วันจันทร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

ัจับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1125 ตำรับยา

 

บทที่ 1125 ตำรับยา

 

อวิ๋นลั่วเอ๋อร์ยิ้มอย่างภาคภูมิ พลางกล่าวว่า “สมุนไพรบนโลกนี้มีมากมาย ท่านปู่ของข้ายังไม่กล้าพูดเลยว่ารู้จักสมุนไพรทุกชนิด ท่านลุงเซวไม่เคยได้ยินชื่อมันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรหรอก! ที่จริงแล้ว ข้าเคยเห็นบันทึกเกี่ยวกับมันในตำราโบราณเท่านั้น รู้แค่ว่ามันมีสรรพคุณอะไรบ้าง และรู้ว่ามีอยู่ในแคว้นหนานเจียงเมื่อก่อน ซึ่งปัจจุบันคือแคว้นหนานไห่ ส่วนจะขึ้นอยู่ที่ไหนนั้น ข้าเองก็ไม่ทราบเหมือนกัน!”

เมื่อเห็นหมอเทวดาเซวมองนางราวกับอยากถามอะไรบางอย่าง อวิ๋นลั่วเอ๋อร์ก็โบกมือพลางกล่าวต่อว่า “ตำราหมอและบันทึกที่บรรพบุรุษข้าทิ้งไว้ ข้าก็อ่านมาหมดแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีใครรู้ว่าสมุนไพรชนิดนี้ขึ้นที่ไหนกันแน่ แต่ถ้าท่านลุงไท่จื่อทรงส่งคนไปหาดู หม่อมฉันว่าก็คงไม่ยากหรอกเพคะ”

องค์ไท่จื่อพยักหน้าพร้อมยิ้มบาง ๆ กล่าวว่า “ลั่วเอ๋อร์ เจ้าช่วยกู ( (กู) คำสรรพนามเรียกแทนตัวเองของผู้มีอำนาจ เช่น อ๋อง เพื่อแสดงความถ่อมตัวต่อสวรรค์ ซึ่งแปลว่า โดดเดี่ยว,กำพร้า, ลำพัง ) ได้มากแล้ว ขอบใจเจ้ายิ่งนัก! เรื่องหาสมุนไพรนี้ กูจะจัดการเอง”

อวิ๋นลั่วเอ๋อร์ยิ้มรับพลางพยักหน้า

องค์ไท่จื่อจึงตรัสว่า “เรื่องนี้คงเร่งรีบในทันทีไม่ได้ เวลาก็ล่วงเลยมามากแล้ว พวกเจ้ากลับออกจากวังไปก่อนเถอะ”

หมอเทวดาเซวเองก็รู้ดีว่าวันนี้ใช้เวลาจับชีพจรนานกว่าปกติไปหนึ่งเค่อ (ประมาณ 15 นาที) จึงเป็นเวลาที่สมควรกลับ เขาจึงนำอวิ๋นลั่วเอ๋อร์คำนับทูลลาจากตำหนัก

เมื่อขึ้นรถม้าเรียบร้อยแล้ว อวิ๋นลั่วเอ๋อร์หันไปพูดกับหมอเทวดาเซวว่า “ท่านลุงเซว ข้าว่าท่านรีบไปหาท่านป้าของข้าเถอะ ท่านก็รู้ว่าท่านป้ามีนิสัยแบบไหน ถ้าท่านยังไม่ไป ข้าก็รับประกันอะไรไม่ได้หรอกนะว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง!”

หมอเทวดาเซวที่กำลังว้าวุ่นใจ ทั้งกังวลเรื่องอาการขององค์ไท่จื่อ ทั้งคิดหาวิธีหาสมุนไพรชำระไขกระดูก เมื่อได้ยินอวิ๋นลั่วเอ๋อร์ก็ถึงกับชะงักไป ก่อนจะยิ่งรู้สึกกระวนกระวายหนักขึ้น ถอนหายใจพลางกล่าวว่า “ข้าเองก็อยากไปอยู่หรอกนะ! แต่เจ้าก็เห็นนี่ วันนี้มันจะเป็นไปได้อย่างไร? ข้าจะละทิ้งองค์ไท่จื่อไปได้อย่างไรในช่วงเวลาสำคัญนี้...”

