บทที่ 1124 พิษตกค้างยังไม่หมดสิ้น
แม้ขันทีทั้งสองที่รับใช้ข้างกายจะหน้าซีดเผือดราวกับกระดาษ องค์ไท่จื่อก็ยังนิ่งไปชั่วครู่
ก่อนจะหลุดหัวเราะออกมาอย่างอดไม่ได้ พลางตรัสว่า “โอ้? ใครพูดอะไรให้เจ้าฟัง จนทำให้เจ้ากลัวถึงเพียงนี้?”
อวิ๋นลั่วเอ๋อร์แลบลิ้นพลางหัวเราะ “บอกไม่ได้เพคะ! บอกไม่ได้! ทรงถามแบบนี้
หม่อมฉันชักจะเริ่มกลัวขึ้นมาอีกแล้วนะ ท่านลุงไท่จื่อ!”
องค์ไท่จื่ออดหัวเราะลั่นออกมาอีกครั้งไม่ได้ พลางกล่าวว่า
“เจ้านี่เป็นเด็กสาวที่นิสัยแปลกประหลาดจริง ๆ!”
หมอเทวดาเซวรู้สึกจนปัญญาจะกล่าวอะไรแล้ว เขาอดบ่นในใจไม่ได้ว่า
เด็กคนนี้มิใช่แค่แปลก แต่แทบจะหาเรื่องตายชัด ๆ!
“แค่ก ๆ!” หมอเทวดาเซวกระแอมไอเบา ๆ สองครั้ง
พลางเตือนด้วยน้ำเสียงไม่รีบร้อนว่า “ลั่วเอ๋อร์ ยังไม่เริ่มอีกหรือ?”
เวลาจับชีพจรตรวจโรคทุกครั้งจะถูกกำหนดเอาไว้อย่างแน่นอน
หากอยู่นานเกินไปก็อาจก่อให้เกิดข้อสงสัยและการคาดเดาไม่จำเป็นจากฝ่ายต่าง ๆ
ซึ่งจะทำให้ต้องเสียเวลาไปกับการรับมือเรื่องไร้สาระเหล่านี้
องค์ไท่จื่อเองก็เข้าใจจุดนี้
จึงปรับสีหน้าให้สงบนิ่งขึ้นก่อนตรัสอย่างอ่อนโยนว่า “เชิญเถอะ แม่นางอวิ๋น”
อวิ๋นลั่วเอ๋อร์พยักหน้ารับ พลางยิ้มแล้วกล่าวว่า “ท่านลุงไท่จื่อทรงเรียกหม่อมฉันว่าลั่วเอ๋อร์ก็พอแล้วเพคะ!”
องค์ไท่จื่อเผยรอยยิ้มที่อ่อนโยนขึ้นเล็กน้อย ก่อนตรัสว่า “ได้สิ
ลั่วเอ๋อร์”
อวิ๋นลั่วเอ๋อร์หยิบห่อผ้าขนาดเล็กที่พกติดตัวออกมา
เมื่อคลี่ออกก็ปรากฏให้เห็นเข็มทองจำนวนสิบกว่าเล่มที่มีขนาดและความยาวแตกต่างกันเรียงเป็นแถว
นางหยิบเข็มทองขึ้นมาหนึ่งเล่ม พลางขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนหันไปกล่าวว่า “ท่านลุงเซว
บอกให้คนมาถอดอาภรณ์ของท่านลุงไท่จื่อออกเถอะ!”
“หา? อ้อ!” หมอเทวดาเซวชะงักไปเล็กน้อย
ก่อนจะหันมามององค์ไท่จื่อโดยไม่รู้ตัว
เขาถึงกับสับสนขึ้นมาทันที
เพราะการฝังเข็มนั้นย่อมต้องถอดเสื้อผ้าอยู่แล้ว แต่หมอเทวดาเซวก็ไม่กล้าลงมือถอดเสื้อผ้าขององค์ไท่จื่อเอง
จึงได้แต่ยืนอึดอัดทำอะไรไม่ถูก
องค์ไท่จื่อเองก็รู้สึกกระดากอยู่เล็กน้อย
เรื่องนี้...
