วันอังคารที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2568

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1147 ประหลาดใจ

 

บทที่ 1147 ประหลาดใจ

เหลียนเจ๋อจับมือของสวีอี้หยุนไว้ พลางยิ้มและพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า "ซือซือไม่ได้ตั้งใจเสียมารยาทกับเจ้า อย่าเก็บไปใส่ใจเลย อย่าถือสานาง ผ่านไปสักพักทุกอย่างก็คงดีขึ้นเอง"

สวีอี้หยุนรู้สึกเจ็บปวดใจยิ่งขึ้น แม้จะพยักหน้าพร้อมฝืนยิ้ม แต่ในใจก็ยังไม่สบายใจนัก  "ข้าจะไปถือสานางได้อย่างไรเล่า? นางไม่ได้ทำผิดอะไร นางก็แค่ทุ่มเททุกอย่างเพื่อท่าน... แต่เป็นข้า เป็นข้าที่ทำให้ท่านต้องเจ็บปวด!"

เหลียนเจ๋อยกมือขึ้นปิดปากนาง พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงตำหนิ "เราไม่ได้ตกลงกันไว้แล้วหรือว่าจะไม่พูดถึงเรื่องนี้อีก? แล้วเจ้าจะพูดขึ้นมาอีกทำไม?"

เมื่อคิดถึงความจงรักภักดีของซือซือ รวมถึงท่าทีที่แสดงความไม่พอใจต่อสวีอี้หยุนอย่างไม่ปิดบังเมื่อครู่ เหลียนเจ๋อก็รู้สึกปวดหัวไม่น้อย

เขาเป็นคนใจกว้างกับผู้ใต้บังคับบัญชา โดยเฉพาะกับสาวใช้และแม่บ้านในจวน เว้นแต่ว่าพวกนางจะทำผิดร้ายแรง เขาก็มักจะปล่อยให้แม่บ้านที่ดูแลจวนเป็นคนจัดการลงโทษ แต่ในเรื่องอื่นๆ เขามักจะปฏิบัติต่อทุกคนด้วยความใจดีเสมอ

ยิ่งไปกว่านั้น ซือซืออาศัยอยู่ในตระกูลเหลียนมานาน และครั้งนี้นางยังยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อช่วยเหลียนเจ๋อ จะไม่พูดถึงเรื่องวันนี้เลยก็ว่าได้ แม้ในอนาคตนางจะแสดงท่าทีไม่พอใจหรือไม่สุภาพต่อสวีอี้หยุน เหลียนเจ๋อก็ไม่อาจหาวิธีที่จะลงโทษนางได้เพียงเพราะเรื่องนี้

สวีอี้หยุนลอบมองสีหน้าของเหลียนเจ๋อ และย่อมเห็นได้ชัดว่าเขารู้สึกลำบากใจ

หัวใจของสวีอี้หยุนเหมือนถูกบิดจนแทบจะเป็นเกลียว แต่นางก็ยังคงยิ้มอย่างทำตัวให้ดูสบายใจ พลางพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า "นายท่านสองดูแลร่างกายให้ดีเถิด ไม่ต้องกังวลเรื่องพวกนี้! นายท่านสองวางใจเถอะ ข้า... ข้าไม่ใช่คนที่ไม่มีเหตุผลหรือคับแคบหรอก ข้าจะพยายามอยู่ร่วมกับซือซือให้ได้ดี เรื่องนี้ พูดไปแล้วก็เป็นความผิดของข้าเอง จะโทษนางไม่ได้เลย แต่ซือซือมีใจจงรักภักดีต่อนายท่านสองขนาดนี้ นางย่อมไม่ทำให้ข้าต้องเสียหน้าในที่สาธารณะ ในเมื่อบ้านเราอยู่กันอย่างสงบสุข เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว!"

เหลียนเจ๋อได้ฟังคำพูดของสวีอี้หยุน แม้จะรู้สึกว่ามีบางอย่างแปลกอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้คิดมาก หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็ยิ้มให้สวีอี้หยุน ก่อนกล่าวว่า

"เจ้าคิดเช่นนี้ได้ ข้าก็วางใจแล้ว! แต่ปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปก็ไม่ดีนัก เช่นนี้เถิด รอจนซือซือฟื้นตัวดีแล้ว หากมีพ่อค้าหรือคนงานเดินทางลงใต้ ข้าจะให้พวกเขาพาซือซือกลับบ้านเกิด ไปอยู่เป็นเพื่อนกับอาหญิงสามและชิงเอ๋อร์ เช่นนี้ เจ้ากับข้าก็หมดกังวล!"

