บทที่ 1102 กลอุบายของหรงซื่อจื่อ
เมิ่งซื่อแม้ในใจจะรู้สึกรังเกียจและอึดอัดใจ
แต่ก็ต้องอดกลั้นยิ้มอย่างไม่เต็มใจพลางกล่าวว่า “หมอเทวดาเซวและท่านเขยใหญ่ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องทำร้ายโม่เอ๋อร์
หากจะทำร้ายจริงๆ ก็คงไม่ทำให้เห็นโจ่งแจ้งถึงเพียงนี้หรอก ยิ่งไปกว่านั้น แม้หมอเทวดาเซวจะไม่ได้มาด้วยตัวเอง
แต่ยาที่เขาสั่งไว้ย่อมดีกว่าหมอทั่วไปเป็นแน่ นี่ก็นับเป็นโชคดีของโม่เอ๋อร์แล้ว
ท่านอย่ากังวลไปเลยเจ้าค่ะ!”
สวีกั๋วกงหัวเราะเยาะเสียงดัง “เฮอะ!”
ก่อนแหงนหน้าขึ้นฟ้าแล้วกล่าวอย่างเย้ยหยัน “ไม่มีเหตุผลที่จะต้องทำร้ายโม่เอ๋อร์อย่างนั้นหรือ? หมอเทวดาเซวก็แล้วไปเถอะ แต่เจ้าคงลืมไปแล้วกระมัง
ว่าเมื่อก่อนเจ้าปฏิบัติต่อหยุนเอ๋อร์อย่างไรบ้าง? เขยใหญ่ของเจ้าคือสามีของหยุนเอ๋อร์
คนทั้งสองชัดเจนว่าสมคบคิดกัน เจ้าว่าเขาจะไม่คิดแก้แค้นให้หยุนเอ๋อร์อย่างนั้นหรือ?
ฮึ! เรื่องในอดีต อย่าคิดว่าข้าไม่รู้อะไรเลย!”
“ท่าน!” เมิ่งซื่อถึงกับแน่นหน้าอกด้วยโทสะ
หายใจเข้าลึกหลายครั้งจนพอจะสงบสติได้ ก่อนจะตัดสินใจเก็บยาทั้งหมดไปให้พ้นสายตา
ไม่สนใจจะเถียงกับสวีกั๋วกงอีก
สวีกั๋วกงเมื่อเห็นดังนั้นถึงกับเดือดดาล คำรามเสียงดังว่า “จวนนี้ไม่มีใครเห็นข้าอยู่ในสายตาแล้วหรืออย่างไร!”
ก่อนจะกระทืบเท้าด้วยความโกรธ กล่าวคำสบถสองสามคำแล้วจากไปด้วยความขุ่นเคือง
เมื่อเห็นว่าสวีกั๋วกงเดินลับไปแล้ว ไป่หมอมอก็อดถอนหายใจไม่ได้
พลางเอ่ยว่า “ฮูหยิน นายท่านของพวกเราไฉนถึงกลายเป็นเช่นนี้ไปได้...
ช่างน่าสงสารฮูหยินจริงๆ!”
เมิ่งซื่อถอนหายใจยาวด้วยความอ่อนล้า ก่อนจะฝืนยิ้มขื่นพลางกล่าว “ข้าก็ไม่รู้ว่าเขาต้องการอะไรนักหนา!
หรือจะต้องเห็นจวนนี้แตกสลายเสียก่อนถึงจะพอใจ? ข้าคิดจนกระจ่างแล้ว ต่อให้ไม่ยอมรับ ต่อให้ไม่พอใจ แล้วจะทำอะไรได้?
ไป่หมอมอ เจ้าก็คงเห็นชัดเจนแล้วใช่หรือไม่? พวกเราสู้คนพวกนั้นไม่ได้เลยจริงๆ!
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ หากคนพวกนั้นยอมปล่อยพวกเราไปก็ต้องถือว่าเป็นบุญแล้ว
จะหวังอะไรไปมากกว่านี้อีก? อย่าว่าแต่ฮูหยินหลี่ที่เราไม่อาจแตะต้องได้เลย
แม้แต่สวีอี้หยุน เราก็ทำอะไรนางไม่ได้อยู่ดี ใช่ไหม?”
ไป่หมอมอถอนหายใจอีกครั้งพร้อมพยักหน้าเบาๆ “ฮูหยินช่างมองได้แจ่มแจ้งแท้!
