บทที่ 1225 ห้ามพานางไป!
ท่าทีของเหลียนฟางโจวเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน
ดวงตาของนางจ้องมองเติ้งเมิ่งหานอย่างดุดัน
ราวกับพร้อมจะกินเลือดกินเนื้ออีกฝ่ายได้ทุกเมื่อ
หัวใจของเติ้งเมิ่งหานเต้นแรงด้วยความหวาดกลัว
นางอดไม่ได้ที่จะเหลือบมองชายที่ถูกมัดไว้อย่างแน่นหนา
ความหวาดกลัวยิ่งทวีคูณจนร่างกายสั่นเทา นางเอ่ยเสียงสั่นเครือว่า
“เจ้า...เจ้าอยากทำอะไร? ข้าจะบอกเจ้าไว้นะ
อย่ามาทำอะไรบ้า ๆ กับข้าเด็ดขาด! ข้า...ข้าเป็นคุณหนูแห่งตระกูลเติ้ง!
ถ้าเจ้ากล้าทำอะไรลงไป พ่อแม่ของข้าจะไม่มีทางปล่อยเจ้าไว้แน่!”
“จริงหรือ?” เหลียนฟางโจวจู่ ๆ
ก็ย่อตัวลงไปนั่งยอง ๆ ตรงหน้านาง
จากนั้นก็ยกมือขึ้นลูบแก้มนุ่มนวลขาวเนียนของเติ้งเมิ่งหานที่ราวกับเต้าหู้พร้อมหัวเราะคิกคักแล้วกล่าวว่า
“เจ้าลองเดาดูสิว่าข้ากล้าหรือไม่? ถ้าข้าตัดสินใจจะทำอะไรกับเจ้าแล้ว
ต่อให้พ่อแม่ของเจ้าจะไม่ยอมปล่อยข้าไป แล้วจะทำอะไรกับข้าได้กันล่ะ? พวกเขามีปัญญาฆ่าข้าได้งั้นหรือ?”
“เจ้า...เจ้าจะทำอะไร!”
เติ้งเมิ่งหานกรีดร้องพร้อมกับพยายามหลบเลี่ยงมือของเหลียนฟางโจว
นางรู้สึกขนลุกชันไปทั้งร่าง ความรู้สึกอันเลวร้ายเข้าจู่โจมจนถึงกระดูก
นางที่เคยคิดแผนการหลอกล่อผู้อื่นกลับรู้สึกหวาดกลัวจนสิ้นท่าเมื่อถึงคราวที่ตนเองตกเป็นฝ่ายถูกจัดการ!
เติ้งเมิ่งหานตะโกนอย่างโกรธแค้น
“สี่ตระกูลใหญ่ล้วนเกี่ยวพันกันอย่างแนบแน่น รุ่งเรืองก็รุ่งเรืองไปด้วยกัน
พินาศก็พินาศไปด้วยกัน! หากเจ้ากล้าทำให้ข้าโกรธ
พ่อแม่ของข้าร่วมมือกับสี่ตระกูลใหญ่ฆ่าเจ้าได้ แล้วทำไมจะไม่กล้ากันล่ะ!”
“หุบปาก! เจ้าลูกสารเลว!” เสียงตะคอกดังขึ้นอย่างรุนแรงจากนอกประตู
ประตูถูกผลักเปิดออกอย่างแรงพร้อมกับฮูหยินเติ้งที่ใบหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธเกรี้ยว
บุกเข้ามาภายในห้องอย่างบ้าคลั่ง
นางพุ่งตรงเข้ามาหาเติ้งเมิ่งหาน
ก่อนจะยกมือตบหน้านางอย่างแรงหนึ่งครั้ง พร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงโกรธแค้น
“เจ้าลูกสารเลว! เจ้ากล้าดีอย่างไรถึงพูดจาเช่นนี้ออกมาได้!
เจ้ามันบังอาจเกินไปแล้ว!”
เบื้องหลังฮูหยินเติ้ง เหล่าฮูหยินทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นฮูหยินใหญ่เหลียง
ฮูหยินลั่ว และฮูหยินเล่อเจิ้ง ต่างก็เดินตามเข้ามาพร้อมกับบรรดาคุณหนูมากมาย
เมื่อทุกคนเห็นภาพเหตุการณ์เบื้องหน้าต่างก็พากันเงียบสนิท
ไม่กล้าพูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว แต่ในใจของทุกคนล้วนรู้ดีว่า...
