วันเสาร์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1123 เข้าสู่ตำหนักบูรพา

 

บทที่ 1123 เข้าสู่ตำหนักบูรพา

 

ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยรูปลักษณ์ของเหลียนเช่อที่หล่อเหลาสง่างามราวกับคุณชายรูปงามจากตระกูลใหญ่ ยิ่งทำให้เขาครอบครองหัวใจของสาวน้อยนับไม่ถ้วนในทันที

ตำแหน่งทั่นฮวาหลาง(บัณฑิตจิ้นซื่ออันดับสาม) แต่เดิมก็คือสัญลักษณ์ของความเจ้าสำราญและสง่างามอยู่แล้ว

หลังจากสอบได้ตำแหน่งจิ้นซื่อ เหลียนเช่อก็ยังคงพักอยู่ที่จวนตระกูลเหลียน เพราะไม่ว่าแขกที่มาแสดงความยินดีหรือเพื่อนร่วมสอบที่แวะมาเยี่ยมเยียน ก็ถือเป็นเรื่องสมควรที่จะไปเยือนที่นั่น

เหลียนฟางโจวกลัวว่าการดูแลจะไม่ทั่วถึง จึงสั่งให้ชุนซิ่งพาชิงเหอและ ม่ายเซียง ไปช่วยดูแลที่จวนตระกูลเหลียนอีกแรง พร้อมทั้งกำชับสวีอี้หยุนเป็นพิเศษ

สวีอี้หยุนเองก็รู้สึกยินดีกับเหลียนเช่อ เพราะนี่ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่สุด นางจึงไม่กล้าละเลย และสั่งให้หลี่หมอมอดูแลทั้งเรือนด้านนอกและด้านในอย่างเข้มงวด เพื่อไม่ให้เรื่องใด ๆ มาขัดขวางความสำเร็จของเหลียนเช่อ

ทั้งงานเลี้ยงฉลองจิ้นซื่อ งานเลี้ยงขอบคุณอาจารย์ รวมถึงงานสังสรรค์ต่าง ๆ และการรวมกลุ่มทำบทกวี ทำให้เหลียนเช่อต้องออกงานสังคมภายนอกอย่างต่อเนื่อง หลายวันมานี้เขายุ่งจนแทบไม่ได้พักผ่อน

ทุกครั้งที่เหลียนเช่อออกไปร่วมงานเลี้ยงหรือสังสรรค์ อวิ๋นลั่วเอ๋อร์ก็มักจะสวมชุดบุรุษตามติดไปด้วยเสมอ ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นเหล่านางคณิกาที่ถูกเชิญมาเพื่อบรรเลงดนตรีสร้างความสำราญ ก็ไม่เคยมีใครได้เข้าใกล้เหลียนเช่อเลยสักคน ส่วนบรรดาคนที่คิดจะชวนเหลียนเช่อไปเที่ยวหอนางโลมเพื่อพักผ่อนหย่อนใจ กลับต้องพบกับเคราะห์กรรมอย่างคาดไม่ถึง บ้างก็ปวดหัวกะทันหัน หรือบางครั้งก็มีผื่นแดงประหลาดขึ้นทั่วใบหน้าและร่างกายโดยไม่ทราบสาเหตุ

สำหรับเรื่องการแต่งงานของทั่นฮวาหลางคนใหม่ ครอบครัวชนชั้นสูงในเมืองหลวงต่างยังไม่ทันได้ยื่นข้อเสนอหรือติดต่อไป จู่ ๆ ก็มีราชโองการจากในวังออกมาว่า ฮองเฮาได้ทูลขอพระบรมราชานุญาตจากฝ่าบาทให้จัดการเรื่องคู่ครองของทั่นฮวาหลางเป็นการเฉพาะแล้ว

แม้ผู้คนจะรู้สึกเสียดายอยู่ในใจ แต่ก็ทำได้เพียงเก็บความคิดเหล่านั้นไว้

ใครกันจะกล้าขัดพระประสงค์ของฮองเฮา?