อวิ๋นลั่วเอ๋อร์แค่นเสียง พลางเบ้ปากเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า “ก่อนจะขจัดพิษออกจากร่างกายของท่านลุงไท่จื่อ ท่านจะทำอะไรได้มากมายที่ไหนกัน? ก็แค่การบำรุงรักษาเท่านั้น เขียนตำรับยาไว้ก็พอแล้วไม่ใช่หรือ? ในสำนักแพทย์หลวงมีหมออยู่ตั้งมากมาย ตรวจชีพจรให้ท่านลุงไท่จื่อใครก็ทำได้ทั้งนั้นแหละ! ข้าบอกท่านแล้วนะว่าจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าท่านยังไม่ไปหาท่านป้า ก็แล้วแต่ท่านก็แล้วกัน!”

หมอเทวดาเซวรู้สึกสับสนจนแทบอยากทุบกำแพงเสียให้ได้ เพราะอีกฝ่ายคือองค์ไท่จื่อ แต่อีกฝ่ายคือคนรักที่เขาคิดถึงมานานถึงเจ็ดปีเต็ม นี่มันช่างเป็นทางเลือกที่ยากเย็นเสียจริง!

“ลั่วเอ๋อร์” เขาคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ จึงหันมายิ้มอย่างอบอุ่นราวหยกขัดมัน พลางกล่าวกับอวิ๋นลั่วเอ๋อร์ว่า “ถ้าอย่างนั้น ลั่วเอ๋อร์ เจ้าพักอยู่ที่เมืองหลวงแทนข้าดีหรือไม่? ส่วนข้าจะไปหาเฉียงหวาเอง เจ้าว่าอย่างไร? ลั่วเอ๋อร์ ทั้งข้ากับท่านป้าของเจ้าต่างก็รักเจ้า ท่านลุงไท่จื่อก็ชอบเจ้า เจ้าย่อมไม่ใจร้ายปฏิเสธใช่หรือไม่?”

อวิ๋นลั่วเอ๋อร์ตั้งใจจะหาข้ออ้างอยู่ที่เมืองหลวงอยู่แล้ว พอได้ยินเช่นนี้ก็รู้สึกดีใจจนแทบเก็บอาการไม่อยู่ แต่กลับแสร้งทำหน้าขรึม ขมวดคิ้วทำท่าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะทำท่าทางเหมือนยอมรับอย่างไม่เต็มใจนักแล้วกล่าวว่า “เรื่องนี้...มันจะเหมาะสมหรือ?”

“เหมาะสมสิ เหมาะสมมาก!” หมอเทวดาเซวรีบตอบทันทีด้วยสีหน้าจริงจัง “อย่างที่เจ้าพูด การบำรุงรักษาและตรวจชีพจรไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนอะไร ข้าจะไปคุยกับองค์ไท่จื่อให้ดี หากมีเรื่องสำคัญจริง ๆ ก็ให้เขาส่งคนมาหาเจ้า เจ้าก็พักอยู่ที่จวนเว่ยหนิงโหวก็พอ ข้าไม่ห่วงเรื่องอื่นเลย ที่ห่วงก็คือกลัวจะมีคนคิดก่อเรื่องขึ้นมาอีก”

อวิ๋นลั่วเอ๋อร์ยิ่งรู้สึกยินดีเข้าไปใหญ่ ถึงขั้นไม่อยากแสร้งทำท่าทางอีกแล้ว นางพยักหน้าพลางยิ้มกว้างกล่าวว่า “ตกลง! งั้นก็ตกลงตามนี้เลย! ท่านเตรียมตัวให้พร้อม แล้วรีบออกจากเมืองหลวงไปหาท่านป้าของข้าได้แล้ว!”

หมอเทวดาเซวโล่งใจแล้วก็หัวเราะพลางกล่าวว่า “แน่นอนอยู่แล้ว!”