คุณหนูสามตระกูลเติ้ง เติ้งเมิ่งหาน คราวนี้นางจบสิ้นแล้วจริง ๆ!
เหลียนฟางโจวรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยกับการปรากฏตัวของคนเหล่านี้
นางขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วเหลือบมองไปทางพั่นเซี่ยอย่างเงียบ ๆ
เพื่อสื่อถึงคำถามที่ว่า ‘พวกเขาเข้ามาได้อย่างไร?’
ก่อนหน้านี้ เหลียนฟางโจวได้สั่งการอย่างชัดเจน ให้หงอวี้และพั่นเซี่ยนำเหล่าสาวใช้และหญิงรับใช้ที่ติดตามบรรดาฮูหยินและคุณหนูทั้งหลายมาด้วย
แล้วเชิญพวกนางให้มารวมตัวกันที่นี่ เพื่อฟังละครฉากสนุกนี้โดยเฉพาะ
อีกทั้งยังสั่งให้พวกเขาจับตาดูอย่างเคร่งครัด ห้ามส่งเสียงใด ๆ
ทั้งสิ้นจนกว่านางจะเป็นฝ่ายบอกให้พูดได้
นอกจากนี้ นางยังได้กำชับพั่นเซี่ยเป็นพิเศษ ให้คอยจับตาดูฮูหยินเติ้งอย่างใกล้ชิด
ห้ามไม่ให้นางเข้ามาขัดจังหวะได้อย่างเด็ดขาด แต่ใครจะคิดเล่าว่าฮูหยินเติ้งจะบุกเข้ามาอย่างไม่ทันตั้งตัวเช่นนี้!
พั่นเซี่ยส่งยิ้มแห้ง ๆ อย่างจนใจให้เหลียนฟางโจว
นางไม่ได้ละเลยหน้าที่เลยสักนิด แต่ไม่สามารถห้ามฮูหยินเติ้งได้จริง ๆ!
จะให้เอาผ้ามาอุดปากหรือมัดฮูหยินเติ้งไว้ก็ใช่เรื่องเสียเมื่อไหร่ ยิ่งเมื่อฮูหยินเติ้งได้ยินคำพูดของลูกสาวตนเองเช่นนั้น
นางจะไม่พุ่งเข้ามาได้อย่างไรเล่า!
ส่วนเติ้งเมิ่งหานนั้น กำลังตกตะลึงจนสมองแทบไม่รับรู้สิ่งใด
นางเบิกตากว้างอย่างตกใจและยังไม่ทันตั้งตัวกับการที่จู่ ๆ
ก็มีคนจำนวนมากปรากฏตัวขึ้นมาในคราวเดียวกัน
นางไม่เข้าใจเลยว่านี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่!
แม้ว่าใบหน้าจะถูกตบโดยมารดาอย่างแรง
แต่นางกลับไม่รู้สึกเจ็บปวดเลยแม้แต่น้อย!
จนกระทั่งได้ยินเสียงของมารดาที่เปล่งออกมาอย่างสั่นเครือ
พร้อมน้ำตาที่ไหลรินเป็นการกล่าวโทษด้วยความเจ็บปวด นั่นแหละ
นางถึงได้รู้สึกตัวขึ้นมาอย่างฉับพลัน
ความรู้สึกอับอายที่รุนแรงราวกับภูเขาถล่มทับเข้ามาอย่างหนักหน่วง
เติ้งเมิ่งหานรู้สึกอับอายจนเกินจะทนไหว นางกรีดร้องออกมาด้วยเสียงแหลมสูงว่า “กรี๊ด!”
พลางจ้องมองเหลียนฟางโจวด้วยความแค้นเคือง พร้อมตะโกนเสียงดังอย่างเจ็บปวดว่า
“เจ้าวางแผนจัดการข้า! เจ้าวางแผนหลอกข้า!”