สำหรับเรื่องนี้ เหลียนฟางโจวและหลี่ฟู่ต่างก็รู้สึกทั้งประหลาดใจและมองว่าเป็นเรื่องที่คาดการณ์ได้อยู่แล้ว หลังจากเหลียนเช่อสอบได้ตำแหน่งสูงสามอันดับแรก เหลียนฟางโจวก็พอจะคาดเดาได้ว่า เรื่องแต่งงานของเขาคงไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาจะตัดสินใจเองได้

แต่เมื่อเห็นอวิ๋นลั่วเอ๋อร์หลังจากได้ยินข่าวนี้ กลับทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ยังคงตามติดเหลียนเช่ออย่างสบายอกสบายใจ นางก็อดสงสัยไม่ได้ว่า: หรือว่าตนจะเดาผิดไป? มองนางพลาดไป?

ไม่น่าใช่! แววตาของอวิ๋นลั่วเอ๋อร์ ท่าทางและคำพูดทุกอย่างล้วนแสดงออกอย่างชัดเจนถึงความรู้สึกของนาง เว้นเสียแต่เจ้าสามคนนี้ที่โง่งมไม่รู้เรื่องรู้ราวเท่านั้น ใครเล่าจะดูไม่ออก?

เมื่อคิดไม่ออก เหลียนฟางโจวก็เลิกคิดเสียเปล่า ๆ หากอวิ๋นลั่วเอ๋อร์ยังไม่เดือดร้อน แล้วนางจะไปเดือดร้อนแทนทำไมกัน?

นางไม่รู้เลยว่า การที่ฮองเฮาเอ่ยทูลขอพระราชานุญาตไว้แท้จริงแล้วเป็นความคิดของไท่จื่อเฟยที่เข้าเฝ้าขอพระราชโองการ เพราะเหตุผลทั้งหมดนั้นเกี่ยวข้องกับอวิ๋นลั่วเอ๋อร์โดยตรง ดังนั้นนางจึงไม่มีอะไรต้องกังวล

ตามกำหนดการ อีกประมาณสิบสองหรือสิบสามวัน เหลียนเจ๋อก็น่าจะกลับมาถึงเมืองหลวง

ถึงเวลานั้น จวนตระกูลเหลียนคงต้องจัดงานเลี้ยงสักสองสามโต๊ะ เพื่อเชิญญาติสนิทมิตรสหายและข้าราชการที่สนิทสนมมาร่วมแสดงความยินดีกับเหลียนเช่อ

เหลียนฟางโจวได้สั่งให้ชุนซิ่งไปแจ้งสวีอี้หยุนที่จวนเหลียน เพื่อให้เตรียมตัวจัดงานเลี้ยงตามสมควร

ด้วยความช่วยเหลือจากพ่อบ้านและบรรดาหญิงรับใช้ที่มีประสบการณ์ อีกทั้งยังมีหลี่หมอมอและซือซือช่วยดูแล เหลียนฟางโจวจึงไม่ได้รู้สึกกังวลอะไร

ปัจจุบันสวีอี้เจินก็ถูกตระกูลหรงรับไปเป็นอนุภรรยาแล้ว จวนสกุลสวีของ สวีกั๋วกงวุ่นวายจนดูแลตัวเองแทบไม่ไหว เหลียนฟางโจวจึงหวังให้เรื่องราวทั้งหมดในอดีตผ่านพ้นไป และอยากให้สวีอี้หยุนได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขกับน้องชายของนาง

ในฐานะที่นางเป็นนายหญิงใหญ่ของตระกูลเหลียน เรื่องเหล่านี้ล้วนเป็นหน้าที่ของนางโดยสมควร

แต่ลึก ๆ แล้ว เหลียนฟางโจวก็อดรู้สึกแปลกใจและสงสัยไม่ได้ เพราะนางสัมผัสได้ชัดเจนว่าสวีอี้หยุนดูจะเกรงกลัวตนอยู่ไม่น้อย หรืออาจพูดได้ว่าถึงขั้นหวาดกลัวเลยก็ว่าได้ ทุกครั้งที่พบหน้ากัน สวีอี้หยุนจะแสดงท่าทางไม่เป็นธรรมชาติ แม้ว่าอีกฝ่ายจะพยายามเก็บอาการอย่างสุดความสามารถ แต่เหลียนฟางโจวก็ยังมองออกอยู่ดี!

นางอดไม่ได้ที่จะบ่นกับหลี่ฟู่ว่า “ข้าไม่เคยรังแกสวีอี้หยุนเลยนะ แถมยังช่วยเหลือนางตั้งมากมาย นางกลัวข้าไปทำไมกัน?”

นางหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้ หลี่ฟู่ก็ยิ่งไม่รู้ จึงได้แต่หัวเราะปลอบใจว่า “สักวันหนึ่งนางจะเข้าใจถึงความหวังดีของเจ้าเอง”

เหลียนฟางโจวทำปากยื่นอย่างไม่เห็นด้วยนัก แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร

แท้จริงแล้วนางก็ไม่ได้ต้องการคำตอบอะไร เพียงแค่อยากระบายความรู้สึกออกมาบ้างเท่านั้นเอง ส่วนสวีอี้หยุนจะกลัวนางหรือไม่นั้น นางไม่ได้ใส่ใจเลยสักนิด

หลังจากงานเลี้ยงและการรวมกลุ่มของบรรดาจิ้นซื่อใหม่สิ้นสุดลง ในที่สุดหัวใจของอวิ๋นลั่วเอ๋อร์ก็สงบลงบ้าง แต่แล้วหมอเทวดาเซวก็จัดแจงให้นางเข้า ตำหนักบูรพาเพื่อรักษาองค์ไท่จื่อ (องค์รัชทายาท)

แรกเริ่มอวิ๋นลั่วเอ๋อร์ไม่เต็มใจจะไปเลยสักนิด นางไม่ใช่หมอผู้มีจิตใจเมตตาตามครรลองวิถีแพทย์ ความรู้สึกเห็นใจราวกับพ่อแม่ที่หมอพึงมีนั้น นางแทบไม่เคยคิดถึง สำหรับนางแล้ว วิชาแพทย์ก็เป็นเพียงเครื่องมืออย่างหนึ่งเท่านั้น จะรักษาหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับความพอใจของนางล้วน ๆ

ยิ่งเมื่อได้ยินว่ากฎระเบียบในวังหลวงเข้มงวดนัก จะทำอะไรก็ไม่มีอิสระ นางก็ยิ่งไม่อยากไปใหญ่

แต่สุดท้ายก็เป็นเพราะหมอเทวดาเซวพูดขึ้นมาหนึ่งประโยคว่า “มันจะเป็นผลดีต่อเรื่องแต่งงานของเจ้า” อวิ๋นลั่วเอ๋อร์จึงเหมือนตื่นจากฝัน รีบยิ้มหน้าบานอย่างเต็มใจ และตามหมอเทวดาเซวไปแต่โดยดี

ในตำหนักบูรพา ภายในตำหนักบรรทมขององค์ไท่จื่อ ขณะที่หมอเทวดาเซวเริ่มจับชีพจรตามปกติ มีเพียงขันทีคนสนิทสองคนที่คอยรับใช้ใกล้ชิดอยู่ข้างกาย

หมอเทวดาเซวพาอวิ๋นลั่วเอ๋อร์เข้าไปทำความเคารพต่อองค์รัชทายาท

อวิ๋นลั่วเอ๋อร์มองหน้าองค์รัชทายาท แล้วหันไปมองหมอเทวดาเซวอย่างลังเลอยู่บ้าง ในใจคิดว่า นางไม่เคยก้มกราบใครอย่างไม่มีเหตุผลมาก่อนเลยนะ! จะมีก็แค่ตอนเซ่นไหว้บรรพบุรุษหรือคารวะผู้ใหญ่ในช่วงปีใหม่เท่านั้น...

องค์ไท่จื่อแม้จะเคยได้ยินจากหมอเทวดาเซวมาบ้างแล้วว่า อวิ๋นลั่วเอ๋อร์เป็นหญิงสาวอายุน้อย แต่เมื่อเห็นตัวจริงที่ยังดูเหมือนเด็กสาวไร้เดียงสาเพิ่งโตเต็มวัย ก็อดตะลึงงันไปครู่หนึ่ง

เมื่อเห็นนางเบิกตากว้างมองซ้ายมองขวาด้วยท่าทางลำบากใจอย่างเห็นได้ชัด ไท่จื่อก็อดแย้มสรวลไม่ได้ ก่อนตรัสอย่างอ่อนโยนว่า “ช่างเถอะ ที่นี่ไม่มีคนนอก เจ้า…คือแม่นางอวิ๋นใช่หรือไม่? เข้ามาจับชีพจรเถอะ!”

