วันพฤหัสบดีที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1226 กำจัดศัตรูภายใน

 

บทที่ 1226 กำจัดศัตรูภายใน

 

หลังจากกลับมาถึงลานหลังจวนผู้ว่าการ เหลียนฟางโจวรีบเรียกคนสนิทที่ไว้ใจได้ทั้งจากเรือนในและเรือนนอกมารวมตัวกันทันที นางสั่งให้ลั่วกว่างส่งคนไปเฝ้าประตูทางเข้าทุกจุด พร้อมทั้งให้ทหารองครักษ์ยี่สิบคนคอยเตรียมพร้อมอยู่ที่ลานหน้า หากมีใครกล้าขัดขืนหรือต่อต้าน ให้พวกเขาจัดการได้ทันที!

ด้วยความรวดเร็วปานสายฟ้าฟาด คนที่แสดงพิรุธช่วงนี้อย่างโจ่งแจ้ง ทั้งที่คอยสร้างความวุ่นวาย ปล่อยข่าวลือ ขุดคุ้ยหาข้อมูลต่าง ๆ และส่งข่าวออกไปภายนอก ล้วนถูกจับมัดไว้จนหมด!

ในลานกว้างของเรือนนอก มีชายหญิงที่ถูกจับมัดไว้คุกเข่าอยู่กับพื้นรวมสิบสองคน ทั้งคนแก่และคนหนุ่มสาว รวมไปถึงผู้เป็นหัวหน้าคนใช้คนเดิมอย่างเฒ่าหลัวด้วย

เบื้องหลังพวกเขา เหล่าบ่าวรับใช้ทั้งชายและหญิงที่ทำงานอยู่ภายในจวนต่างยืนออกันแน่น ใบหน้าของทุกคนแสดงความหวาดกลัว ไม่มีใครกล้าหายใจแรงด้วยซ้ำ ทุกคนต่างสงสัยว่าผู้เป็นนายหญิงของจวนผู้นี้กำลังจะทำสิ่งใดกันแน่...

ทันทีที่เหลียนฟางโจวปรากฏตัว คนที่คุกเข่าอยู่กับพื้นก็พากันส่งเสียงร้องไห้โอดครวญและกรีดร้องว่า “พวกข้าโดนใส่ร้าย!” กันอย่างสับสนวุ่นวาย

เหลียนฟางโจวขมวดคิ้ว ก่อนจะหันไปสั่งอะไรบางอย่างกับชุนซิ่ง

ชุนซิ่งจึงตวาดเสียงดังอย่างเฉียบขาดว่า “เงียบกันให้หมด! ใครส่งเสียงร้องอีก โดนตบปากยี่สิบที!”

เมื่อเหล่าบ่าวเห็นว่าเหลียนฟางโจวยืนอยู่ด้านข้างโดยไม่เอ่ยปากอะไรเลย ก็คิดว่านางกำลังวิตกกังวลและกลัวจนไม่กล้าทำอะไร จึงไม่ได้เห็นชุนซิ่งอยู่ในสายตาแม้แต่น้อย

หลังจากหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง ก็มีเสียงร้องไห้คร่ำครวญดังกว่าเดิมอย่างน่าสงสารยิ่ง ราวกับว่าพวกเขากำลังถูกใส่ร้ายอย่างหนักหนาสาหัสจริง ๆ!

หญิงรับใช้วัยประมาณสี่สิบคนหนึ่งคลานเข่าเข้ามาข้างหน้าอีกสองสามก้าว พลางก้มศีรษะโขกพื้นซ้ำ ๆ ตรงหน้าเหลียนฟางโจว พร้อมกับร้องไห้คร่ำครวญว่า “นายหญิงเจ้าขา บ่าวแก่ผู้นี้ถูกใส่ร้ายจริง ๆ! บ่าวเป็นเพียงคนต่ำต้อยที่ซื่อสัตย์ บ่าวรับใช้มาสองรุ่นแล้ว ไม่เคยทำอะไรผิดพลาดแม้แต่นิดเดียว เหตุใดพวกพี่สาวน้องสาวทั้งหลายจึงจับบ่าวมัดไว้โดยไม่ฟังเหตุผลเลย? ความซื่อสัตย์ของบ่าวฟ้าดินสามารถเป็นพยานได้ ขอท่านนายหญิงได้โปรดเมตตา! ขอท่านนายหญิงได้โปรดช่วยบ่าวด้วย!”

