บทที่ 1095 เจ็บแสบ
สวีอี้เจินรู้สึกยินดีปรีดาจนล้นพ้น ไม่รู้เรี่ยวแรงมาจากไหน
นางบิดตัวจนหลุดจากการเกาะกุมของไป่หมอมอ หานจู และหานเฉียว
ก่อนพุ่งตัวขึ้นไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว พลางเอ่ยอย่างลิงโลดว่า "จินหมอมอ! บอกข้าเร็ว! บอกข้าเร็ว!"
จินหมอมอมองนางด้วยสายตาเย็นชาราวกับน้ำแข็งที่ไม่หลอมละลาย
ใบหน้านิ่งสนิทไร้อารมณ์ใดๆ นางยกมือขึ้นอย่างสง่างาม
จับข้อมือของสวีอี้เจินแล้วถอดกำไลทองคำออกจากข้อมือของนาง ก่อนกล่าวเรียบๆ ว่า "คุณหนูรองไปได้แล้ว เชิญเถิด!"
สวีอี้เจินถึงกับชะงักงันราวกับฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ
ดวงตาจับจ้องจินหมอมอด้วยความงุนงง
ฝ่ายสวีกั๋วกงและเมิ่งซื่อ ต่างพากันโกรธจนแทบจะเป็นลม
สวีกั๋วกงกระทืบเท้าด้วยความคับแค้น พลางตะโกนด่าอย่างเดือดดาล "อัปมงคลเสียจริง!"
เมิ่งซื่อกลับหน้าดำคล้ำด้วยโทสะ ก่อนตวาดเสียงดังลั่น "พวกเจ้าตายกันหมดแล้วหรืออย่างไร? ยังไม่รีบประคองคุณหนูรองออกไปอีก!"
ไป่หมอมอและคนอื่นๆ รีบกรูกันเข้ามาอย่างลุกลี้ลุกลน
โดยไม่เปิดโอกาสให้นางได้โต้เถียง พวกนางช่วยกันประคองสวีอี้เจินออกไป
ครั้งนี้สวีอี้เจินไม่ได้ดิ้นรนขัดขืนเหมือนก่อนหน้า
หากแต่ปล่อยตัวราวกับวิญญาณไร้ชีวิต ยอมให้ไป่หมอมอและคนอื่นๆ ลากตัวออกไป
เมิ่งซื่อจ้องมองจินหมอมอด้วยสายตาเย็นเยียบ พลางเอ่ยเสียงเย็นชา "ของหมั้นหมายเล็กๆ น้อยๆ เจ้าก็ได้ไปแล้ว
เชิญเถิด!"
จินหมอมอย่อตัวคำนับอย่างสุภาพ "บ่าวชราขอลาเจ้าค่ะ!"
พูดจบ นางหมุนตัวออกไปพร้อมกับแม่สื่อคนอื่นๆ
โดยไร้ซึ่งความลังเลแม้แต่น้อย
“ลูกสาวคนดีที่เจ้าสั่งสอนมา!” สวีกั๋วกงกล่าวด้วยน้ำเสียงเยียบเย็น
พร้อมกับจ้องมองเมิ่งซื่อด้วยสายตาเฉียบคม
ก่อนสะบัดแขนเสื้อเดินจากไปอย่างโกรธเกรี้ยว
เมิ่งซื่อโกรธจนแทบจะระเบิด
แต่ความแค้นเคืองและความอับอายที่พลุ่งพล่านอยู่ในอกกลับไม่รู้จะระบายออกอย่างไร
เมื่อสายตาของนางเหลือบไปเห็นแจกันเคลือบลายครามเขียวลายดอกเหมยจากเตาเครื่องเคลือบราชสำนักวางอยู่บนโต๊ะกลางห้อง
นางกรีดร้องเสียงแหลม “กรี๊ด!” แล้ววิ่งเข้าไปคว้าแจกันขึ้น ก่อนเหวี่ยงลงพื้นจนแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ
เหล่าบ่าวและสาวใช้ที่อยู่รอบข้างต่างพากันตกตะลึงจนไม่มีใครกล้าแม้แต่จะหายใจแรง
จนกระทั่งค่ำคืนนั้น เมิ่งซื่อเดินเข้าไปในห้องของสวีอี้เจิน
ห้องที่มีแสงสลัวจากตะเกียง สวีอี้เจินนั่งพิงขอบเตียงโดยกอดเข่าทั้งสองข้างไว้
ร่างของนางสั่นสะท้านเล็กน้อยพร้อมเสียงสะอื้นเบาๆ
เมื่อเมิ่งซื่อเห็นภาพนั้น นางก็รู้สึกทั้งเจ็บใจและสงสาร
ในหัวใจเต็มไปด้วยความขมขื่นและโทสะเมื่อนึกถึงพฤติกรรมของสวีอี้เจินในช่วงกลางวันที่ผ่านมา
ในขณะที่ต้องเผชิญหน้ากับจินหมอมอ ความอึดอัดใจในอกของนางพลันพุ่งสูงจนแทบระเบิด
“จะร้องไห้ทำไม!” นางตวาดเสียงดัง
ด้วยน้ำเสียงที่เจือด้วยความผิดหวัง “คนพวกนั้นทำกับเจ้าแบบนี้แล้ว
เจ้าก็ยังตัดใจไม่ได้อีกหรือ? เจ้านี่มันดื้อดึงจนตัวเองต้องตกต่ำ!”