สวีอี้หยุนได้ฟังดังนั้น นางดีใจจนแววตาเป็นประกาย แต่ยังไม่ทันที่ประกายความยินดีนั้นจะส่องสว่างเต็มที่ มันก็จางหายไปครึ่งหนึ่ง ก่อนที่นางจะส่ายหน้าพลางกล่าวว่า "ไม่ได้! ไม่ได้เด็ดขาด! แบบนี้ไม่เหมาะสมเลย!"

หากทำเช่นนี้ ทั้งจวนคงกล่าวว่านางใจแคบ ไม่อาจอดทนให้ซือซืออยู่ร่วมกันได้ เช่นนั้น ผู้คนย่อมเกิดความเย็นชาห่างเหิน และไม่ยอมรับนาง แล้วนาง จะบริหารดูแลจวนได้อย่างไร?

"ทำไมเล่า?" เหลียนเจ๋อเอ่ยด้วยความแปลกใจ "ส่งนางกลับไปเป็นทางออกที่ดีที่สุดมิใช่หรือ? อีกอย่าง เดิมทีนางก็เป็นคนของชิงเอ๋อร์ เพียงเพราะตอนนั้น จวนตระกูลเหลียนเพิ่งสร้างขึ้นใหม่ ข้ายังไม่ได้แต่งภรรยา งานจิปาถะในเรือนจึงไม่มีใครดูแล ชิงเอ๋อร์จึงส่งนางมา ช่วยจัดการเรื่องเหล่านั้น ข้าก็เลยรับนางไว้ บัดนี้ ข้ามีเจ้าอยู่เคียงข้างแล้ว จะส่งนางกลับไปก็ย่อมไม่มีปัญหา"

สวีอี้หยุนได้ฟังคำพูดนี้ หัวใจของนางเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนยากจะอธิบาย นางฝืนยิ้มอย่างขมขื่นก่อนกล่าวว่า อาเจ๋อ ท่านยังพูดเรื่องพวกนี้อีกทำไม? ซือซือเป็นของท่านไปแล้ว จะให้ส่งคืนให้ชิงเอ๋อร์ได้อย่างไร? เพราะท่าน นางถึงต้องกลายเป็นเช่นนั้น  หากท่านส่งนางกลับไปบ้านเกิดเช่นนี้ ผู้คนจะมองข้าอย่างไร! ข้ารู้ว่าท่านทำเพื่อข้า แต่ไม่จำเป็นต้องทำถึงเพียงนี้ ข้า... ข้าได้คิดทบทวนอย่างถี่ถ้วนแล้ว ข้าจะอยู่ร่วมกับซือซือให้ได้!"

เหลียนเจ๋อถึงกับตกตะลึง ก่อนจะตระหนักได้ว่าคำพูดของสวีอี้หยุนนั้นฟังดูแปลกไป เขารีบกล่าวทันทีว่า "เจ้าหมายความว่าอย่างไรกันแน่? อะไรที่ว่าเป็นคนของข้า? ข้าส่งนางไปแล้วทำไมถึงต้องมีคนพูดว่าเจ้ารับนางไม่ได้? ทำไมข้าถึงฟังไม่เข้าใจเลย?"

สวีอี้หยุนกัดริมฝีปากแน่น ในแววตาเต็มไปด้วยความขุ่นเคืองและประชดประชัน นางกัดฟันกล่าวว่า "ท่านก็ยังแกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่อง! ข้ารู้ทุกอย่างแล้ว! ท่านจะมาเสแสร้งต่อหน้าข้าอีกทำไม! คืนที่จัดงานเลี้ยงฉลองให้เช่อเอ๋อร์ ไม่ใช่ว่านางเป็นคนพยุงท่านกลับไปพักในห้องหนังสือหรือ?"

