วันจันทร์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2568

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1146 ชักใยอยู่เบื้องหลัง

 

บทที่ 1146 ชักใยอยู่เบื้องหลัง

เหลียนฟางโจวรีบพูดขึ้นด้วยความร้อนรน "ข้าก็แค่พูดไปอย่างนั้นเอง! ก็ถ้าข้าคิดเล็กคิดน้อยไปหน่อยแล้วจะทำไม? ท่านจะต้องทำท่าทางจริงจังขนาดนั้นเลยหรือ?"

แต่หลี่ฟู่กลับจับมือนางไว้แน่น สีหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นจริงจังมากขึ้น พลางส่ายศีรษะและพูดว่า "ไม่ ข้ากลับคิดว่าเจ้าพูดมีเหตุผล! หรงซื่อจื่อไม่มีทางที่จะทิ้งชีวิตที่ดีของเขาไปโดยเปล่าประโยชน์ แล้วไปโลภสมบัติของตระกูลเหลียนจนถึงขั้นต้องยอมเสี่ยงเกียรติของตัวเองด้วยการพยายามล่อลวงหญิงที่มีสามีแล้ว เรื่องแบบนี้เป็นที่น่ารังเกียจในหมู่ปัญญาชน เขาย่อมรู้ดี! แต่เขากลับยังเลือกที่จะทำ นั่นแสดงว่ามีเพียงเหตุผลเดียวเท่านั้น คือการทำเช่นนี้เขาจะได้ประโยชน์ที่ใหญ่กว่ามาก เจ้าลองคิดดูสิ มีประโยชน์ใดบ้างที่ใหญ่กว่าการสนับสนุนและช่วยเหลือองค์ชายพระองค์หนึ่งขึ้นคสองบัลลังก์? และเพื่อให้ได้ผลงานใหญ่หลวงเช่นนี้ มีความเสี่ยงใดที่เขาจะไม่กล้าเผชิญบ้าง?"

"นี่มัน..." เหลียนฟางโจวอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงที่แฝงความกังวล "ท่านพูดมาเช่นนี้ มันก็... มันก็ดูจะมีเหตุผลอยู่..."

นี่ถือว่าเป็นการบังเอิญได้คำตอบที่ถูกต้องหรือไม่?

"แต่ข้าว่ามันไม่น่าใช่" คราวนี้เหลียนฟางโจวกลับส่ายหัวและพูดขึ้น "ตระกูลจูร่ำรวยมากอยู่แล้วมิใช่หรือ? หากหลีอ๋องมีตระกูลจูสนับสนุนเรื่องเงินก็ไม่น่าจะขาดแคลน เขาจะเสี่ยงทำเรื่องใหญ่ขนาดนี้ไปเพื่ออะไร?"

หลี่ฟู่ตอบ "นั่นก็ไม่แน่เสมอไป สำหรับพวกเขา การทำเช่นนี้อาจไม่ได้ถือว่าเป็นความเสี่ยงเลยก็ได้ เพราะสุดท้ายแล้ว หรงซื่อจื่อกับ... เอ่อ! เรื่องที่เกิดขึ้นในตอนนี้ คงไม่มีใครคาดคิดว่ามันจะกลายเป็นแบบนี้ หากแผนสำเร็จ พวกเขาอาจใช้โอกาสนี้มาทำร้ายเจ้ากับข้าได้อีก ทำไมพวกเขาจะไม่ทำล่ะ? ยิ่งไปกว่านั้น ต่อให้ตระกูลจูร่ำรวยแค่ไหน หลีอ๋องอาจไม่ได้อยากพึ่งพิงตระกูลจูในทุกเรื่อง เขาอาจกลัวว่าหากวันหนึ่งเกิดคุมตระกูลจูไม่ได้ จะกลายเป็นปัญหาใหญ่ในภายหลัง!"

เหลียนฟางโจวลังเลอีกครั้ง ก่อนถอนหายใจและพยักหน้าพูดว่า "ที่ท่านพูดมาก็ถูก และนอกจากนี้ก็ไม่มีเหตุผลอื่นใดที่ฟังขึ้นอีกแล้ว! หรงซื่อจื่อเองไม่มีเหตุผลที่จะเสี่ยงโลภสมบัติมากมายขนาดนี้ ดูเหมือนว่าหลีอ๋องจะเป็นคนเดียวที่ต้องการจริงๆ!"