เมื่อจัดการเรื่องทั้งหมดเสร็จสิ้นลง คาดว่าคงต้องใช้เวลาสักสิบวันครึ่งเดือน แต่ไม่เป็นไร เขารอคอยมาหลายปีขนาดนี้แล้ว จะให้รออีกสิบกว่าวันก็คงไม่เป็นไร…

แต่ทำไมจิตใจมันถึงได้กระวนกระวายราวกับโดนแมวข่วนแบบนี้นะ? หมอเทวดาเซวถึงกับอดชื่นชมตัวเองไม่ได้ว่า เจ็ดปีที่ผ่านมานั้น สองพันกว่าคืนที่เฝ้ารอ นี่เขาผ่านพ้นมาได้อย่างไรกันนะ!

ในที่สุดเหลียนเจ๋อและหลี่อวิ๋นหานก็กลับมาจากแดนตะวันตกเฉียงเหนือ หลังจากเดินทางอย่างเหนื่อยล้า เมื่อได้ยินข่าวว่าเหลียนเช่อสอบได้ตำแหน่ง ทั่นฮวา เหลียนเจ๋อก็ยินดีอย่างยิ่ง ยิ้มกว้างด้วยความสุขเสียจนไม่รู้จะพูดอะไรออกมาดี

การจัดงานเลี้ยงฉลองย่อมเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ เหลียนเจ๋อมีความสุขจนความรู้สึกเศร้าเสียใจเกี่ยวกับสวีอี้หยุนพลันจางหายไปมาก

เมื่อกำหนดวันงานและรายชื่อแขกเรียบร้อยแล้ว เหลียนเจ๋อจึงปรึกษากับสวีอี้หยุนถึงเรื่องการจัดงานเลี้ยง “ตระกูลเหลียนของเรามีพื้นฐานที่บางเบา งานนี้ไม่จำเป็นต้องจัดใหญ่โตมากนัก เอาให้เรียบร้อยดูดีเป็นพอ แขกของฝั่งเรารวมทั้งฝั่งพี่เขยและพี่สาวก็คงประมาณสามสิบโต๊ะได้ จัดตามมาตรฐานงานเลี้ยงในเมืองหลวงที่สูงขึ้นมาหน่อยก็พอ ช่วงนี้ข้าอาจจะต้องไปทำงานที่กรม ยังมีบัญชีบางส่วนที่ต้องจัดการเอง เรื่องนี้จึงต้องฝากให้เจ้าดูแลแทน”

สวีอี้หยุนยิ้มพลางกล่าวว่า “นายท่านสองวางใจเถอะเจ้าค่ะ การที่นายท่านสามสอบได้ตำแหน่งทั่นฮวานับเป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่ง ต่อให้ข้าไม่รู้เรื่องอะไร ยังมีพ่อบ้านและคนอื่น ๆ ช่วยดูแล รับรองว่าจัดการทุกอย่างได้เรียบร้อยแน่นอน จะไม่ให้ตระกูลเหลียนต้องเสียหน้าเด็ดขาดเจ้าค่ะ”

เหลียนเจ๋อได้ยินดังนั้นก็หันมามองนางแวบหนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าพร้อมรอยยิ้มเอ่ยสั้น ๆ ว่า “อืม” ในใจพลันรู้สึกว่างเปล่าขึ้นมาชั่วขณะ บ้านที่มีสตรีดูแล กับบ้านที่ไม่มี มันช่างต่างกันนัก! แม้แต่การใช้ชีวิตเช่นนี้ไปทั้งชีวิต เขาก็ยินดีเต็มใจ

ก็เพราะในใจและในสายตาของเขามีเพียงนางคนเดียวเท่านั้น

“ช่วงนี้เจ้าทำอะไรอยู่ที่บ้านหรือ? หรือว่าคนในบ้านไม่เชื่อฟังเจ้าหรือมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น? เหตุใดเจ้าดูผอมลงไปมากเช่นนี้?” เหลียนเจ๋อเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงห่วงใย ขณะมองสวีอี้หยุน