คำร้องไห้คร่ำครวญที่เหมือนออกมาจากใจของหญิงรับใช้ผู้นั้นดังขึ้นราวกับส่งสัญญาณให้คนอื่น ๆ พอได้ยินเช่นนั้น ทุกคนก็ก้มลงกราบเหลียนฟางโจวพร้อมกัน ส่งเสียงร้องโหยหวนและเวทนาอย่างยิ่ง เสียงดังจนเล็ดลอดออกไปถึงกำแพงด้านนอก ทำให้คนที่ได้ยินรู้สึกสะเทือนใจราวกับว่ามีเหตุการณ์โหดร้ายทารุณอย่างยิ่งเกิดขึ้นภายในจวนของท่านผู้ว่าการ!

เหลียนฟางโจวมองดูอย่างโกรธเคืองสุดจะทน นางยกมือขึ้น นิ้วเรียวงามชี้ไปที่หญิงรับใช้ผู้นำการร้องโวยวายคนนั้น พลางตวาดเสียงเย็นชา “พาตัวนางออกไป ตบปากยี่สิบที! หลินหมอมอ เจ้ามาทำเอง!”

หลินหมอมอเมื่อเห็นคนพวกนี้บังอาจกล้าทำตัวหยาบคายและโวยวายต่อหน้าฮูหยินจริง ๆ นางก็โกรธจนแทบระเบิดอยู่แล้ว แม้ว่านางจะรู้ดีว่าโดยปกติแล้วเหลียนฟางโจวเป็นคนพูดง่าย แต่กฎระเบียบนั้นเข้มงวดมาก หากเหลียนฟางโจวไม่สั่ง นางก็ไม่กล้าลงมือ แต่เมื่อได้รับคำสั่งเช่นนี้ มีหรือที่นางจะไม่พึงพอใจ?

ทันทีที่ได้ยินคำสั่ง นางตอบเสียงดังฟังชัดว่า “รับทราบเจ้าค่ะ!” จากนั้นจึงสั่งให้หญิงรับใช้สองคนพาตัวหญิงที่โวยวายคนนั้นขึ้นมาพยุงไว้ข้างละด้าน ก่อนจะเหวี่ยงนางไปไว้ด้านข้าง แล้วสั่งให้พวกนั้นกดตัวหญิงรับใช้คนนั้นไว้กับพื้น

หลินหมอมอรีบพับแขนเสื้อขึ้น ก่อนจะยกมือฟาดเต็มแรงลงบนแก้มนางดังสนั่น “เพียะ!”

แรงตบนี้หลินหมอมอใช้กำลังทั้งหมดที่มี จนหลังจากตบเสร็จ ฝ่ามือของนางก็ร้อนผ่าวจนรู้สึกเจ็บชา และแขนเกือบจะหลุดจากเบ้าเพราะแรงที่ใช้ไป!

พอจะจินตนาการได้ว่าหญิงรับใช้คนนั้นต้องอยู่ในสภาพเช่นไร!

นางกรีดร้องออกมาอย่างโหยหวนราวกับหมูที่กำลังถูกเชือด เลือดสด ๆ ไหลซึมออกมาจากมุมปาก ฟันกรามหลังหลวมไปสองสามซี่ ครึ่งหนึ่งของใบหูได้ยินเสียงหึ่ง ๆ ไม่หยุด และดวงตาพร่ามัวจนเห็นแสงวิบวับกระพริบไปมา หากไม่มีหญิงรับใช้สองคนคอยพยุงตัวไว้ นางคงทรุดลงไปนอนกองกับพื้นแล้ว

เสียงกรีดร้องโหยหวนนี้กลับได้ผลดีทีเดียว จากที่ก่อนหน้านั้นกลุ่มคนที่ส่งเสียงร้องไห้คร่ำครวญ โวยวาย และพยายามกราบอ้อนวอนเพื่อขอความเมตตา ตอนนี้ราวกับถูกแช่แข็งจนเงียบสงัด ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะขยับตัว ทุกคนยืนนิ่งอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง!

แต่หลินหมอมอไม่ได้สนใจสิ่งเหล่านั้น นางหัวเราะเย็น ๆ ก่อนจะรอให้แขนกลับมามีแรงอีกครั้ง แล้วฟาดฝ่ามือลงไปอย่างรุนแรงอีกครั้ง “เพียะ! เพียะ! เพียะ!”

