บทที่ 1123 เข้าสู่ตำหนักบูรพา
ยิ่งไปกว่านั้น
ด้วยรูปลักษณ์ของเหลียนเช่อที่หล่อเหลาสง่างามราวกับคุณชายรูปงามจากตระกูลใหญ่
ยิ่งทำให้เขาครอบครองหัวใจของสาวน้อยนับไม่ถ้วนในทันที
ตำแหน่งทั่นฮวาหลาง(บัณฑิตจิ้นซื่ออันดับสาม)
แต่เดิมก็คือสัญลักษณ์ของความเจ้าสำราญและสง่างามอยู่แล้ว
หลังจากสอบได้ตำแหน่งจิ้นซื่อ
เหลียนเช่อก็ยังคงพักอยู่ที่จวนตระกูลเหลียน
เพราะไม่ว่าแขกที่มาแสดงความยินดีหรือเพื่อนร่วมสอบที่แวะมาเยี่ยมเยียน
ก็ถือเป็นเรื่องสมควรที่จะไปเยือนที่นั่น
เหลียนฟางโจวกลัวว่าการดูแลจะไม่ทั่วถึง จึงสั่งให้ชุนซิ่งพาชิงเหอและ
ม่ายเซียง ไปช่วยดูแลที่จวนตระกูลเหลียนอีกแรง พร้อมทั้งกำชับสวีอี้หยุนเป็นพิเศษ
สวีอี้หยุนเองก็รู้สึกยินดีกับเหลียนเช่อ
เพราะนี่ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่สุด นางจึงไม่กล้าละเลย และสั่งให้หลี่หมอมอดูแลทั้งเรือนด้านนอกและด้านในอย่างเข้มงวด
เพื่อไม่ให้เรื่องใด ๆ มาขัดขวางความสำเร็จของเหลียนเช่อ
ทั้งงานเลี้ยงฉลองจิ้นซื่อ งานเลี้ยงขอบคุณอาจารย์
รวมถึงงานสังสรรค์ต่าง ๆ และการรวมกลุ่มทำบทกวี
ทำให้เหลียนเช่อต้องออกงานสังคมภายนอกอย่างต่อเนื่อง
หลายวันมานี้เขายุ่งจนแทบไม่ได้พักผ่อน
ทุกครั้งที่เหลียนเช่อออกไปร่วมงานเลี้ยงหรือสังสรรค์ อวิ๋นลั่วเอ๋อร์ก็มักจะสวมชุดบุรุษตามติดไปด้วยเสมอ
ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นเหล่านางคณิกาที่ถูกเชิญมาเพื่อบรรเลงดนตรีสร้างความสำราญ
ก็ไม่เคยมีใครได้เข้าใกล้เหลียนเช่อเลยสักคน
ส่วนบรรดาคนที่คิดจะชวนเหลียนเช่อไปเที่ยวหอนางโลมเพื่อพักผ่อนหย่อนใจ
กลับต้องพบกับเคราะห์กรรมอย่างคาดไม่ถึง บ้างก็ปวดหัวกะทันหัน
หรือบางครั้งก็มีผื่นแดงประหลาดขึ้นทั่วใบหน้าและร่างกายโดยไม่ทราบสาเหตุ
สำหรับเรื่องการแต่งงานของทั่นฮวาหลางคนใหม่
ครอบครัวชนชั้นสูงในเมืองหลวงต่างยังไม่ทันได้ยื่นข้อเสนอหรือติดต่อไป จู่ ๆ
ก็มีราชโองการจากในวังออกมาว่า
ฮองเฮาได้ทูลขอพระบรมราชานุญาตจากฝ่าบาทให้จัดการเรื่องคู่ครองของทั่นฮวาหลางเป็นการเฉพาะแล้ว
แม้ผู้คนจะรู้สึกเสียดายอยู่ในใจ
แต่ก็ทำได้เพียงเก็บความคิดเหล่านั้นไว้
ใครกันจะกล้าขัดพระประสงค์ของฮองเฮา?