ไม่ว่าเรื่องในอดีตจะเป็นอย่างไร แต่ท่านกั๋วกงและฮูหยินก็ยังมีฐานะเป็นบิดามารดาของพวกเขา
บ่าวเห็นว่าหากฮูหยินผ่อนปรนความสัมพันธ์กับคุณหนูใหญ่เสียหน่อยก็จะดี
บางทีในอนาคต อาจยังต้องพึ่งพาท่านเขยใหญ่อยู่ก็ได้เจ้าค่ะ!”
“ใครจะว่าไม่จริงเล่า...”
แม้คำพูดนั้นจะเสียดแทงหัวใจเมิ่งซื่อ แต่ก็หาคำโต้แย้งไม่ได้ นางได้แต่ฝืนยิ้มขื่นพร้อมกล่าวว่า
“ข้า...เฮ้อ!”
นี่มันกรรมที่ก่อไว้ชัดๆ
เพียงแต่คำพูดเช่นนี้ นางไม่มีวันยอมพูดออกมาเองเป็นแน่
ภายนอกห้อง
สวีอี้เจินหยุดเท้าที่กำลังก้าว
ขณะฟังบทสนทนาของนายบ่าวภายในห้อง ริมฝีปากยกยิ้มเย็นชาเล็กน้อย
ก่อนจะหมุนตัวจากไปอย่างไร้สุ้มเสียง
ท่านแม่คิดจะทำอะไร? ไม่เพียงต้องการปรองดองกับสวีอี้หยุน นังคนต่ำช้าไร้ค่า
แต่จากนี้ไปยังจะต้องประจบประแจงนางด้วย?
นี่ท่านแม่ยังเป็นแม่ของข้าอยู่หรือไม่?
นางถูกสวีอี้หยุนนั่นทำร้ายจนย่อยยับ
แต่มารดาของนางล่ะ? ไม่เพียงไม่คิดช่วยนางล้างแค้นและทวงความเป็นธรรม
กลับยังต้องไปประจบอีกฝ่ายอีก!
ถ้าสวีอี้หยุนประกาศว่า
จะยอมลบล้างเรื่องในอดีตก็ต่อเมื่อมารดาต้องทรมานตัวเองเป็นการชดเชย มารดาก็คงไม่รีรอที่จะสั่งให้คนจับตัวเองมัดส่งไปให้สวีอี้หยุนทันทีสินะ!
แล้วข้าล่ะ?
ข้าถูกถอนหมั้นจนชื่อเสียงยับเยิน
มีสักครั้งหรือไม่ที่มารดาแยแสไถ่ถามข้าสักครึ่งคำ? แต่สองสามวันนี้
กลับนั่งเฝ้าดูแลลูกชายคนโปรดอยู่ข้างกายเขาไม่ห่าง
ในสายตาของมารดา
ข้ากลายเป็นแค่เศษขยะที่ไร้ค่า เป็นหมากที่ถูกทิ้งไปแล้วใช่หรือไม่?
สวีอี้เจินแค่นยิ้มเจ็บปวด
ในโลกนี้
ที่แท้ก็ไม่มีอะไรให้เชื่อถือได้จริงๆ!
แม้แต่พี่หรงผู้เป็นที่รัก
ก็ยังสามารถหันหลังแล้วทอดทิ้งข้าได้อย่างเย็นชา แล้วทำไมมารดาแท้ๆ
ถึงจะไม่สามารถละทิ้งข้าได้เล่า?
น้ำตาค่อยๆ
เอ่อล้นบดบังการมองเห็น ก่อนจะไหลรินลงมาตามแก้ม สวีอี้เจินเจ็บปวดจนแทบสิ้นหวัง
แต่ในขณะเดียวกัน หัวใจของนางก็เต็มไปด้วยความเคียดแค้น: ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในวันนี้ ล้วนเป็นเพราะสวีอี้หยุน!
เป็นเพราะนางผู้ต่ำช้าคนนั้น! หากไม่มีนาง เรื่องทั้งหมดนี้ก็จะไม่มีวันเกิดขึ้น!
ข้าพูดไว้แล้วว่า
จะไม่มีวันปล่อยให้นางมีชีวิตที่สุขสบาย! และคำพูดนั้น ยังคงเป็นจริงเสมอ!