เหลียนเจ๋อไม่ได้ปฏิเสธเรื่องนั้น เขาพยักหน้าแล้วกล่าวว่า "ใช่ วันนั้นตอนกลางคืน—"

"เห็นไหมล่ะ! นั่นก็ชัดเจนอยู่แล้ว!" สวีอี้หยุนไม่ต้องการฟังอีกต่อไป นางตัดบทเขาทันที "ตอนนี้นางกลายเป็นของท่านไปแล้ว แถมนางยังช่วยชีวิตพวกเราไว้ จะปฏิบัติกับนางเช่นนั้นไม่ได้!"

"ข้า... คนของข้า?" เหลียนเจ๋อตะลึง ก่อนจะกล่าวว่า "คืนนั้นข้าดื่มไปมากจริง ๆ ซือซือบอกว่าตอนนั้นเจ้าพักผ่อนแล้ว ข้าก็คิดว่าเจ้าคงเหนื่อยจากงานมาหลายวัน เลยไม่ได้กลับไปที่ห้อง ให้ซือซือพยุงข้าไปพักที่ห้องหนังสือแทน รุ่งเช้าข้าถึงรู้ว่านางนอนอยู่บนตั่งในห้องหนังสือทั้งคืน นางบอกว่ากลัวว่าข้าจะตื่นมากลางดึกแล้วหิวน้ำ จึงไม่ได้กลับเรือนของตนเอง แล้วมันกลายเป็นว่านางเป็นคนของข้าไปตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?"

สวีอี้หยุนถึงกับนิ่งอึ้ง ดวงตาเบิกโพลงด้วยความตกตะลึง

แม้ว่านางจะโง่เขลาสักเพียงใด แต่ก็เข้าใจได้ทันทีว่าเรื่องทั้งหมดเป็นแผนของซือซือ

นางเชื่อใจสามีของตนเอง สิ่งที่เขาพูดย่อมเป็นความจริง หากเขาบอกว่า ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก็คือไม่มีอะไรเกิดขึ้น!

ซือซือวางแผนอย่างแยบยลเพื่อให้ตนเข้าใจผิด นางถึงกับลงทุนแสร้งทำตัวเป็นภรรยา ถึงขนาดเช้าวันรุ่งขึ้น ยกน้ำแกงมาให้นางเอง

วันนั้น ซือซือยังทำผมทรงของสตรีที่แต่งงานแล้ว แต่เมื่อนึกย้อนกลับไป ทรงผมนั้น มัดหลวมๆ คล้ายจะใช่ก็ใช่ จะไม่ใช่ก็ไม่เชิง ทว่าเพราะตน ด่วนตัดสินไปเอง จึงปักใจเชื่อว่านางเป็นของเหลียนเจ๋อแล้ว

สวีอี้หยุนอ้าปากเตรียมจะเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้เหลียนเจ๋อฟัง แต่พอคำพูดจ่ออยู่ที่ลำคอ นางกลับกลืนมันลงไป

ถึงเล่าไป ก็ไม่มีความหมายอะไรอีกแล้ว

ในหมู่บ่าวหญิง ย่อมมีบางคนที่คิดเช่นเดียวกับซือซือ นั่นไม่ใช่เรื่องแปลกเลย อีกทั้งตอนนี้นางยังเป็นผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตพวกเขาไว้

"เจ้ามีอะไรปิดบังข้าหรือไม่?" เหลียนเจ๋อเอื้อมมือกุมมือของนางไว้ทั้งสองข้าง ดึงให้นางนั่งลงตรงหน้าเขา

“ข้า—” สวีอี้หยุนสะดุ้งตกใจ คิดจะส่ายหน้าแต่กลับรู้สึกเหมือนศีรษะแข็งค้างไม่อาจขยับได้

“หยุนเอ๋อร์” เหลียนเจ๋อจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของนาง กล่าวทีละคำอย่างหนักแน่น “ข้ารักเพียงเจ้า และต้องการเพียงเจ้าเท่านั้น พี่สาวของข้าเคยบอกไว้ว่า... การได้ครองคู่กับคนที่รักกันเพียงหนึ่งเดียวไปจนแก่เฒ่า โดยไม่ต้องพรากจากกันชั่วชีวิต นั่นคือสิ่งที่น่าภาคภูมิใจที่สุด การมีหญิงมากมายในจวน ก็ย่อมมีปัญหามากตามไปด้วย การแก่งแย่งชิงดี การช่วงชิงอำนาจและความโปรดปราน การคบคิดและวางแผนลับหลัง มีแต่เล่ห์กลและความเสแสร้งไม่รู้จบ ยิ่งมีเรื่องการไม่แบ่งแยกฐานะฮูหยินเอกและอนุภรรยา หรืออนุภรรยากดขี่ฮูหยินเอก สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นต้นเหตุแห่งความพินาศของบ้านเรือน ข้าคิดว่ามันสมเหตุสมผลมาก ดังนั้น ข้าไม่เคยมีความคิดที่จะรับซือซือ หรือหญิงอื่นใดเข้ามาเป็นอนุภรรยาเลย”