สวีอี้หยุนไม่กล้าสบตาเขา จึงก้มหน้าน้อย ๆ ก่อนยิ้มกลบเกลื่อนพลางส่ายศีรษะเบา ๆ แล้วตอบว่า “จริงหรือ? ข้าไม่รู้สึกเลยนะ! คงเป็นเพราะอากาศเปลี่ยนแปลง ทำให้ข้ากินอะไรไม่ค่อยลงกระมัง คนในจวนก็ล้วนทำงานกันดี ไม่มีใครไม่เชื่อฟังเลย ช่วงนี้จวนก็สงบเรียบร้อย ท่านไม่ต้องเป็นห่วงข้าหรอกเจ้าค่ะ! กลับเป็นท่านต่างหาก…”

สวีอี้หยุนดูอึดอัดเล็กน้อย ก่อนจะหยุดพูดไปชั่วครู่ แล้วฝืนยิ้มบาง ๆ พลางกล่าวว่า “ท่านออกไปทำงานตากแดดตากลมมานาน กลับมาครั้งนี้ก็ควรพักผ่อนให้เต็มที่นะเจ้าคะ…”

หัวใจของเหลียนเจ๋อพลันเต็มไปด้วยความสุขและความรู้สึกยินดีอย่างบอกไม่ถูก เขาหัวเราะพลางกล่าวว่า “ข้าเป็นผู้ชายตัวโต ๆ จะไปบอบบางอะไรนักหนา เจ้าไม่ต้องมาดูแลข้าหรอก! เจ้าบอกว่ากินอะไรไม่ค่อยได้ หรือว่าอาหารที่แม่ครัวทำมันไม่ถูกปากเจ้า? เจ้าชอบอาหารแบบไหน เดี๋ยวข้าจะบอกให้พ่อบ้านไปหาพ่อครัวดี ๆ มาให้”

พูดจบ เหลียนเจ๋อก็หันไปสั่งหลู่หมอมอว่า “หมอมอ อย่าลืมเรื่องนี้ล่ะ เดี๋ยวไปบอกพ่อบ้านที่เรือนชั้นนอก ให้จัดการเรื่องนี้ที”

“เอ่อ…” หลู่หมอมอยิ้มบาง ๆ แต่ก็ไม่รู้จะพูดอะไรดี ในใจนางนั้นเอียงข้างเหลียนเจ๋อไปนานแล้ว เพราะนายท่านสองปฏิบัติต่อฮูหยินสองอย่างดีจนแทบจะทำให้นางเคยตัวเสียด้วยซ้ำ ยิ่งไปกว่านั้น นางรู้อยู่แก่ใจว่าสาเหตุที่ฮูหยินสองผอมลง ไม่ได้เกี่ยวกับอาหารเลยแม้แต่น้อย

“ไม่ต้องหรอกเจ้าค่ะ ไม่ต้องเลย!” สวีอี้หยุนรู้สึกสับสนในใจอย่างบอกไม่ถูก รีบกล่าวห้ามพลางพูดตะกุกตะกักว่า “ไม่ใช่เรื่องของพ่อครัว ข้า...ข้าเป็นอย่างนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว อีกไม่นานก็คงจะดีขึ้นเอง นายท่านสอง อย่าทำเช่นนี้เลยเจ้าค่ะ! ท่านทำแบบนี้ ข้ารู้สึกไม่สบายใจเลย ข้า…”

พูดไป น้ำเสียงของนางก็เริ่มสั่นเครือ ความรู้สึกตื้นตันแล่นขึ้นมาจุกอกจนจมูกแสบ นางเกือบจะกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่ ทำไมเขาต้องดีกับนางถึงเพียงนี้? ดีจนทำให้นางรู้สึกว่าตัวเองช่างเลวร้ายเหลือเกิน

เหลียนเจ๋อรู้สึกแปลกใจกับท่าทีที่ดูร้อนรนของนาง แต่เมื่อเห็นนางเป็นเช่นนั้นจึงไม่คิดจะบังคับอีกต่อไป เขายิ้มพลางกล่าวว่า “ก็ดี ตามใจเจ้าก็แล้วกัน อย่ากังวลไปเลย”

“ขอบคุณนายท่านสองเจ้าค่ะ!” สวีอี้หยุนถอนหายใจโล่งอก พลางเอ่ยขอบคุณเบา ๆ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น