สวีอี้เจินหัวเราะเย็นชา
เช็ดน้ำตาบนใบหน้าออกจนหมด
แววตาอันมืดมนเยียบเย็นนั้นคล้ายกับปีศาจอสูรจากนรกที่กำลังจ้องมองเหยื่อ
ด้านของหรงซื่อจื่อ
เขาไม่ได้อยากพบหน้าสวีอี้เจินอีกเลย
แม้เพียงแค่คิดถึงผู้หญิงคนนั้น หัวใจของเขาก็พลันเต็มไปด้วยความรังเกียจ
ทว่า
สวีอี้เจินนัดพบเขาถึงสามครั้ง หากเขาปฏิเสธไม่ยอมพบหน้านางอีก
เกรงว่านางคงจะยังพยายามนัดพบต่อไปเรื่อยๆ
หากเรื่องนี้แพร่ออกไปจนกลายเป็นข่าวใหญ่ มันจะทำให้ชื่อเสียงของเขาเสื่อมเสีย
นางก็เป็นเพียงหญิงที่ชื่อเสียงป่นปี้ไปหมดแล้ว
จะมีเหตุผลอะไรที่เขาต้องยอมให้นางทำลายเกียรติอันสูงส่งและชื่อเสียงอันบริสุทธิ์ของเขาอีก?
ดังนั้น
การพบหน้านางเพียงครั้งเดียวเพื่อพูดจาให้ชัดเจน
และทำให้นางหมดหวังไม่มายุ่งเกี่ยวอีก น่าจะเป็นทางออกที่ดีกว่า!
แต่…
หากหรงซื่อจื่อสามารถล่วงรู้ถึงอนาคตได้ล่ะก็
เขาจะไม่มีวันยอมไปพบนางอย่างเด็ดขาด!
เพราะว่า…
เขาถูกสวีอี้เจินวางแผนเล่นงานจนหมดสิ้น!
ในห้องชงชาที่หรูหรา
ระหว่างที่หรงซื่อจื่อกับสวีอี้เจินกำลังพันพัวกันอยู่บนเตียงในสภาพที่เสื้อผ้าไม่เรียบร้อย
จู่ๆ ประตูก็ถูกผลักเปิดออกจากด้านนอก ในสายตาของผู้คนที่ยืนมุงดูอยู่...
หรงซื่อจื่อรู้สึกเหมือนกลืนแมลงวันเข้าไป
หัวใจเต็มไปด้วยความขยะแขยง แต่ก็ต้องจำทนกล้ำกลืนเรื่องนี้ไว้
ท่านโหวหรงโมโหจนด่าลูกชายว่าเป็น
"ลูกไม่เอาไหน" และ "น่าขายหน้า"
จนเกือบจะสั่งใช้โทษตามกฎบ้าน ส่วนหรงฮูหยินก็โกรธจนหลั่งน้ำตา ตำหนิเขาว่าเป็น
"ลูกที่ไม่น่าภาคภูมิใจ!"
“ในเมื่อถอนหมั้นกับผู้หญิงคนนั้นไปแล้ว
ตั้งแต่นี้ไปต่างคนต่างอยู่ ควรอยู่ให้ห่างนางมากที่สุด
แต่เหตุใดเจ้าถึงยังคงข้องเกี่ยวกับนางอยู่ได้? หรือว่าเจ้าเสียดายนางนัก? ถึงขนาดทนไม่ได้จนต้องไปทำเรื่องน่าละอายเช่นนั้นในโรงน้ำชา!”
หรงซื่อจื่อไม่สามารถหาคำแก้ตัวได้เลย
ด้วยความที่เขาเป็นคนรักศักดิ์ศรี การถูกสวีอี้เจินวางแผนเล่นงานแบบนี้
เขาจะไปพูดออกมาได้อย่างไร?
หากพูดออกไป
เขาก็ไม่อาจสู้หน้ากับผู้ใดได้อีก!
เมื่อไม่มีทางเลือกอื่น
หรงซื่อจื่อจึงทำได้เพียงอดกลั้นความโกรธและความทุกข์ไว้ในใจ ยอมรับการด่าทอของบิดามารดา
สุดท้ายขอให้ทั้งสองอนุญาตให้รับสวีอี้เจินเข้ามาเป็นอนุภรรยา
หรงฮูหยินถึงกับโมโหจนระเบิดเสียงด่าออกมา
“เจ้ามันยังไม่ได้แต่งงาน
ยังไม่มีภรรยาอย่างถูกต้องตามธรรมเนียม
แต่กลับรีบไปรับอนุภรรยากลับมาก่อนเสียแล้ว!