เหลียนฟางโจบหัวเราะเยาะอย่างเย็นชาแล้วกล่าวว่า
“ข้าจะวางแผนจัดการเจ้าแล้วจะทำไม? ทำไมกัน? มีแต่เจ้าเท่านั้นที่วางแผนเล่นงานข้าได้
แต่ข้าจะตอบโต้กลับบ้างไม่ได้อย่างนั้นหรือ? ตอนที่เจ้าคิดจะวางแผนเล่นงานข้า
คิดจะวางแผนเล่นงานสามีของข้า เจ้าเคยคิดถึงผลที่จะตามมาบ้างไหม?”
“เจ้า!” น้ำตาของเติ้งเมิ่งหานร่วงไหลลงมาอย่างห้ามไม่ได้
แต่ไม่ใช่เพราะความโกรธหรือความเสียใจ หากแต่เป็นเพราะความอับอาย...
ความอับอายที่ทำให้รู้สึกเหมือนตนเองไม่มีที่ให้ยืนในโลกนี้อีกต่อไป!
“ฮูหยินหลี่!” ฮูหยินเติ้งลืมเรื่องเกียรติยศศักดิ์ศรีไปหมดสิ้น
นางก้าวเข้ามาพร้อมน้ำตานองหน้า ก่อนจะทำความเคารพอย่างอับอายแล้วกล่าวว่า
“ลูกสาวของข้ายังเด็กและโง่เขลา
ทั้งหมดนี้เป็นความผิดของข้าที่ไม่ได้อบรมสั่งสอนนางให้ดี จนนางทำตัวเหลวแหลก
ไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี ขอร้องฮูหยินหลี่โปรดให้โอกาสตระกูลเติ้งสักครั้ง ขอให้ฮูหยินหลี่เชื่อเถิดว่า
นับจากนี้ข้าจะอบรมสั่งสอนนางอย่างเข้มงวดเป็นพิเศษ! และเรื่องนี้...
ข้าจะต้องให้คำตอบที่เหมาะสมกับฮูหยินหลี่อย่างแน่นอน!”
พูดจบนางก็หันไปตะคอกใส่พวกหญิงรับใช้และสาวใช้ที่ยืนงงอยู่ข้าง ๆ
“ยังจะยืนบื้อกันอยู่อีกทำไม? รีบเข้ามาพยุงคุณหนูสามขึ้นมาสิ!”
ฮูหยินเติ้งหันมองไปทางไป่เสวี่ยที่ใบหน้าซีดขาวราวกับกระดาษด้วยสายตาเย็นเยียบ
ภายในใจเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวอย่างยิ่ง
นางเคยคิดว่าเด็กสาวคนนี้ทั้งฉลาดและรอบคอบ จึงให้ไป่เสวี่ยคอยรับใช้อยู่ข้างกายหานเอ๋อร์
ใครจะคิดว่านางจะบังอาจกล้าปกปิดเรื่องนี้จากตนเอง!
เมื่อกลับไปถึงจวนเติ้งเมื่อไร นางจะต้องจัดการบทลงโทษกับไป่เสวี่ยให้สาสม!
“เดี๋ยวก่อน!”
เหลียนฟางโจวยกมือห้ามพวกสาวใช้ของตระกูลเติ้งที่กำลังจะเข้ามาพยุงเติ้งเมิ่งหานขึ้น
นางกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า “ฮูหยินเติ้ง
ท่านก็ได้ยินชัดเจนแล้วใช่ไหมว่าแม่นางเติ้งทำอะไรลงไป? หากข้าปล่อยนางไปอย่างง่ายดาย ข้าที่เป็นภรรยาของผู้ว่าราชการมณฑลจะไม่กลายเป็นตัวตลกหรืออย่างไร?”
ฮูหยินเติ้งชะงักไปชั่วครู่ ก่อนจะถอนหายใจอย่างจำยอมแล้วกล่าวว่า
“เช่นนั้นแล้ว ฮูหยินหลี่ต้องการให้ทำอย่างไรจึงจะยอมปล่อยนางไป?”