เอาเข้าจริง หากเป็นหมอเทวดาเซวเป็นคนฝังเข็ม ก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่อวิ๋นลั่วเอ๋อร์ยังเป็นแค่เด็กสาว
การจะถอดเสื้อผ้าต่อหน้านางแบบนี้…
มันไม่ทำลายชื่อเสียงของเด็กสาวหรอกหรือ?
หากเป็นผู้อื่น
ต่อให้จะเก็บนางไว้เป็นอนุภรรยาในตำหนักบูรพา
จัดแจงให้นางใช้ชีวิตอย่างสุขสบายไปตลอดกาล ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรนัก
แต่กับอวิ๋นลั่วเอ๋อร์นั้น
แม้องค์ไท่จื่อจะเพิ่งพบหน้านางเป็นครั้งแรก แต่ก็รู้สึกถูกชะตานางมาก
เป็นความเอ็นดูแบบผู้ใหญ่ที่มีต่อเด็ก
ไม่มีทางทำเรื่องเสียหายกับนางได้อย่างแน่นอน
ยิ่งไปกว่านั้น
จากท่าทางของเด็กสาวเองก็ดูเหมือนจะไม่เต็มใจเลยสักนิด
“เช่นนั้น ให้หมอเทวดาเซวเป็นคนฝังเข็มดีหรือไม่? แล้วให้เจ้าคอยชี้แนะอยู่ข้าง ๆ ก็พอ” องค์ไท่จื่อทรงคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตรัสขึ้น
“ไม่ได้เด็ดขาดเพคะ!”
อวิ๋นลั่วเอ๋อร์โพล่งขึ้นทันที “เข็มพวกนี้หม่อมฉันต้องเป็นคนลงมือเองเท่านั้น
เพราะหม่อมฉันต้องจับสัมผัสความผิดปกติของพลังเลือดลม เส้นชีพจร
และกล้ามเนื้อของท่านลุงไท่จื่อด้วยตัวเอง ผู้อื่นจะทำได้อย่างไร? นี่คือวิชาลับประจำตระกูลของหม่อมฉันเพคะ!”
“อีกอย่าง
วิชานี้ไม่ใช่ว่าใครก็เรียนได้หรอกนะ ท่านปู่หม่อมฉันบอกไว้ว่ามันขึ้นอยู่กับพรสวรรค์เพคะ!”
น่าเสียดายที่คนที่มีพรสวรรค์ที่สุดในรุ่นนี้ก็คือตัวนางเอง!
ดังนั้นเมื่ออวิ๋นลั่วเอ๋อร์พูดเรื่องนี้
สีหน้าของนางจึงเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจและอวดดีอย่างเห็นได้ชัด
“แต่ว่า…” องค์ไท่จื่อได้แต่ลังเล รู้สึกว่าคำพูดในใจมันเอ่ยออกไปไม่ได้
เพราะคำพูดแบบนี้จะพูดต่อหน้านางได้อย่างไร?
อวิ๋นลั่วเอ๋อร์กลับเข้าใจความหมายของเขา
นางยิ้มพลางกล่าวว่า “ท่านลุงไท่จื่อจะทรงกังวลพระทัยไปทำไม? พระองค์เป็นคนไข้ของหม่อมฉัน ส่วนหม่อมฉันเป็นหมอ พระองค์เป็นผู้ใหญ่ หม่อมฉันเป็นผู้น้อย
ไม่มีอะไรเสียหายสักหน่อยเพคะ!”
องค์ไท่จื่อชะงักไป
ก่อนจะหัวเราะออกมาเสียงดัง “จริงด้วย! จริงด้วย! ฮ่า ๆ ดูท่าลุงช่างหัวโบราณเสียจริง
พวกเจ้าสองคน เข้ามาถอดเสื้อให้สิ!”