สำหรับเรื่องนี้ เหลียนฟางโจวและหลี่ฟู่ต่างก็รู้สึกทั้งประหลาดใจและมองว่าเป็นเรื่องที่คาดการณ์ได้อยู่แล้ว
หลังจากเหลียนเช่อสอบได้ตำแหน่งสูงสามอันดับแรก เหลียนฟางโจวก็พอจะคาดเดาได้ว่า
เรื่องแต่งงานของเขาคงไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาจะตัดสินใจเองได้
แต่เมื่อเห็นอวิ๋นลั่วเอ๋อร์หลังจากได้ยินข่าวนี้
กลับทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ยังคงตามติดเหลียนเช่ออย่างสบายอกสบายใจ
นางก็อดสงสัยไม่ได้ว่า: หรือว่าตนจะเดาผิดไป? มองนางพลาดไป?
ไม่น่าใช่! แววตาของอวิ๋นลั่วเอ๋อร์
ท่าทางและคำพูดทุกอย่างล้วนแสดงออกอย่างชัดเจนถึงความรู้สึกของนาง
เว้นเสียแต่เจ้าสามคนนี้ที่โง่งมไม่รู้เรื่องรู้ราวเท่านั้น ใครเล่าจะดูไม่ออก?
เมื่อคิดไม่ออก เหลียนฟางโจวก็เลิกคิดเสียเปล่า ๆ หากอวิ๋นลั่วเอ๋อร์ยังไม่เดือดร้อน
แล้วนางจะไปเดือดร้อนแทนทำไมกัน?
นางไม่รู้เลยว่า
การที่ฮองเฮาเอ่ยทูลขอพระราชานุญาตไว้แท้จริงแล้วเป็นความคิดของไท่จื่อเฟยที่เข้าเฝ้าขอพระราชโองการ
เพราะเหตุผลทั้งหมดนั้นเกี่ยวข้องกับอวิ๋นลั่วเอ๋อร์โดยตรง
ดังนั้นนางจึงไม่มีอะไรต้องกังวล
ตามกำหนดการ อีกประมาณสิบสองหรือสิบสามวัน
เหลียนเจ๋อก็น่าจะกลับมาถึงเมืองหลวง
ถึงเวลานั้น จวนตระกูลเหลียนคงต้องจัดงานเลี้ยงสักสองสามโต๊ะ
เพื่อเชิญญาติสนิทมิตรสหายและข้าราชการที่สนิทสนมมาร่วมแสดงความยินดีกับเหลียนเช่อ
เหลียนฟางโจวได้สั่งให้ชุนซิ่งไปแจ้งสวีอี้หยุนที่จวนเหลียน
เพื่อให้เตรียมตัวจัดงานเลี้ยงตามสมควร
ด้วยความช่วยเหลือจากพ่อบ้านและบรรดาหญิงรับใช้ที่มีประสบการณ์
อีกทั้งยังมีหลี่หมอมอและซือซือช่วยดูแล เหลียนฟางโจวจึงไม่ได้รู้สึกกังวลอะไร
ปัจจุบันสวีอี้เจินก็ถูกตระกูลหรงรับไปเป็นอนุภรรยาแล้ว จวนสกุลสวีของ
สวีกั๋วกงวุ่นวายจนดูแลตัวเองแทบไม่ไหว
เหลียนฟางโจวจึงหวังให้เรื่องราวทั้งหมดในอดีตผ่านพ้นไป และอยากให้สวีอี้หยุนได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขกับน้องชายของนาง
ในฐานะที่นางเป็นนายหญิงใหญ่ของตระกูลเหลียน
เรื่องเหล่านี้ล้วนเป็นหน้าที่ของนางโดยสมควร
แต่ลึก ๆ แล้ว เหลียนฟางโจวก็อดรู้สึกแปลกใจและสงสัยไม่ได้
เพราะนางสัมผัสได้ชัดเจนว่าสวีอี้หยุนดูจะเกรงกลัวตนอยู่ไม่น้อย
หรืออาจพูดได้ว่าถึงขั้นหวาดกลัวเลยก็ว่าได้ ทุกครั้งที่พบหน้ากัน สวีอี้หยุนจะแสดงท่าทางไม่เป็นธรรมชาติ
แม้ว่าอีกฝ่ายจะพยายามเก็บอาการอย่างสุดความสามารถ
แต่เหลียนฟางโจวก็ยังมองออกอยู่ดี!
นางอดไม่ได้ที่จะบ่นกับหลี่ฟู่ว่า “ข้าไม่เคยรังแกสวีอี้หยุนเลยนะ
แถมยังช่วยเหลือนางตั้งมากมาย นางกลัวข้าไปทำไมกัน?”
นางหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้ หลี่ฟู่ก็ยิ่งไม่รู้
จึงได้แต่หัวเราะปลอบใจว่า “สักวันหนึ่งนางจะเข้าใจถึงความหวังดีของเจ้าเอง”
เหลียนฟางโจวทำปากยื่นอย่างไม่เห็นด้วยนัก แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร
แท้จริงแล้วนางก็ไม่ได้ต้องการคำตอบอะไร เพียงแค่อยากระบายความรู้สึกออกมาบ้างเท่านั้นเอง
ส่วนสวีอี้หยุนจะกลัวนางหรือไม่นั้น นางไม่ได้ใส่ใจเลยสักนิด
หลังจากงานเลี้ยงและการรวมกลุ่มของบรรดาจิ้นซื่อใหม่สิ้นสุดลง
ในที่สุดหัวใจของอวิ๋นลั่วเอ๋อร์ก็สงบลงบ้าง แต่แล้วหมอเทวดาเซวก็จัดแจงให้นางเข้า
ตำหนักบูรพาเพื่อรักษาองค์ไท่จื่อ (องค์รัชทายาท)
แรกเริ่มอวิ๋นลั่วเอ๋อร์ไม่เต็มใจจะไปเลยสักนิด
นางไม่ใช่หมอผู้มีจิตใจเมตตาตามครรลองวิถีแพทย์
ความรู้สึกเห็นใจราวกับพ่อแม่ที่หมอพึงมีนั้น นางแทบไม่เคยคิดถึง สำหรับนางแล้ว
วิชาแพทย์ก็เป็นเพียงเครื่องมืออย่างหนึ่งเท่านั้น
จะรักษาหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับความพอใจของนางล้วน ๆ
ยิ่งเมื่อได้ยินว่ากฎระเบียบในวังหลวงเข้มงวดนัก จะทำอะไรก็ไม่มีอิสระ
นางก็ยิ่งไม่อยากไปใหญ่
แต่สุดท้ายก็เป็นเพราะหมอเทวดาเซวพูดขึ้นมาหนึ่งประโยคว่า
“มันจะเป็นผลดีต่อเรื่องแต่งงานของเจ้า” อวิ๋นลั่วเอ๋อร์จึงเหมือนตื่นจากฝัน
รีบยิ้มหน้าบานอย่างเต็มใจ และตามหมอเทวดาเซวไปแต่โดยดี
ในตำหนักบูรพา ภายในตำหนักบรรทมขององค์ไท่จื่อ ขณะที่หมอเทวดาเซวเริ่มจับชีพจรตามปกติ
มีเพียงขันทีคนสนิทสองคนที่คอยรับใช้ใกล้ชิดอยู่ข้างกาย
หมอเทวดาเซวพาอวิ๋นลั่วเอ๋อร์เข้าไปทำความเคารพต่อองค์รัชทายาท
อวิ๋นลั่วเอ๋อร์มองหน้าองค์รัชทายาท แล้วหันไปมองหมอเทวดาเซวอย่างลังเลอยู่บ้าง
ในใจคิดว่า นางไม่เคยก้มกราบใครอย่างไม่มีเหตุผลมาก่อนเลยนะ!
จะมีก็แค่ตอนเซ่นไหว้บรรพบุรุษหรือคารวะผู้ใหญ่ในช่วงปีใหม่เท่านั้น...
องค์ไท่จื่อแม้จะเคยได้ยินจากหมอเทวดาเซวมาบ้างแล้วว่า อวิ๋นลั่วเอ๋อร์เป็นหญิงสาวอายุน้อย
แต่เมื่อเห็นตัวจริงที่ยังดูเหมือนเด็กสาวไร้เดียงสาเพิ่งโตเต็มวัย
ก็อดตะลึงงันไปครู่หนึ่ง
เมื่อเห็นนางเบิกตากว้างมองซ้ายมองขวาด้วยท่าทางลำบากใจอย่างเห็นได้ชัด
ไท่จื่อก็อดแย้มสรวลไม่ได้ ก่อนตรัสอย่างอ่อนโยนว่า “ช่างเถอะ ที่นี่ไม่มีคนนอก
เจ้า…คือแม่นางอวิ๋นใช่หรือไม่? เข้ามาจับชีพจรเถอะ!”