แน่นอนว่า องค์ไท่จื่อเองก็ต้องการเงินเช่นกัน แต่ในเมื่อไท่จื่ออยู่ฝ่ายเรา ย่อมไม่มีทางทำเรื่องเช่นนี้แน่นอน!

หลี่ฟู่แววตาเย็นเยียบและหัวเราะอย่างเย้ยหยัน "ข้าก็ว่าแล้ว หลีอ๋องและพรรคพวกสงบเสงี่ยมมานานขนาดนี้ จะให้สงบต่อไปได้อย่างไร? แล้วดูสิ ตอนนี้ก็เริ่มลงมือทำเรื่องลับๆ ล่อๆ อีกแล้ว!"

ไท่จื่อตรัสถูกแล้ว หลีอ๋องไม่ควรถูกจัดการแบบรับมือเฉพาะหน้าอีกต่อไป ต้องรุกก่อน...

คิดแล้ว ตอนนี้อีกฝ่ายเองก็คงจะร้อนรนไม่เบา...

เมื่อเรื่องนี้ดูเหมือนจะเกี่ยวพันกับหลีอ๋อง จึงไม่ใช่ปัญหาของตระกูลเหลียนเพียงตระกูลเดียวอีกต่อไป หลี่ฟู่จึงรวบรวมความคิดให้เป็นระเบียบ ก่อนบอกเหลียนฟางโจวสั้นๆ แล้วเดินไปที่ห้องหนังสือ

เขาต้องรีบส่งรายละเอียดทั้งหมดของเรื่องนี้ไปยังตำหนักบูรพาโดยเร็ว เพราะไท่จื่อยังมีคนที่มีความสามารถยอดเยี่ยมอยู่ภายใต้บัญชา อาจเป็นไปได้ที่พวกเขาจะสามารถสืบหาความจริงบางอย่างได้

ส่วนเจ้านายลึกลับที่อยู่เบื้องหลังหรงซื่อจื่อในตอนนี้ โกรธจนแทบกระอัก เลยเผลอสบถคำว่า "คนไร้ประโยชน์! ขยะสิ้นดี!" ออกมาไม่รู้กี่ครั้ง แต่ถึงจะโกรธหรือด่าอย่างไร ก็ไร้ผล เพราะหรงซื่อจื่อยังคงหมดสติไม่ฟื้น ทำให้เขาเองก็ถูกปิดบังข้อมูลสำคัญนี้ไปด้วย

หรงซื่อจื่อเข้าใจดีว่าถ้าหากเจ้านายรู้เรื่องที่เขาทำผิดพลาดนี้อย่างละเอียด เขาจะต้องเผชิญกับโทสะอันร้ายกาจที่ตนเองไม่อาจรับมือไหวแน่ๆ

ในจวนตระกูลเหลียน หลังจากที่เหลียนเจ๋อและสวีอี้หยุนรับสำรับมื้อเที่ยงเสร็จไม่นาน หลู่หมอมอก็เข้ามารายงานว่า "แม่นางซือซืออยากจะมาเยี่ยมนายท่านสองเจ้าค่ะ"

มือของสวีอี้หยุนกำแน่นโดยไม่รู้ตัว สายตาหันไปมองเหลียนเจ๋อทันที

เหลียนเจ๋อกลับมีประกายขึ้นในดวงตา ใบหน้าก็แสดงความห่วงใยออกมาอย่างชัดเจน รีบพูดว่า "ซือซือยังรักษาบาดแผลอยู่ไม่ใช่หรือ? ทำไมถึงมาได้!"

หลู่หมอมอมองสวีอี้หยุนแวบหนึ่งอย่างรวดเร็ว ก่อนจะยิ้มและพูดว่า "ช่วงสองวันที่ผ่านมาแม่นางซือซือพักฟื้นจนดีขึ้นมากแล้ว สามารถลุกจากเตียงได้ จึงอยากมาดูนายท่านสอง พวกเราก็ไม่กล้าห้ามนางเจ้าค่ะ"

เหลียนเจ๋อจึงพูดว่า"รีบไปให้คนพยุงนางเข้ามาเถิด!"