ขันทีฉินกงกงกับอี้กงกงอีกคนรีบขานรับ
แล้วเข้ามาถอดเสื้อคลุมชั้นนอกขององค์ไท่จื่อออกอย่างระมัดระวัง
จนเหลือเพียงร่างเปลือยท่อนบน
เมื่ออวิ๋นลั่วเอ๋อร์เห็นร่างกายขององค์ไท่จื่อที่ผอมซูบจนแทบจะเหลือแต่กระดูก
นางถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตั้งสติและเริ่มลงมือฝังเข็มอย่างตั้งใจ
ใช้เวลาประมาณสองเค่อ
(ราวครึ่งชั่วโมง) อวิ๋นลั่วเอ๋อร์ฝังเข็มจนครบทุกจุดสำคัญ ทั้งบริเวณลำตัว ขา
เท้า ศีรษะ และท้ายทอย จากนั้นจึงค่อย ๆ ถอนเข็มทองแต่ละเล่มออกมาอย่างเบามือ
เมื่อเสร็จสิ้น
นางเหลือบมองขันทีทั้งสองคนแวบหนึ่ง ก่อนที่พวกเขาจะรีบเข้ามาสวมเสื้อผ้าให้องค์ไท่จื่ออีกครั้ง
องค์ไท่จื่อโบกมือให้ขันทีทั้งสองออกไป
แล้วหันมามองอวิ๋นลั่วเอ๋อร์ด้วยสีหน้าจริงจัง พลางเอ่ยถามว่า “ลั่วเอ๋อร์
เป็นอย่างไรบ้าง? เจ้าบอกมาตรง ๆ
ได้เลย ไม่ต้องปิดบัง”
“ลั่วเอ๋อร์
มีอะไรก็พูดออกมาตรง ๆ ได้เลย” หมอเทวดาเซวกล่าวอย่างอ่อนโยน
อวิ๋นลั่วเอ๋อร์มีสีหน้าหม่นลง
ก่อนกล่าวว่า “ท่านลุงเซว ท่านบอกว่าท่านลุงไท่จื่อทรงป่วยเพราะพิษตกค้างมานานจนทำให้อวัยวะภายในเสียหาย
ส่งผลให้เลือดลมพร่อง ฟื้นฟูกลับคืนไม่ได้ เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า
พลังชีวิตก็ถูกทำลายจนถึงรากฐานของร่างกาย หากเหนื่อยล้าเกินไป
หรือเกิดความเครียดและอารมณ์แปรปรวน ก็จะทรุดหนักจนล้มป่วย และเมื่อสะสมไปนานวันเข้า
ร่างกายก็จะอ่อนแอลงเรื่อย ๆ จน…”
แม้ว่าองค์ไท่จื่อและหมอเทวดาเซวจะรู้อยู่แล้วว่าภาวะของพระองค์เป็นเช่นนี้
แต่เมื่อได้ยินคำอธิบายอย่างละเอียดจากอวิ๋นลั่วเอ๋อร์
ทั้งสองก็อดรู้สึกหม่นหมองขึ้นมาไม่ได้
หมอเทวดาเซวถอนหายใจพลางกล่าวว่า
“มันก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ เฮ้อ!”
หากเป็นเพียงโรคทั่วไปก็ยังพอรักษาได้
แต่เมื่อร่างกายถูกทำลายถึงพลังชีวิตและรากฐานของสุขภาพ
การจะฟื้นฟูให้กลับมาเป็นดังเดิมไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
ยิ่งไปกว่านั้น
ด้วยตำแหน่งองค์ไท่จื่อของพระองค์ เบื้องบนก็มีพระบิดาที่คอยจับตาดูทุกฝีก้าว
เบื้องล่างก็มีเหล่าพี่น้องที่จ้องจะช่วงชิงตำแหน่ง
อีกทั้งยังมีขุนนางน้อยใหญ่คอยเพ่งเล็งอยู่รอบด้าน
แล้วพระองค์จะมีเวลามาพักรักษาตัวได้อย่างไร?
หากพระองค์ละทิ้งทุกสิ่งและพักรักษาตัวจริง
ๆ ก็คงไม่ต้องรอให้หายป่วย เพราะคงถูกผู้อื่นวางแผนกำจัดไปเสียก่อน
หลังจากครุ่นคิด
องค์ไท่จื่อกลับเผยรอยยิ้มสรวลจาง ๆ ตรัสอย่างอบอุ่นว่า “รักษาโรคได้
แต่ฝืนลิขิตสวรรค์ไม่ได้ เรื่องนี้ก็สุดวิสัย พวกเจ้าไม่ต้องกังวลจนเกินไปหรอกนะ!
