วันอาทิตย์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1124 พิษตกค้างยังไม่หมดสิ้น

 

บทที่ 1124 พิษตกค้างยังไม่หมดสิ้น

 

แม้ขันทีทั้งสองที่รับใช้ข้างกายจะหน้าซีดเผือดราวกับกระดาษ องค์ไท่จื่อก็ยังนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนจะหลุดหัวเราะออกมาอย่างอดไม่ได้ พลางตรัสว่า “โอ้? ใครพูดอะไรให้เจ้าฟัง จนทำให้เจ้ากลัวถึงเพียงนี้?”

อวิ๋นลั่วเอ๋อร์แลบลิ้นพลางหัวเราะ “บอกไม่ได้เพคะ! บอกไม่ได้! ทรงถามแบบนี้ หม่อมฉันชักจะเริ่มกลัวขึ้นมาอีกแล้วนะ ท่านลุงไท่จื่อ!”

องค์ไท่จื่ออดหัวเราะลั่นออกมาอีกครั้งไม่ได้ พลางกล่าวว่า “เจ้านี่เป็นเด็กสาวที่นิสัยแปลกประหลาดจริง ๆ!”

หมอเทวดาเซวรู้สึกจนปัญญาจะกล่าวอะไรแล้ว เขาอดบ่นในใจไม่ได้ว่า เด็กคนนี้มิใช่แค่แปลก แต่แทบจะหาเรื่องตายชัด ๆ!

“แค่ก ๆ!” หมอเทวดาเซวกระแอมไอเบา ๆ สองครั้ง พลางเตือนด้วยน้ำเสียงไม่รีบร้อนว่า “ลั่วเอ๋อร์ ยังไม่เริ่มอีกหรือ?”

เวลาจับชีพจรตรวจโรคทุกครั้งจะถูกกำหนดเอาไว้อย่างแน่นอน หากอยู่นานเกินไปก็อาจก่อให้เกิดข้อสงสัยและการคาดเดาไม่จำเป็นจากฝ่ายต่าง ๆ ซึ่งจะทำให้ต้องเสียเวลาไปกับการรับมือเรื่องไร้สาระเหล่านี้

องค์ไท่จื่อเองก็เข้าใจจุดนี้ จึงปรับสีหน้าให้สงบนิ่งขึ้นก่อนตรัสอย่างอ่อนโยนว่า “เชิญเถอะ แม่นางอวิ๋น”

อวิ๋นลั่วเอ๋อร์พยักหน้ารับ พลางยิ้มแล้วกล่าวว่า “ท่านลุงไท่จื่อทรงเรียกหม่อมฉันว่าลั่วเอ๋อร์ก็พอแล้วเพคะ!”

องค์ไท่จื่อเผยรอยยิ้มที่อ่อนโยนขึ้นเล็กน้อย ก่อนตรัสว่า “ได้สิ ลั่วเอ๋อร์”

อวิ๋นลั่วเอ๋อร์หยิบห่อผ้าขนาดเล็กที่พกติดตัวออกมา เมื่อคลี่ออกก็ปรากฏให้เห็นเข็มทองจำนวนสิบกว่าเล่มที่มีขนาดและความยาวแตกต่างกันเรียงเป็นแถว นางหยิบเข็มทองขึ้นมาหนึ่งเล่ม พลางขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนหันไปกล่าวว่า “ท่านลุงเซว บอกให้คนมาถอดอาภรณ์ของท่านลุงไท่จื่อออกเถอะ!”

“หา? อ้อ!” หมอเทวดาเซวชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะหันมามององค์ไท่จื่อโดยไม่รู้ตัว

เขาถึงกับสับสนขึ้นมาทันที เพราะการฝังเข็มนั้นย่อมต้องถอดเสื้อผ้าอยู่แล้ว แต่หมอเทวดาเซวก็ไม่กล้าลงมือถอดเสื้อผ้าขององค์ไท่จื่อเอง จึงได้แต่ยืนอึดอัดทำอะไรไม่ถูก

องค์ไท่จื่อเองก็รู้สึกกระดากอยู่เล็กน้อย

เรื่องนี้... เอาเข้าจริง หากเป็นหมอเทวดาเซวเป็นคนฝังเข็ม ก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่อวิ๋นลั่วเอ๋อร์ยังเป็นแค่เด็กสาว การจะถอดเสื้อผ้าต่อหน้านางแบบนี้…

มันไม่ทำลายชื่อเสียงของเด็กสาวหรอกหรือ?