หมอเทวดาเซวถอนหายใจอย่างโล่งอก รีบตอบว่า “ใช่พ่ะย่ะค่ะ” ก่อนหันไปยิ้มให้อวิ๋นลั่วเอ๋อร์แล้วกล่าวว่า “ตามข้ามาเถอะ”

อวิ๋นลั่วเอ๋อร์รู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาก นางยิ้มบาง ๆ ให้กับองค์ไท่จื่อ แล้วจึงก้าวเข้าไปพร้อมกับหมอเทวดาเซว

ขันทีที่ยืนรับใช้ข้าง ๆ ชื่อ ฉินกงกง รีบหยิบหมอนรองข้อมือใบเล็กที่หุ้มด้วยผ้าไหมสีเหลืองทองมาวางรองข้อมือขององค์ไท่จื่ออย่างเบามือ แล้วถอยไปยืนด้านข้าง

อวิ๋นลั่วเอ๋อร์ก้าวเข้าไปข้างหน้า ใช้นิ้วเรียวขาวผ่องสองนิ้วแตะลงบนข้อมือขององค์ไท่จื่อเบา ๆ นางหลับตาลงเล็กน้อย ขนตายาวหนาเป็นแพสั่นไหวเบา ๆ ริมฝีปากเล็กจิ้มลิ้มเม้มเข้าหากันน้อย ๆ ยิ่งทำให้เห็นสันจมูกโด่งเรียวงามและเครื่องหน้าที่ประณีตละเอียดราวกับภาพวาด

ในชั่วพริบตานั้น กลิ่นอายรอบตัวของนางเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง จากเด็กสาวที่ดูไร้เดียงสาและขี้เล่น กลายเป็นหญิงสาวที่เต็มไปด้วยความสุขุมและมีสมาธิ ดึงดูดให้ผู้คนไม่อาจมองข้ามได้

เดิมทีไท่จื่อก็เพียงยอมให้ตรวจเพราะเห็นแก่หมอเทวดาเซว ไม่ต่างจากการ ลองรักษาคนป่วยที่ใกล้ตายเท่านั้น แต่เมื่อเห็นท่าทางจริงจังและน่าเชื่อถือของอวิ๋นลั่วเอ๋อร์ กลับอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเชื่อมั่นในตัวนางขึ้นมาสามส่วน

หมอเทวดาเซวที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ไม่เคยเห็นอวิ๋นลั่วเอ๋อร์รักษาคนไข้มาก่อน ครั้นได้เห็นในครั้งนี้ก็อดชื่นชมในใจไม่ได้ว่า สมแล้วที่เป็นการสืบทอดวิชาจากครอบครัว! ท่วงท่าและมาดเช่นนี้ มิใช่สิ่งที่ใครจะมีได้โดยง่าย!

ผ่านไปครู่หนึ่ง อวิ๋นลั่วเอ๋อร์จึงค่อย ๆ ถอนมือตัวเองออก ก่อนจะลืมตาขึ้นช้า ๆ

“เป็นอย่างไรบ้าง?” ไท่จื่อรู้สึกตึงเครียดขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว พลางเอ่ยถามออกไป

อวิ๋นลั่วเอ๋อร์ครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวว่า “เรื่องยากับอาการของโรค ท่านลุงเซวได้บอกหม่อมฉันไว้แล้ว แต่หม่อมฉันอยากลองใช้เข็มทองตรวจดูจุดชีพจรสำคัญบางจุดบนพระวรกายไท่จื่ออีกครั้ง ไม่ทราบว่าจะทำได้หรือไม่เพคะ?”

องค์ไท่จื่อไหนเลยจะปฏิเสธได้? จึงพยักหน้าอย่างยิ้มแย้มพลางกล่าวว่า “ย่อมได้อยู่แล้ว ในเมื่อเจ้าเป็นหมอ ทุกอย่างก็ต้องแล้วแต่การจัดการของเจ้า”

อวิ๋นลั่วเอ๋อร์กลั้นหัวเราะไม่อยู่ “คิกคิก” ออกมาพร้อมกล่าวว่า “ไท่จื่อทรงมีพระเมตตาจริง ๆ! พวกเขาทำหม่อมฉันกลัวแทบแย่เชียวเพคะ!”

 

 

 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น