ลั่วเอ๋อร์ มีอะไรก็พูดมาเถอะ”
อวิ๋นลั่วเอ๋อร์มีสีหน้าจริงจัง
ก่อนเงยหน้าขึ้นมององค์ไท่จื่อแล้วกล่าวว่า “ท่านลุงไท่จื่อ
ที่จริงแล้วมันไม่ใช่อย่างนั้น! พระวรกายของพระองค์ไม่ได้ย่ำแย่ถึงขนาดนั้นหรอกเพคะ!”
“ว่าอย่างไรนะ!”
องค์ไท่จื่อและหมอเทวดาเซวต่างพากันเบิกตากว้างด้วยความยินดี
ดวงตาทั้งสองส่องประกายทันที
“ลั่วเอ๋อร์?” องค์ไท่จื่อถึงกับตะลึง หัวใจเต้นระรัวอย่างไม่อาจควบคุม
ทั้งตื่นเต้นและยินดีจนยากจะเอ่ยออกมาเป็นคำพูด
หมอเทวดาเซวเองก็ตื่นเต้นไม่แพ้กัน
ไม่ได้มีท่าทีโกรธที่อวิ๋นลั่วเอ๋อร์หักล้างการวินิจฉัยของเขา
กลับเต็มไปด้วยความคาดหวัง ตั้งตารอฟังคำอธิบายจากนาง
อวิ๋นลั่วเอ๋อร์จึงกล่าวขึ้นว่า
“ท่านลุงเซวบอกว่าพิษในพระวรกายของท่านลุงไท่จื่อถูกขจัดไปหมดแล้ว
แต่ความจริงมันยังไม่หมด! ก็เพราะในเลือดและเส้นลมปราณของท่านลุงไท่จื่อยังมีพิษตกค้างอยู่
ร่างกายจึงอยู่ในสภาพทรุดโทรมเช่นนี้
ต่อให้บำรุงมากแค่ไหนก็ไม่มีทางฟื้นฟูขึ้นมาได้! ยังดีที่วันนี้หม่อมฉันมา
ถ้าไม่อย่างนั้น เกรงว่าอีกไม่เกินสามปี...”
คำพูดของอวิ๋นลั่วเอ๋อร์ทำให้องค์ไท่จื่อและหมอเทวดาเซวถึงกับเย็นวาบไปทั้งร่าง
แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมา
“มิน่าล่ะ!
มิน่าล่ะ! ที่แท้ยังมีพิษหลงเหลืออยู่นี่เอง! ข้าก็ว่าอยู่
ไฉนบำรุงรักษามาเนิ่นนานกลับไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้นเลย…” หมอเทวดาเซวพึมพำกับตัวเอง
ก่อนรีบหันไปถามว่า “ลั่วเอ๋อร์ ในเมื่อเจ้าตรวจพบว่าพิษยังไม่หมด
เช่นนั้นเจ้าจะต้องมีวิธีขจัดพิษใช่หรือไม่?”
อวิ๋นลั่วเอ๋อร์พยักหน้าพลางกล่าวว่า
“ข้าจะกลับไปคิดทบทวนให้ดี แล้วจัดทำตำรับยาออกมา
จากนั้นค่อยหาซื้อยาตามตำรับมาให้ข้าตรวจดูอีกที แล้วข้าจะบอกท่านลุงเซวว่าต้องปรุงยาอย่างไรบ้าง!
แต่ยาทุกอย่างยังพอหาได้ เว้นแค่ ‘สวีสุ่ยเฉ่า’ (หญ้าชำระไขกระดูก)
ซึ่งมีเฉพาะในแคว้นหนานไห่ทางตอนใต้เท่านั้น สมุนไพรชนิดนี้หายากยิ่งนัก
เกรงว่าในเมืองหลวงจะไม่มีให้พบเห็นเลยก็ได้!”
“สวีสุ่ยเฉ่า?” หมอเทวดาเซวขมวดคิ้ว
ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะส่ายหัวพลางยิ้มอย่างขมขื่น “ในห้องยาของไท่อี้หย่วน
(กรมแพทย์หลวง) ก็ไม่มีสมุนไพรชนิดนี้เลย
ข้ายังไม่เคยได้ยินชื่อสมุนไพรชนิดนี้มาก่อนเสียด้วยซ้ำ”
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น