หากเป็นผู้อื่น ต่อให้จะเก็บนางไว้เป็นอนุภรรยาในตำหนักบูรพา จัดแจงให้นางใช้ชีวิตอย่างสุขสบายไปตลอดกาล ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรนัก

แต่กับอวิ๋นลั่วเอ๋อร์นั้น แม้องค์ไท่จื่อจะเพิ่งพบหน้านางเป็นครั้งแรก แต่ก็รู้สึกถูกชะตานางมาก เป็นความเอ็นดูแบบผู้ใหญ่ที่มีต่อเด็ก ไม่มีทางทำเรื่องเสียหายกับนางได้อย่างแน่นอน

ยิ่งไปกว่านั้น จากท่าทางของเด็กสาวเองก็ดูเหมือนจะไม่เต็มใจเลยสักนิด

“เช่นนั้น ให้หมอเทวดาเซวเป็นคนฝังเข็มดีหรือไม่? แล้วให้เจ้าคอยชี้แนะอยู่ข้าง ๆ ก็พอ” องค์ไท่จื่อทรงคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตรัสขึ้น

“ไม่ได้เด็ดขาดเพคะ!” อวิ๋นลั่วเอ๋อร์โพล่งขึ้นทันที “เข็มพวกนี้หม่อมฉันต้องเป็นคนลงมือเองเท่านั้น เพราะหม่อมฉันต้องจับสัมผัสความผิดปกติของพลังเลือดลม เส้นชีพจร และกล้ามเนื้อของท่านลุงไท่จื่อด้วยตัวเอง ผู้อื่นจะทำได้อย่างไร? นี่คือวิชาลับประจำตระกูลของหม่อมฉันเพคะ!”

“อีกอย่าง วิชานี้ไม่ใช่ว่าใครก็เรียนได้หรอกนะ ท่านปู่หม่อมฉันบอกไว้ว่ามันขึ้นอยู่กับพรสวรรค์เพคะ!”

น่าเสียดายที่คนที่มีพรสวรรค์ที่สุดในรุ่นนี้ก็คือตัวนางเอง!

ดังนั้นเมื่ออวิ๋นลั่วเอ๋อร์พูดเรื่องนี้ สีหน้าของนางจึงเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจและอวดดีอย่างเห็นได้ชัด

“แต่ว่า…” องค์ไท่จื่อได้แต่ลังเล รู้สึกว่าคำพูดในใจมันเอ่ยออกไปไม่ได้ เพราะคำพูดแบบนี้จะพูดต่อหน้านางได้อย่างไร?

อวิ๋นลั่วเอ๋อร์กลับเข้าใจความหมายของเขา นางยิ้มพลางกล่าวว่า “ท่านลุงไท่จื่อจะทรงกังวลพระทัยไปทำไม? พระองค์เป็นคนไข้ของหม่อมฉัน ส่วนหม่อมฉันเป็นหมอ พระองค์เป็นผู้ใหญ่ หม่อมฉันเป็นผู้น้อย ไม่มีอะไรเสียหายสักหน่อยเพคะ!”

องค์ไท่จื่อชะงักไป ก่อนจะหัวเราะออกมาเสียงดัง “จริงด้วย! จริงด้วย! ฮ่า ๆ ดูท่าลุงช่างหัวโบราณเสียจริง พวกเจ้าสองคน เข้ามาถอดเสื้อให้สิ!”