และคนหนึ่งในนั้นยังเป็นคู่หมั้นเก่าของเจ้าอีก!
แบบนี้แล้วเจ้าคิดว่าครอบครัวใดจะยอมยกลูกสาวที่ดีงามให้เจ้าแต่งงานด้วย?”
พูดไป
นางก็ด่ากราดถึงสวีกั๋วกงและเมิ่งซื่อว่าไม่รู้จักสั่งสอนลูกสาว
สั่งสอนให้ออกมาเป็นหญิงต่ำช้าที่ไร้ยางอายเช่นนี้!
แต่หรงฮูหยินก็รู้ดีว่า
อย่างไรเสีย สวีอี้เจินก็เป็นบุตรสาวสายตรงของตระกูลกั๋วกง
เมื่อเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น ย่อมต้องให้คำอธิบายแก่พวกเขา
หลังจากระบายความโกรธออกมาชุดใหญ่แล้ว นางก็คิดอย่างเคียดแค้นว่า
เมื่อสวีอี้เจินเข้ามาในจวน คอยดูเถิดว่านางจะสั่งสอนอย่างไร
ก่อนจะจำใจยอมรับการแต่งงานของนางเข้ามาในตระกูล
ด้านจวนสวีกั๋วกง
บรรยากาศพลันปั่นป่วนวุ่นวายอย่างยิ่ง
สวีกั๋วกงโกรธจนด่ากราดว่าตระกูลหรงไร้ยางอาย
ด่าหรงซื่อจื่อที่เมื่อไม่ต้องการบุตรสาวของเขาและได้ถอนหมั้นไปแล้ว
เหตุใดจึงยังกล้ามายุ่งเกี่ยวกับบุตรสาวของเขาอีก?
“แต่งเป็นอนุภรรยา? ไม่มีทาง! ถ้าจะรับตัวอี้เจินเข้าจวน
ก็ต้องให้สมเกียรติด้วยพิธีแต่งงานตามธรรมเนียม สามผู้ใหญ่หกพิธีการ
พร้อมเกี้ยวแปดคนหาม! หากไม่เป็นเช่นนั้น
ตระกูลข้าจะบุกไปเอาความถึงจวนตระกูลหรงให้ถึงที่สุด!”
ด้านของสวีอี้เจิน
นางหมดหวังกับการเป็นฮูหยินเอกไปแล้ว
หรืออาจจะกล่าวได้ว่า ตอนนี้นางไม่แยแสสิ่งใดอีกต่อไป
สิ่งเดียวที่อยู่ในใจของนางก็คือ แผนการแก้แค้นของนาง!
สิ่งที่นางต้องการคือทำให้สวีอี้หยุนไม่มีวันได้อยู่อย่างสุขสบาย!
การแต่งงานกับหรงซื่อจื่อ
เป็นเพียงก้าวแรกในแผนการแก้แค้นของนาง และเป็นก้าวที่สำคัญที่สุด
นางย่อมไม่ยอมให้ใครมาขัดขวางแผนการนี้ได้
สวีอี้เจินร่ำไห้จนแทบกลายเป็นรูปปั้นแห่งน้ำตา
ตรงหน้าของสวีกั๋วกง นางหลั่งน้ำตาพลางกล่าวอย่างน่าสงสารและเวทนา
วิงวอนเขาอย่างสุดกำลัง “ท่านพ่อ
ขออย่าได้ไปก่อเรื่องที่จวนตระกูลหรงอีกเลยเจ้าค่ะ!
ลูกรู้อยู่แก่ใจว่าตัวเองไม่คู่ควรกับตำแหน่งฮูหยินเอกของพี่หรง
เพียงแค่ได้เป็นอนุภรรยาของเขา ลูกก็ยินดีและเต็มใจแล้วเจ้าค่ะ!”
จากที่จะเป็นฮูหยินเอกกลายมาเป็นแค่อนุภรรยา พี่หรงก็รังเกียจแม่ผัวก็จ้องกลั่นแกล้งยังมีอนุอีกคนคอยใส่ไฟ ในบ้านยังแทบเอาตัวไม่รอด จะเอาอะไรไปแก้แค้นพี่สาว ขอบคุณค่ะ
ตอบลบ