เหลียนฟางโจวแค่นเสียงเย็นชาเบา ๆ พร้อมกับกล่าวว่า
“เรื่องนี้มันไม่ใช่เรื่องที่ข้าจะตัดสินได้เอง! การที่นางคิดหมายปองสามีของข้า
ข้าไม่ถือเป็นเรื่องใหญ่โตอะไร แต่การที่นางกล้าวางแผนอันโหดร้ายเพื่อใส่ร้ายข้า
ซึ่งเป็นภรรยาของผู้ว่าการมณฑลที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการจากทางราชสำนัก
อีกทั้งยังมีส่วนเกี่ยวข้องกับข่าวลือที่แพร่สะพัดไปทั่วเมือง ข้าจะปล่อยนางไปง่าย
ๆ ได้อย่างไร?
นางจะต้องตามข้ากลับไปที่คฤหาสน์ของผู้ว่าการมณฑล
แล้วค่อยสอบสวนคดีนี้ให้กระจ่าง เมื่อตรวจสอบทุกอย่างจนแน่ชัดแล้ว
ก็จะต้องตัดสินลงโทษตามกฎหมายอย่างเหมาะสม!”
ใบหน้าของฮูหยินเติ้งเปลี่ยนสีไปอย่างเห็นได้ชัด
นางกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมว่า “ฮูหยินหลี่ อย่าบีบคั้นข้าจนเกินไป!
ข้าได้บอกแล้วว่าจะให้คำตอบที่เหมาะสมกับท่าน!”
หากเติ้งเมิ่งหานต้องถูกพาตัวไปยังคุกของจวนผู้ว่าการมณฑล
และถูกสอบสวนผ่านการพิจารณาโทษที่ศาลกลาง
ไม่เพียงแต่ชื่อเสียงของนางจะพังพินาศสิ้นซาก
แม้แต่ตระกูลเติ้งเองก็จะกลายเป็นเรื่องตลกที่ถูกหัวเราะเยาะไปทั่วทั้งมณฑลหนานไห่!
เมื่อเหลียนฟางโจวกล่าวคำเหล่านั้นออกมา ไม่เพียงแต่สีหน้าของฮูหยินเติ้งจะเปลี่ยนไป
ทว่าบรรดาฮูหยินและคุณหนูคนอื่น ๆ
ที่อยู่ในที่นั้นต่างก็มีสีหน้าตื่นตระหนกพร้อมกับสูดหายใจเย็นเข้าไปด้วยความตกใจ
เหลียนฟางโจวหัวเราะเยาะอย่างเย็นชาแล้วกล่าวว่า “คุณหนูเติ้งกล้าท้าทายอำนาจของภรรยาขุนนางที่ได้รับการแต่งตั้งจากทางราชสำนัก
อีกทั้งยังวางแผนร้ายเพื่อใส่ร้ายข้าอย่างอำมหิต
นี่มันถือเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายอย่างชัดเจน! กฎหมายของแผ่นดินยิ่งใหญ่เหนือทุกสิ่ง ฮูหยินเติ้งคิดว่าการ
‘ให้คำตอบที่เหมาะสม’ ของท่านสามารถอยู่เหนือกฎหมายได้เช่นนั้นหรือ?”
ฮูหยินเติ้งถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ
เติ้งเมิ่งหานทั้งตกใจและโกรธเคือง นางพยายามดิ้นรนคลานไปทางที่ฮูหยินเติ้งยืนอยู่พลางร้องตะโกนอย่างหวาดกลัวว่า
“ท่านแม่! ท่านแม่! ข้าไม่ต้องการไปที่จวนผู้ว่าการมณฑล! ข้าไม่ไปนะ!”
“จับตัวนางไว้!” เหลียนฟางโจวสั่งเสียงต่ำด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด
จากนั้นสาวใช้สองคนที่มีกำลังมากก็รีบเข้ามากดตัวเติ้งเมิ่งหานไว้แล้วลากนางถอยออกไปด้านหลังเล็กน้อย
เติ้งเมิ่งหานดิ้นรนอย่างบ้าคลั่ง พร้อมกับตะโกนเสียงแหลมว่า
“ปล่อยข้านะ! พวกเจ้าปล่อยข้าเดี๋ยวนี้!”
เหลียนฟางโจวจ้องมองนางด้วยสายตาเย็นเยียบ ทำให้นางชะงักไปในทันที
เสียงร้องแหลมคมของนางหยุดลงกะทันหัน
ราวกับคำพูดที่ติดอยู่ในลำคอไม่สามารถเปล่งออกมาได้ นางทำได้แค่หันไปมองฮูหยินเติ้งพร้อมกับร้องไห้สะอึกสะอื้น
น้ำตานองหน้าอย่างสิ้นหวัง...