สวีอี้หยุนรู้สึกเจ็บแปลบในใจเล็กน้อย แต่ก็ลุกขึ้นพร้อมกับยิ้มและพูดว่า "ข้าไปดูนางหน่อยดีกว่า!"

เหลียนเจ๋อกลับดึงนางไว้ พูดพร้อมรอยยิ้มว่า "เจ้าไม่ต้องไปหรอก ให้หลู่หมอมอไปก็พอแล้ว"

ซือซือช่วยชีวิตเขาไว้ ไม่ว่าเขาจะปฏิบัติต่อนางอย่างไรก็ถือว่าเหมาะสม แต่เหลียนเจ๋อไม่อยากให้ภรรยาที่เขารักต้องรู้สึกขุ่นข้องหมองใจแม้แต่น้อย

ท้ายที่สุด ซือซือก็เป็นเพียงคนรับใช้คนหนึ่ง

เมื่อสวีอี้หยุนเห็นว่าเขาให้ความสำคัญและปกป้องนางเช่นนี้ ความรู้สึกขมขื่นในใจก็จางลงไปบ้าง นางยิ้มอ่อนโยนพลางพูดว่า "ข้าไปดูหน่อยเถอะ! ไม่ว่าจะอย่างไร นางก็ช่วยชีวิตทั้งท่านทั้งข้าไว้"

เหลียนเจ๋อได้แต่ถอนใจอย่างจนปัญญา

สวีอี้หยุนกำลังจะเดินออกไป แต่กลับได้ยินเสียงอึกทึกดังมาจากหน้าประตู ไม่นานนักก็เห็นซือซือเดินกระเผลกเข้ามาในห้องโดยมีแม่บ้านสองคนพยุงตัวนางไว้ นางจ้องมองเหลียนเจ๋อด้วยน้ำตาคลอ พร้อมเอ่ยเรียกเสียงสะอื้น "นายท่านสอง! นายท่านสอง!"

เมื่อมาถึงข้างเตียง ซือซือเห็นเหลียนเจ๋อในสภาพเช่นนี้ ก็อดไม่ได้ที่จะยกมือขึ้นปิดหน้าแล้วร้องไห้เบาๆ พลางสะอื้นพูดว่า "สวรรค์ทรงโปรด... สวรรค์ยังมีตา... นายท่านสอง ในที่สุดท่านก็ปลอดภัยแล้ว ในที่สุดท่านก็ปลอดภัยเสียที! บ่าวเป็นห่วงท่านเหลือเกิน... ฮือๆ... บ่าวกลัวเหลือเกินว่าท่านจะเป็นอะไรไป..."

เมื่อเห็นนางร้องไห้อย่างสะเทือนใจเช่นนี้ ทุกคนในห้องต่างก็อดรู้สึกซาบซึ้งไม่ได้

แต่สำหรับสวีอี้หยุน นอกจากความสะเทือนใจแล้ว หัวใจของนางกลับเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและหนักอึ้งราวกับถูกหลอมด้วยตะกั่ว

แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับซือซือที่อยู่ในสภาพเช่นนี้ สวีอี้หยุนจะพูดอะไรได้เล่า?

เหลียนเจ๋อเมื่อเห็นซือซือร้องไห้อย่างสะเทือนใจ ก็รู้สึกซาบซึ้งอยู่บ้าง รีบสั่งให้คนยกม้านั่งปักลายมาให้ซือซือนั่ง แล้วพูดด้วยรอยยิ้มว่า "เจ้าดูสิ ข้าไม่ได้เป็นอะไรแล้วนี่! เลิกร้องไห้เถอะ! แต่ตัวเจ้าเองสิ บาดเจ็บไม่น้อยแท้ๆ แทนที่จะพักฟื้นในห้อง กลับมาที่นี่ทำไม?"

ซือซือเมื่อเห็นว่าเขาใส่ใจตนเอง ก็รู้สึกยินดีจนใบหน้าเริ่มมีสีแดงระเรื่อด้วยความเขินอาย รีบหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับน้ำตา พร้อมกับยิ้มและพูดว่า "ถ้าบ่าวไม่ได้เห็นกับตาว่านายท่านสองปลอดภัยดี บ่าวคงไม่สบายใจ! บ่าวนี่มันไม่ได้เรื่องเลย ทำตัวเองให้เจ็บแบบนี้ ยังไม่สามารถอยู่ดูแลนายท่านสองได้อีก!"