ขันทีฉินกงกงกับอี้กงกงอีกคนรีบขานรับ แล้วเข้ามาถอดเสื้อคลุมชั้นนอกขององค์ไท่จื่อออกอย่างระมัดระวัง จนเหลือเพียงร่างเปลือยท่อนบน

เมื่ออวิ๋นลั่วเอ๋อร์เห็นร่างกายขององค์ไท่จื่อที่ผอมซูบจนแทบจะเหลือแต่กระดูก นางถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตั้งสติและเริ่มลงมือฝังเข็มอย่างตั้งใจ

ใช้เวลาประมาณสองเค่อ (ราวครึ่งชั่วโมง) อวิ๋นลั่วเอ๋อร์ฝังเข็มจนครบทุกจุดสำคัญ ทั้งบริเวณลำตัว ขา เท้า ศีรษะ และท้ายทอย จากนั้นจึงค่อย ๆ ถอนเข็มทองแต่ละเล่มออกมาอย่างเบามือ

เมื่อเสร็จสิ้น นางเหลือบมองขันทีทั้งสองคนแวบหนึ่ง ก่อนที่พวกเขาจะรีบเข้ามาสวมเสื้อผ้าให้องค์ไท่จื่ออีกครั้ง

องค์ไท่จื่อโบกมือให้ขันทีทั้งสองออกไป แล้วหันมามองอวิ๋นลั่วเอ๋อร์ด้วยสีหน้าจริงจัง พลางเอ่ยถามว่า “ลั่วเอ๋อร์ เป็นอย่างไรบ้าง? เจ้าบอกมาตรง ๆ ได้เลย ไม่ต้องปิดบัง”

“ลั่วเอ๋อร์ มีอะไรก็พูดออกมาตรง ๆ ได้เลย” หมอเทวดาเซวกล่าวอย่างอ่อนโยน

อวิ๋นลั่วเอ๋อร์มีสีหน้าหม่นลง ก่อนกล่าวว่า “ท่านลุงเซว ท่านบอกว่าท่านลุงไท่จื่อทรงป่วยเพราะพิษตกค้างมานานจนทำให้อวัยวะภายในเสียหาย ส่งผลให้เลือดลมพร่อง ฟื้นฟูกลับคืนไม่ได้ เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า พลังชีวิตก็ถูกทำลายจนถึงรากฐานของร่างกาย หากเหนื่อยล้าเกินไป หรือเกิดความเครียดและอารมณ์แปรปรวน ก็จะทรุดหนักจนล้มป่วย และเมื่อสะสมไปนานวันเข้า ร่างกายก็จะอ่อนแอลงเรื่อย ๆ จน…”

แม้ว่าองค์ไท่จื่อและหมอเทวดาเซวจะรู้อยู่แล้วว่าภาวะของพระองค์เป็นเช่นนี้ แต่เมื่อได้ยินคำอธิบายอย่างละเอียดจากอวิ๋นลั่วเอ๋อร์ ทั้งสองก็อดรู้สึกหม่นหมองขึ้นมาไม่ได้

หมอเทวดาเซวถอนหายใจพลางกล่าวว่า “มันก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ เฮ้อ!”

หากเป็นเพียงโรคทั่วไปก็ยังพอรักษาได้ แต่เมื่อร่างกายถูกทำลายถึงพลังชีวิตและรากฐานของสุขภาพ การจะฟื้นฟูให้กลับมาเป็นดังเดิมไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยตำแหน่งองค์ไท่จื่อของพระองค์ เบื้องบนก็มีพระบิดาที่คอยจับตาดูทุกฝีก้าว เบื้องล่างก็มีเหล่าพี่น้องที่จ้องจะช่วงชิงตำแหน่ง อีกทั้งยังมีขุนนางน้อยใหญ่คอยเพ่งเล็งอยู่รอบด้าน แล้วพระองค์จะมีเวลามาพักรักษาตัวได้อย่างไร?

หากพระองค์ละทิ้งทุกสิ่งและพักรักษาตัวจริง ๆ ก็คงไม่ต้องรอให้หายป่วย เพราะคงถูกผู้อื่นวางแผนกำจัดไปเสียก่อน

หลังจากครุ่นคิด องค์ไท่จื่อกลับเผยรอยยิ้มสรวลจาง ๆ ตรัสอย่างอบอุ่นว่า “รักษาโรคได้ แต่ฝืนลิขิตสวรรค์ไม่ได้ เรื่องนี้ก็สุดวิสัย พวกเจ้าไม่ต้องกังวลจนเกินไปหรอกนะ! ลั่วเอ๋อร์ มีอะไรก็พูดมาเถอะ”

อวิ๋นลั่วเอ๋อร์มีสีหน้าจริงจัง ก่อนเงยหน้าขึ้นมององค์ไท่จื่อแล้วกล่าวว่า “ท่านลุงไท่จื่อ ที่จริงแล้วมันไม่ใช่อย่างนั้น! พระวรกายของพระองค์ไม่ได้ย่ำแย่ถึงขนาดนั้นหรอกเพคะ!”

