุกสิ่งที่นางเคยอวดต่อหน้าสวีอี้หยุนถูกทำลายสิ้น? แล้วนางจะเอาอะไรไปเปรียบกับสวีอี้หยุน? 

แค่คิดถึงเรื่องนี้ แค่คิดว่าจะต้องถูกสวีอี้หยุนเหยียบย่ำไปตลอดชีวิต นางก็เจ็บปวดจนแทบอยากตาย! 

ถึงแม้สวีอี้หยุนจะมีทุกอย่าง แต่สิ่งหนึ่งที่นางเคยภาคภูมิใจมาตลอด คือพี่หรงเป็นของนาง และนางก็แย่งเขามาจากมือของสวีอี้หยุนได้ เพียงแค่นี้ นางก็ถือว่าชนะในชีวิตนี้ ต่อหน้าสวีอี้หยุน! 

แต่ชีวิตที่ยังไม่ทันเริ่ม นางกลับพ่ายแพ้เสียแล้ว! 

พ่ายแพ้จนหมดสิ้น! 

สวีอี้เจินร้องไห้ฟูมฟาย ไม่ยอมส่งคืนกำไลทองคำคู่นั้นให้กับไป่หมอมอ นางผลักไป่หมอมอออกไป แล้ววิ่งร้องไห้ไปจนถึงห้องโถง 

"จินหมอมอ! จินหมอมอ! แล้วพี่หรงเล่า? พี่หรงได้พูดอะไรไว้บ้างหรือไม่? เขาไม่มีทางทำกับข้าเช่นนี้! เขาไม่มีทางทำกับข้าเช่นนี้! เรื่องนี้ต้องเป็นเพียงความต้องการของท่านลุงและท่านป้าสินะ? พี่หรงต้องไม่รู้เรื่องใช่ไหม?" สวีอี้เจินร้องถามด้วยน้ำตานองหน้า 

"เจินเอ๋อร์!" เมิ่งซื่อมองไปที่ไป่หมอมอที่เต็มไปด้วยความอับจนใจ ก่อนจะกัดฟันด้วยความคับแค้นใจ นางรีบเดินไปคว้าตัวสวีอี้เจินเอาไว้แล้วกระซิบดุเบาๆ "เจ้าจะวุ่นวายอะไรอีก! ใครก็ได้ พาตัวคุณหนูรองออกไปเร็ว!" 

ไป่หมอมอพร้อมด้วยหานจูและหานเฉียวรีบก้าวขึ้นมาช่วยกันพาสวีอี้เจินออกไป 

จินหมอมอเหลือบมองสวีอี้เจินด้วยสายตาดูแคลน ก่อนเบือนหน้าไปโดยไม่แม้แต่จะตอบคำถามของนาง 

ในสายตาของจินหมอมอ สวีอี้เจินช่างไร้ยางอายสิ้นดี! 

เรื่องการหมั้นหมายและถอนหมั้นเช่นนี้ เป็นเรื่องที่พ่อแม่ตัดสินใจแทนลูกสาว จะมีที่ใดที่หญิงสาวกล้าปรากฏตัวมาถามไถ่ด้วยตัวเองเช่นนี้? 

แถมยังทำท่าไม่ยอมถอนหมั้นอีกหรือ? น่าละอายยิ่งนัก!  ช่างไร้ยางอายเสียจริง!

"จินหมอมอ! จินหมอมอ! พูดอะไรสักอย่างสิ! บอกข้าสิว่า พี่หรงต้องไม่รู้เรื่องการถอนหมั้นนี้ ใช่ไหม?" สวีอี้เจินยังคงไม่ยอมแพ้ ดิ้นรนและร้องไห้เสียงดัง 

จินหมอมอขมวดคิ้วแน่นกว่าเดิม ก่อนจะตะโกนขึ้นมาอย่างฉับพลันว่า "หยุดก่อน!" 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น