ซือซือพูดพลางแอบเหลือบมองสวีอี้หยุนเล็กน้อย สายตานั้นแม้ดูเหมือนไม่มีอะไร แต่กลับแฝงไปด้วยความไม่พอใจและศัตรูอย่างชัดเจน แม้คนอื่นอาจไม่ทันสังเกต แต่เหลียนเจ๋อและสวีอี้หยุนต่างก็รับรู้ได้

สวีอี้หยุนได้แต่ยิ้มขมขื่นในใจ ด้วยความภักดีและความรักที่ซือซือมีต่อเหลียนเจ๋อ นางคงโทษว่าการบาดเจ็บของเขาเป็นความผิดของข้า ในอนาคต หากข้าต้องการอยู่ร่วมกับนางอย่างสงบสุข เกรงว่าคงไม่ใช่เรื่องง่ายนัก!

“พวกเจ้าออกไปให้หมด!” เหลียนเจ๋อหันมองไปรอบๆ สายตากวาดผ่านทุกคนในห้อง

บ่าวไพร่พากันตอบรับแล้วทยอยออกไป ไม่นานในห้องพักก็เหลือเพียงสามคน คือ เหลียนเจ๋อ สวีอี้หยุน และซือซือ

สีหน้าของซือซือพลันหม่นหมองลงทันที นางเหลือบมองสวีอี้หยุนด้วยสายตาไม่พอใจ แม้ไม่ได้พูดอะไร แต่ความเคืองแค้นในใจนั้นชัดเจน

“ซือซือ” เหลียนเจ๋อพูดด้วยรอยยิ้ม “เรื่องวันนั้นเป็นเพียงอุบัติเหตุ ตอนนี้มันผ่านไปแล้ว ใครก็ห้ามพูดถึงอีก และอย่าเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟัง นอกจากนี้ ต่อไปเจ้าต้องไม่เสียมารยาทต่อฮูหยินสอง”

ซือซือชะงักไปเล็กน้อย ก่อนกัดริมฝีปากพลางพูดว่า “นายท่านสอง... บ่าวก็แค่เป็นห่วงนายท่านสอง...”

สายตาของสวีอี้หยุนหม่นลง นางขยับปากเหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง แต่เหลียนเจ๋อกลับพูดขึ้นมาก่อน “ซือซือ ฮูหยินสองคือนายหญิงของตระกูลเหลียน!”

ซือซือชะงักไปอีกครั้ง รีบฝืนตัวลุกขึ้นพลางพูดว่า “เจ้าค่ะ... บ่าวทราบแล้ว บ่าวจะทำตามที่นายท่านสองบอก!”

“ซือซือ เจ้านั่งลงเถอะ อย่าลุกขึ้นเลย” สวีอี้หยุนเห็นดังนั้นก็ยื่นมือออกไปเพื่อช่วยพยุงนางให้นั่งลง

ในใจของซือซือกำลังรู้สึกไม่ยุติธรรมแทนเหลียนเจ๋อ และยังโกรธสวีอี้หยุนอยู่ จึงไม่ยอมรับความหวังดีของนาง นางหลบมือของสวีอี้หยุนไปอย่างดื้อรั้น พร้อมพูดเสียงเบา "นายท่านสอง บ่าวได้เห็นว่านายท่านสองปลอดภัยดีแล้ว บ่าวก็วางใจ บ่าวไม่รบกวนการพักผ่อนของนายท่านสอง บ่าวขอตัวก่อนเจ้าค่ะ!"

เหลียนเจ๋อแม้อยากจะพูดอะไรอีก แต่เมื่อเห็นท่าทีของซือซือ ก็อดรู้สึกสงสารไม่ได้ เขาจึงพยักหน้าและพูดว่า "เจ้าไปพักฟื้นรักษาแผลให้ดี ต่อไปไม่ต้องมาที่นี่อีก"

สวีอี้หยุนเรียกให้สาวใช้และแม่บ้านจากด้านนอกเข้ามา เพื่อช่วยพยุงซือซือออกไป

ก่อนที่ซือซือจะจากไป นางหันมามองสวีอี้หยุนอย่างลึกซึ้ง แต่ไม่ได้พูดอะไรอีก

 

 

 

 

 

 

 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น