คำพูดเหล่านี้ทำให้สวีอี้เจินซึ่งบอบช้ำอยู่แล้ว ทนฟังไม่ไหว
ใบหน้าของนางซีดเผือด ก่อนจะปล่อยโฮออกมาเสียงดัง พร้อมกับโพล่งออกมาว่า “ท่านแม่ก็ว่าข้า! ท่านแม่ก็ว่าข้า!
ท่านแม่ไม่เคยเป็นแบบนี้! ข้าเพียงแต่ชอบพี่หรง อยากแต่งงานกับเขาเท่านั้นเอง
ข้าทำผิดอะไร? ทำไมทุกคนถึงต้องปฏิบัติกับข้าเช่นนี้!”
หัวใจของเมิ่งซื่อพลันอ่อนลงเมื่อได้ยินคำพูดของลูกสาว
นางกัดฟันทนความรู้สึกหงุดหงิดและวุ่นวายใจ ก่อนถอนหายใจอย่างอ่อนแรง “เรื่องนี้มันจบไปแล้ว อย่าไปคิดถึงมันอีกเลย!
อีกไม่นาน แม่จะหาคนดีๆ มาให้เจ้าแต่งงานด้วย!”
“เหอะ!” สวีอี้เจินหัวเราะเยาะด้วยน้ำเสียงเย็นชา
ก่อนเอ่ยว่า “ท่านแม่ ข้าไม่ใช่เด็กแล้วนะ!
คำปลอบใจลอยๆ แบบนี้อย่าเสียเวลาพูดเลย!
ตอนนี้ชื่อเสียงของข้าเสียหายจนไม่มีอะไรเหลือ
แล้วชื่อเสียงของครอบครัวเราก็ไม่ได้ดีกว่าเท่าไรนัก
ยิ่งถูกจวนซิ่นหยางโหวถอนหมั้นไปอีก ท่านลองคิดดูเถิดว่าจะยังมีครอบครัวดีๆ
ที่ไหนอยากได้ข้าอีก? หรือต้องแต่งกับบุตรชายอนุ? คนพิการ? หรือสุดท้ายก็ต้องเป็นเหมือนท่านแม่
แต่งงานไปเป็นฮูหยินรองของคนอื่น?”
“เจ้า!” เมิ่งซื่อโกรธจนตัวสั่น
ใบหน้าเปลี่ยนเป็นเย็นชา ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด
“ได้! เรื่องของเจ้า ข้าจะไม่ยุ่งอีกต่อไปแล้ว!
เจ้าจะอยากแต่งกับซื่อจื่อจวนซิ่นหยางโหวหรืออะไรก็เชิญเถิด!
เจ้าลองไปดูสิว่าจะทำยังไงถึงจะแต่งได้!”
สวีอี้เจินถึงกับนิ่งงันไปครู่หนึ่ง
ก่อนจะทิ้งตัวลงบนเตียงแล้วร้องไห้สะอึกสะอื้นเสียงดัง
นางจะแต่งได้อย่างไร? ทุกอย่างมันจบสิ้นแล้ว!
ตระกูลหรงไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับนางอีกต่อไป!
ความสุขที่เคยอยู่ใกล้แค่เอื้อม
ความสัมพันธ์ที่นางเคยมั่นใจว่าจะลงเอยอย่างสวยงามกลับพังทลายกลายเป็นเถ้าถ่าน!
ตอนนี้นางเหลืออะไรอีก? ไม่มีอะไรเหลือเลย!
ภาพความสุขในอดีตที่เคยงดงามราวความฝัน
บัดนี้กลับเลือนหายไปดั่งสายน้ำที่ไหลผ่านไร้ร่องรอย
หัวใจของสวีอี้เจินเต็มไปด้วยความขมขื่นจนแทบจะระเบิด
นางร้องไห้ออกมาด้วยเสียงสะอึกสะอื้นปานหัวใจจะขาด
เมิ่งซื่อที่ยืนมองอยู่ อดไม่ได้ที่จะหลั่งน้ำตา
นางพุ่งเข้าไปกอดลูกสาวแน่น พลางตบหลังของนางเบาๆ เพื่อปลอบประโลม “เจินเอ๋อร์! เจินเอ๋อร์! อย่าทำแบบนี้! อย่าทำแบบนี้!”