จากนั้นเขายกคิ้วขึ้นเล็กน้อยพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงแฝงความล้อเล่นหรือว่า... หยุนเอ๋อร์กลัวว่าหากข้าไม่รับนาง จะเสียชื่อเสียงของเจ้าว่าใจแคบเกินไป เจ้าจึงอยากเป็นคนตัดสินใจรับอนุภรรยาให้สามีเองอย่างนั้นหรือ?”

สวีอี้หยุนได้ฟังคำพูดของเขา ในใจพลันเต็มไปด้วยทั้งความตกใจและความปลื้มปีติ รู้สึกเหมือนมีแสงสว่างส่องเข้ามาในใจ ความสุขของนางเอ่อล้น จนมิอาจหาถ้อยคำใดมาบรรยาย แต่แล้วเมื่อได้ยินประโยคสุดท้ายของเขา นางก็สะดุ้งขึ้นมาทันที นางรีบซุกตัวเข้าไปในอ้อมอกของเขา กอดเขาแน่นก่อนกล่าวอย่างร้อนรน "ไม่! ไม่ใช่นะ! ข้าไม่ได้คิดเช่นนั้น! ข้า... ข้าจะโง่ขนาดนั้นได้อย่างไร! ข้า... แค่คิดถึงท่านกับซือซือ ข้าก็รู้สึกทุกข์ใจแทบทนไม่ไหวแล้ว จะให้ข้าเป็นคนสร้างปัญหาให้ตัวเองได้อย่างไร? ที่ท่านพูด... เป็นความจริงหรือไม่?"

เหลียนเจ๋อพึงพอใจในคำพูดของนางยิ่งนัก ฟังแล้วรู้สึกสบายใจเป็นอย่างยิ่ง เขากอดนางไว้หลวม ๆ พลางยิ้มกล่าวว่าแล้วเจ้าคิดว่าอย่างไรเล่า? ทุกอย่างขึ้นอยู่กับเจ้า ถ้าเจ้าบอกว่าจริง มันก็จริง"

"จริง! จริงแน่นอน!" สวีอี้หยุนเงยหน้าขึ้นยิ้มอย่างมีความสุข "อาเจ๋อ ท่านปฏิบัติต่อข้าเช่นนี้ ต่อให้ทุกคนจะกล่าวหาว่าข้าไม่ใช่สตรีที่ดีงาม ข้าก็ไม่สนใจอีกแล้ว!"

เหลียนเจ๋อยิ้มพลางจุมพิตนางเบา ๆ ก่อนกล่าวว่า "ข้าจะไม่ยอมให้ใครมาต่อว่าเจ้าได้"

จากนั้นเขาหัวเราะเบา ๆ อีกครั้งก่อนกล่าวว่า "เจ้าทั้งเข้าใจข้าผิด และเข้าใจซือซือผิดไปหมดแล้ว เรื่องนี้อย่าเอ่ยถึงอีกเลย! รอให้ซือซือหายดีเมื่อไร ข้าจะส่งนางไปอยู่กับอาหญิงสามและชิงเอ๋อร์ ให้พวกเขาดูแลนางเป็นอย่างดี พร้อมเตรียมสินเดิมให้มากพอ แล้วหาสามีดี ๆ ให้นางได้ออกเรือนไป"

สวีอี้หยุนได้ฟังเช่นนั้น นางอดไม่ได้ที่จะเงยหน้าขึ้นจากอ้อมอกของเหลียนเจ๋อ สายตาที่นางมองเขา เต็มไปด้วยความแปลกใจปนสงสัย

 

 

 

 

 

 

 

1 ความคิดเห็น:

  1. ไม่ระบุชื่อ9 ธันวาคม 2568 เวลา 23:29

    อีกหนึ่งความสุขเล็กๆของทุกๆวันที่ได้อ่าน ขอบคุณคะ

    ตอบลบ