ฮูหยินเติ้งเห็นดังนั้นก็รู้สึกปวดใจอย่างยิ่ง
นางกัดฟันแน่นก่อนจะกล่าวว่า “ฮูหยินหลี่
พอจะอนุญาตให้ข้าพูดคุยกับท่านเป็นการส่วนตัวได้หรือไม่?”
พูดไปนางก็แอบส่งสายตาเป็นนัยให้ฮูหยินลั่วอย่างลับ ๆ
ฮูหยินลั่วเข้าใจความหมายทันที
นางรีบหาเรื่องกล่าวลาออกไปจากสถานที่นั้น
บรรดาฮูหยินและคุณหนูคนอื่น ๆ
ที่เห็นเช่นนั้นก็ไม่สะดวกที่จะอยู่ดูเรื่องวุ่นวายต่อไป
ต่างก็พากันกล่าวลาและออกไปจากห้องทีละคน
เหลียนฟางโจวเองก็ไม่ได้พยายามรั้งพวกเขาไว้
นางเพียงยิ้มและกล่าวคำอำลาอย่างสุภาพ
แม้จะเป็นเวลาเพียงสั้น ๆ
แต่ท่าทีของทุกคนที่มีต่อเหลียนฟางโจวในตอนนี้
กลับมีความเคารพยำเกรงมากกว่าเมื่อตอนเช้าที่พวกเขาได้พบกับนางครั้งแรกอย่างเทียบกันไม่ได้เลย...
สายตาที่เคยแฝงไปด้วยความดูถูกและไม่แยแส
ซึ่งมักจะมาพร้อมกับหางตาที่ช้อนขึ้นอย่างเย่อหยิ่งนั้น ได้หายไปอย่างสิ้นเชิง
เมื่อผู้คนทั้งหมดจากไปจนหมดสิ้น บรรยากาศกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง
เหลียนฟางโจวจึงยิ้มพร้อมมองไปทางฮูหยินเติ้งอย่างอารมณ์ดี
ฮูหยินเติ้งมองไปยังลูกสาวที่ไม่ได้เรื่องของตนเอง
ก่อนจะมองไปยังเหลียนฟางโจวที่ยังคงมีท่าทีผ่อนคลายอย่างสงบใจ
นางอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจในใจอย่างเหนื่อยล้า
ลูกสาวของนางคิดเรื่องอันเหลวไหลเช่นนี้ได้
แต่นางที่เป็นแม่กลับไม่รู้เรื่องอะไรเลยแม้แต่น้อย แต่ฮูหยินหลี่ผู้นี้กลับรู้เรื่องทั้งหมดอย่างชัดเจน
มันจะไม่ทำให้นางรู้สึกหนักใจได้อย่างไร?
ไม่มีใครรู้ว่าฮูหยินเติ้งกับเหลียนฟางโจวพูดคุยอะไรกันบ้าง แต่ที่แน่
ๆ ก็คือ ทุกคนเห็นว่าฮูหยินเติ้งกลับไปที่จวนตระกูลเติ้งเพียงลำพัง
ในขณะที่เติ้งเมิ่งหานนั้น ถูกเหลียนฟางโจวพาตัวไปด้วย
อย่างไรก็ตาม พร้อมกับเติ้งเมิ่งหาน ยังมีสาวใช้ของจวนตระกูลเติ้งอีกหนึ่งคนและหญิงรับใช้อีกหนึ่งคนที่ถูกพาไปด้วย
ดูเหมือนว่าในระหว่างที่อยู่ในคฤหาสน์ของผู้ว่าการมณฑล
เติ้งเมิ่งหานจะไม่ต้องทนทุกข์ทรมานอะไรนัก...
ในเมื่อที่นี่ได้เริ่มต้นดำเนินเรื่องไปแล้ว
ก็คงถึงเวลาที่ต้องปิดฉากละครอีกฉากหนึ่งที่เกิดขึ้นในจวนเสียทีแล้วเช่นกัน
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น