“ว่าอย่างไรนะ!” องค์ไท่จื่อและหมอเทวดาเซวต่างพากันเบิกตากว้างด้วยความยินดี ดวงตาทั้งสองส่องประกายทันที

“ลั่วเอ๋อร์?” องค์ไท่จื่อถึงกับตะลึง หัวใจเต้นระรัวอย่างไม่อาจควบคุม ทั้งตื่นเต้นและยินดีจนยากจะเอ่ยออกมาเป็นคำพูด

หมอเทวดาเซวเองก็ตื่นเต้นไม่แพ้กัน ไม่ได้มีท่าทีโกรธที่อวิ๋นลั่วเอ๋อร์หักล้างการวินิจฉัยของเขา กลับเต็มไปด้วยความคาดหวัง ตั้งตารอฟังคำอธิบายจากนาง

อวิ๋นลั่วเอ๋อร์จึงกล่าวขึ้นว่า “ท่านลุงเซวบอกว่าพิษในพระวรกายของท่านลุงไท่จื่อถูกขจัดไปหมดแล้ว แต่ความจริงมันยังไม่หมด! ก็เพราะในเลือดและเส้นลมปราณของท่านลุงไท่จื่อยังมีพิษตกค้างอยู่ ร่างกายจึงอยู่ในสภาพทรุดโทรมเช่นนี้ ต่อให้บำรุงมากแค่ไหนก็ไม่มีทางฟื้นฟูขึ้นมาได้! ยังดีที่วันนี้หม่อมฉันมา ถ้าไม่อย่างนั้น เกรงว่าอีกไม่เกินสามปี...”

คำพูดของอวิ๋นลั่วเอ๋อร์ทำให้องค์ไท่จื่อและหมอเทวดาเซวถึงกับเย็นวาบไปทั้งร่าง แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมา

“มิน่าล่ะ! มิน่าล่ะ! ที่แท้ยังมีพิษหลงเหลืออยู่นี่เอง! ข้าก็ว่าอยู่ ไฉนบำรุงรักษามาเนิ่นนานกลับไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้นเลย…” หมอเทวดาเซวพึมพำกับตัวเอง ก่อนรีบหันไปถามว่า “ลั่วเอ๋อร์ ในเมื่อเจ้าตรวจพบว่าพิษยังไม่หมด เช่นนั้นเจ้าจะต้องมีวิธีขจัดพิษใช่หรือไม่?”

อวิ๋นลั่วเอ๋อร์พยักหน้าพลางกล่าวว่า “ข้าจะกลับไปคิดทบทวนให้ดี แล้วจัดทำตำรับยาออกมา จากนั้นค่อยหาซื้อยาตามตำรับมาให้ข้าตรวจดูอีกที แล้วข้าจะบอกท่านลุงเซวว่าต้องปรุงยาอย่างไรบ้าง! แต่ยาทุกอย่างยังพอหาได้ เว้นแค่ ‘สวีสุ่ยเฉ่า’ (หญ้าชำระไขกระดูก) ซึ่งมีเฉพาะในแคว้นหนานไห่ทางตอนใต้เท่านั้น สมุนไพรชนิดนี้หายากยิ่งนัก เกรงว่าในเมืองหลวงจะไม่มีให้พบเห็นเลยก็ได้!”

“สวีสุ่ยเฉ่า?” หมอเทวดาเซวขมวดคิ้ว ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะส่ายหัวพลางยิ้มอย่างขมขื่น “ในห้องยาของไท่อี้หย่วน (กรมแพทย์หลวง) ก็ไม่มีสมุนไพรชนิดนี้เลย ข้ายังไม่เคยได้ยินชื่อสมุนไพรชนิดนี้มาก่อนเสียด้วยซ้ำ”

 

 

 

 

 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น