หมอเทวดาเซวถอนหายใจอย่างโล่งอก รีบตอบว่า “ใช่พ่ะย่ะค่ะ”
ก่อนหันไปยิ้มให้อวิ๋นลั่วเอ๋อร์แล้วกล่าวว่า “ตามข้ามาเถอะ”
อวิ๋นลั่วเอ๋อร์รู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาก นางยิ้มบาง ๆ ให้กับองค์ไท่จื่อ
แล้วจึงก้าวเข้าไปพร้อมกับหมอเทวดาเซว
ขันทีที่ยืนรับใช้ข้าง ๆ ชื่อ ฉินกงกง
รีบหยิบหมอนรองข้อมือใบเล็กที่หุ้มด้วยผ้าไหมสีเหลืองทองมาวางรองข้อมือขององค์ไท่จื่ออย่างเบามือ
แล้วถอยไปยืนด้านข้าง
อวิ๋นลั่วเอ๋อร์ก้าวเข้าไปข้างหน้า
ใช้นิ้วเรียวขาวผ่องสองนิ้วแตะลงบนข้อมือขององค์ไท่จื่อเบา ๆ นางหลับตาลงเล็กน้อย
ขนตายาวหนาเป็นแพสั่นไหวเบา ๆ ริมฝีปากเล็กจิ้มลิ้มเม้มเข้าหากันน้อย ๆ
ยิ่งทำให้เห็นสันจมูกโด่งเรียวงามและเครื่องหน้าที่ประณีตละเอียดราวกับภาพวาด
ในชั่วพริบตานั้น กลิ่นอายรอบตัวของนางเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
จากเด็กสาวที่ดูไร้เดียงสาและขี้เล่น
กลายเป็นหญิงสาวที่เต็มไปด้วยความสุขุมและมีสมาธิ ดึงดูดให้ผู้คนไม่อาจมองข้ามได้
เดิมทีไท่จื่อก็เพียงยอมให้ตรวจเพราะเห็นแก่หมอเทวดาเซว ไม่ต่างจากการ
ลองรักษาคนป่วยที่ใกล้ตายเท่านั้น แต่เมื่อเห็นท่าทางจริงจังและน่าเชื่อถือของอวิ๋นลั่วเอ๋อร์
กลับอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเชื่อมั่นในตัวนางขึ้นมาสามส่วน
หมอเทวดาเซวที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ไม่เคยเห็นอวิ๋นลั่วเอ๋อร์รักษาคนไข้มาก่อน
ครั้นได้เห็นในครั้งนี้ก็อดชื่นชมในใจไม่ได้ว่า
สมแล้วที่เป็นการสืบทอดวิชาจากครอบครัว! ท่วงท่าและมาดเช่นนี้
มิใช่สิ่งที่ใครจะมีได้โดยง่าย!
ผ่านไปครู่หนึ่ง อวิ๋นลั่วเอ๋อร์จึงค่อย ๆ ถอนมือตัวเองออก
ก่อนจะลืมตาขึ้นช้า ๆ
“เป็นอย่างไรบ้าง?” ไท่จื่อรู้สึกตึงเครียดขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว พลางเอ่ยถามออกไป
อวิ๋นลั่วเอ๋อร์ครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวว่า
“เรื่องยากับอาการของโรค ท่านลุงเซวได้บอกหม่อมฉันไว้แล้ว แต่หม่อมฉันอยากลองใช้เข็มทองตรวจดูจุดชีพจรสำคัญบางจุดบนพระวรกายไท่จื่ออีกครั้ง
ไม่ทราบว่าจะทำได้หรือไม่เพคะ?”
องค์ไท่จื่อไหนเลยจะปฏิเสธได้? จึงพยักหน้าอย่างยิ้มแย้มพลางกล่าวว่า “ย่อมได้อยู่แล้ว
ในเมื่อเจ้าเป็นหมอ ทุกอย่างก็ต้องแล้วแต่การจัดการของเจ้า”
อวิ๋นลั่วเอ๋อร์กลั้นหัวเราะไม่อยู่ “คิกคิก” ออกมาพร้อมกล่าวว่า “ไท่จื่อทรงมีพระเมตตาจริง
ๆ! พวกเขาทำหม่อมฉันกลัวแทบแย่เชียวเพคะ!”
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น