แต่สวีอี้เจินกลับไม่รับรู้ความห่วงใยนั้น
นางสะบัดตัวออกจากอ้อมแขนของมารดาอย่างแรง แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ท่านแม่ไม่ใช่หรือที่บอกว่าจะไม่ยุ่งเรื่องของข้าอีก?
แล้วตอนนี้ท่านจะมาใส่ใจข้าทำไม?”
เมิ่งซื่อถึงกับชะงักไปด้วยความตกใจ “เจินเอ๋อร์!”
นี่คือลูกสาวของนาง! นางจะไม่สนใจอีกฝ่ายได้อย่างไร?
คำพูดก่อนหน้านั้นเป็นเพียงถ้อยคำประชดประชันที่เปล่งออกมาด้วยความโกรธ
เพราะผิดหวังที่นางไม่รู้จักสู้เพื่อชีวิตของตัวเอง
เจินเอ๋อร์ของนางฟังไม่ออกเลยหรือ?
สวีอี้เจินเต็มไปด้วยความโกรธแค้น
ใบหน้าของนางบิดเบี้ยวไปด้วยความเคียดแค้น ดวงตาเย็นชาแข็งกร้าวราวกับเหล็กกล้า
นางตะโกนออกมาด้วยความเกลียดชัง
“มันเป็นความผิดของท่าน! ความผิดทั้งหมดนี้เป็นของท่าน!
ท่านทำลายข้า! สวีอี้หยุนนั่นน่ะหรือ? นางเป็นแค่ผู้หญิงต่ำต้อยคนหนึ่งเท่านั้น!
ถ้าท่านไม่มัวแต่เสแสร้งทำตัวเป็นคนมีเมตตา แล้วรีบจัดการฆ่านางเสียตั้งแต่แรก
เรื่องแบบนี้คงไม่มีวันเกิดขึ้น! ท่านเก็บนางไว้เพื่ออะไร? ตอนนี้นางปีนป่ายขึ้นไปอยู่ในที่สูงจนท่านก็ทำอะไรไม่ได้แม้แต่น้อย!
ท่านพร่ำบอกเสมอว่ารักข้ามากที่สุด แต่ท่านกลับได้แต่มองดูนางกดขี่ข่มเหงข้า
ทำลายทุกสิ่งทุกอย่างของข้าโดยที่ท่านทำอะไรไม่ได้เลย!
แล้วชื่อเสียงคนดีมีคุณธรรมของท่านล่ะ? ฮ่าฮ่า ยังมีอยู่หรือ?
ลองออกไปถามคนอื่นดูสิ! ท่านยังมีเหลืออยู่บ้างไหม!
ท่านได้แค่ผู้ชายที่เป็นของมารดานางมา ท่านทำตัวเป็นภรรยารอง ส่วนข้า ลูกแท้ๆ
ของท่าน กลับถูกลูกสาวของนางเหยียบย่ำจนแหลกเหลว! แล้วท่านได้อะไรกลับมาบ้าง?
สิ่งที่ท่านได้...คือผลกรรมยังไงล่ะ!”
“เจ้า!” เมิ่งซื่อโกรธจนตัวสั่นไปทั้งร่าง
เลือดลมพลุ่งพล่านขึ้นถึงศีรษะ
ความโกรธที่ท่วมท้นทำให้นางเงื้อมือขึ้นฟาดลงบนใบหน้าของสวีอี้เจินเสียงดังสนั่น
นางจ้องมองลูกสาวด้วยความเจ็บปวด
ก่อนส่ายหน้าอย่างสิ้นหวังและเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “เจินเอ๋อร์
เจ้า...เจ้าทำให้ข้าผิดหวังเหลือเกิน เจ้าทำให้ข้าผิดหวังอย่างที่สุด!
เจ้ารู้หรือไม่ว่าคำพูดเหล่านี้หมายถึงอะไร? เจ้าเหมือนกำลังถือมีดแทงหัวใจของข้า
ซ้ำแล้วซ้ำเล่า! เจ้าเป็นลูกแท้ๆ ของข้า แต่กลับ...”
เมิ่งซื่อพูดไม่จบ น้ำตาก็หลั่งไหลจนต้องยกมือขึ้นปิดหน้า
นี่คือลูกสาวแท้ๆ ของนาง
กลับกล้าพูดสิ่งที่เหมือนโรยเกลือลงบนบาดแผลของนาง
สิ่งที่ทำให้นางเจ็บปวดและเสียใจที่สุดในชีวิตนี้
คือการต้องยอมเป็นเมียรองของคนอื่น
และลูกสาวของนางรู้ดีว่าสิ่งใดจะทิ่มแทงจิตใจของนางได้มากที่สุด!
ที่นางยอมรักษาชื่อเสียงว่าเป็นคนดีมีคุณธรรมทั้งหมดนี้ เพื่อใครกัน? ก็เพื่อให้ลูกสาวของนางมีชื่อเสียงดีงาม!
เพื่อให้เจินเอ๋อร์ได้แต่งงานในครอบครัวที่ดี!
แต่ตอนที่ทุกอย่างดำเนินไปด้วยดี
นางก็แค่สาวน้อยที่วิ่งมาออดอ้อนเรียก “ท่านแม่” อยู่ข้างๆ ทว่าเมื่อเกิดเรื่องขึ้น
นางกลับโยนความผิดทุกอย่างมาให้มารดาของตัวเอง!
สามีก็โทษนาง ลูกสาวก็โทษนาง!
แม้จะมีลูกชายคนหนึ่งที่กำลังศึกษาอยู่ในสำนักกั๋วจื่อเจี้ยน
แต่เขาก็เป็นเด็กเกเรเอาแต่ใจมาโดยตลอด!
ชีวิตนี้ของนาง..เมิ่งซื่อมีชีวิตอยู่เพื่ออะไร?
ความเจ็บปวดถาโถมเข้าใส่นางอย่างรุนแรง ราวกับบีบหัวใจจนแทบแตกสลาย!
เมื่อเห็นสวีอี้เจินก้มหน้า ร้องไห้อย่างเหม่อลอย
โดยไม่มีแม้แต่ร่องรอยของความสำนึกผิด หรือคำขอโทษใดๆ ต่อมารดา
เมิ่งซื่อก็หัวเราะออกมาเบาๆ ด้วยความขมขื่น
นางคิดว่านี่คงเป็นผลกรรมที่ตนเองสร้างไว้ และมีแต่นางเท่านั้นที่ต้องรับมันเอาไว้
“เจ้าพักผ่อนเสียเถิด ต่อให้ทุกอย่างจะเลวร้ายแค่ไหน
เจ้าก็ควรกินอะไรบ้าง หากร่างกายทรุดโทรม ทุกอย่างก็จะยิ่งจบสิ้นลงจริงๆ” เมิ่งซื่อพูดจบ ก็เดินออกจากห้องของลูกสาวด้วยท่าทางอ่อนล้า โซเซ
สวีอี้เจินเงยหน้าขึ้นมองแผ่นหลังของมารดาอย่างเลื่อนลอย
แต่ในใจของนางยังจมอยู่ในความเศร้าและความเกลียดชัง
ไร้ซึ่งความสนใจหรือห่วงใยต่อสิ่งใดรอบตัว
ร่างของนางทรุดลงนั่งกับพื้นอย่างหมดเรี่ยวแรง
นางทุบพื้นอย่างแรงด้วยความเคียดแค้น ก่อนกัดฟันแน่น
พลางพูดด้วยเสียงเต็มไปด้วยโทสะ “สวีอี้หยุน เจ้ามันผู้หญิงต่ำทราม! ทั้งหมดนี่เป็นเพราะเจ้า!
ทุกอย่างเป็นความผิดของเจ้า! ทำไมคนที่ต้องโชคร้ายเป็นข้า? ทำไมเจ้าถึงได้ใช้ชีวิตสุขสบายต่อไป...ข้าจะไม่ยอมให้เจ้าสมหวังเด็ดขาด!
ไม่มีวัน!”
ทั่วทั้งจวนสวีกั๋วกงถูกปกคลุมไปด้วยบรรยากาศอึมครึม
หนาทึบราวกับเมฆดำที่ลอยต่ำกดทับ
ทุกสิ่งทุกอย่างเงียบงันจนแม้แต่การพูดเสียงดังยังไม่มีใครกล้า
และยิ่งไม่ต้องพูดถึงการหัวเราะ
ทุกคนในจวนต่างรับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงอันเลวร้ายที่เกิดขึ้น
บ่าวไพร่ต่างพากันตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว ไม่มีใครกล้ากระทำสิ่งใดให้ผิดพลาด
ในช่วงบ่ายของวันที่สาม
เมื่อคุณชายสวีโม่ถูกคนแบกกลับมาที่จวนในสภาพบอบช้ำจนไม่อาจมองดูได้โดยไม่สะท้านใจ
บรรยากาศอึดอัดที่เดิมทีก็หนักหนาอยู่แล้ว กลับยิ่งทวีความกดดันจนถึงขีดสุด
ลงให้อ่านรัวๆขอบคุณค่ะ
ตอบลบขอบคุณมากนะคะ ที่แปลให้อ่าน
ตอบลบ