เสียงฝ่ามือที่กระทบแก้มอย่างต่อเนื่อง ทำให้หญิงรับใช้คนนั้นร้องโหยหวนอย่างเจ็บปวดทรมาน หลังจากถูกตบไปเจ็ดถึงแปดครั้ง ฟันของนางที่ผสมไปกับเลือดก็หลุดออกมาสองซี่ คนที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ เห็นเช่นนั้นต่างก็ตกใจจนหน้าซีดเผือด

ในเวลานั้น หญิงรับใช้คนนั้นไม่มีแม้แต่แรงที่จะดิ้นรนหลบหนีหรือขัดขืนอีกแล้ว เนื่องจากฟันหลุดไปหลายซี่ การพูดของนางจึงมีเสียงลมรั่วออกมา ทำให้ไม่มีใครฟังเข้าใจว่านางกำลังร้องไห้คร่ำครวญว่าอะไร

หลังจากตบจนครบยี่สิบที หญิงรับใช้ที่จับนางไว้ก็ปล่อยมือ นางทรุดตัวลงไปกองกับพื้นทันที ริมฝีปากพึมพำครางออกมาอย่างเลือนลาง ทุกคนต่างเห็นได้ชัดว่านางเจ็บปวดถึงขีดสุด แต่กลับไม่มีแรงแม้แต่จะร้องไห้ออกมา!

แก้มทั้งสองข้างของนางบวมแดงจนไม่เหลือเค้าโครงหน้าดั้งเดิมอีกต่อไป

เหลียนฟางโจวส่งสัญญาณให้ชุนซิ่งดำเนินการ ชุนซิ่งจึงประกาศความผิดของหญิงรับใช้คนนั้นออกมาอย่างชัดเจน ว่าในวันนั้นเวลาไหนนางทำอะไรไปบ้าง? จากที่พักของนางพบสิ่งของอะไรบ้าง? กล่าวอธิบายอย่างละเอียดทีละข้อ แล้วจึงเอ่ยเสียงเย็นชา

“พาตัวนางออกไป! โบยยี่สิบไม้ แล้วส่งตัวไปที่หมู่บ้านแรงงาน ใช้แรงงานอย่างหนัก! หากกล้าติดต่อกับโลกภายนอกโดยพลการ โทษสถานเดียวคือประหาร!”

เมื่อหญิงรับใช้คนนั้นถูกบ่าวชายสองคนที่ใบหน้าไร้อารมณ์ลากตัวออกไป ผู้คนที่เหลือก็รู้สึกหวาดกลัวจนตัวสั่น ไม่มีใครกล้าเอ่ยอะไรออกมาอีกแม้แต่น้อย...

ชุนซิ่งและเสี่ยวเฉียน หัวหน้าคนรับใช้ แบ่งหน้าที่กันจัดการอย่างรวดเร็ว โดยชุนซิ่งดูแลเรือนใน ส่วนเสี่ยวเฉียนดูแลเรือนนอก ไม่นานก็ได้ประกาศความผิดของคนที่ถูกจับทั้งหมดอย่างชัดเจน คนไหนที่ควรลงโทษก็ลงโทษ คนไหนที่ควรจัดการก็จัดการ โดยไม่เว้นแม้แต่รายเดียว ตั้งแต่นี้ไป ภายในเรือนหลังก็จะไม่มีที่ให้คนเหล่านี้ซุกตัวอีกต่อไป

ยังมีอีกสามคนที่ถือว่ากำเริบเสิบสานที่สุด และกล้าเปิดเผยว่ามีการติดต่อกับสี่ตระกูลใหญ่อย่างไม่เกรงกลัว สิ่งนี้เป็นที่รู้กันไปทั่วทั้งจวน แต่ก็ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากพูดถึง พวกเขาทั้งสามเมื่อเห็นว่าตอนนี้ทุกคนที่ก่อความวุ่นวายก่อนหน้านี้ถูกจัดการไปทีละคน ๆ แล้ว ก็ไม่ได้รู้สึกตื่นตระหนกแต่อย่างใด

พวกเขาคิดเพียงว่า การโดนโบยสองสามทีกับการถูกส่งไปทำงานที่หมู่บ้านแรงงาน มันก็แค่เรื่องเล็กน้อยเท่านั้น

พอไปถึงหมู่บ้านแรงงาน พวกเขาย่อมหาวิธีหลบหนีออกมาได้อย่างแน่นอน นายเก่าย่อมต้องจัดการดูแลพวกเขาอย่างดีอยู่แล้ว พวกเขาไม่เหมือนกับพวกคนโง่ไร้ค่าเหล่านั้น จึงไม่รู้สึกกังวลกับชะตากรรมของตัวเองแม้แต่น้อย!

แต่ไม่คาดคิดเลยว่า สายตาของเหลียนฟางโจวจะแข็งกร้าวขึ้น นางชี้ไปที่ทั้งสามคนด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบกล่าวว่า “สามคนนี้ชั่วช้าอย่างยิ่ง ไม่มีทางอภัยให้ได้ ฆ่าพวกมันตรงนี้เลย!”

สายตาของเหลียนฟางโจวกวาดมองไปที่ทุกคนด้วยความเย็นชา “พวกเจ้าจงลืมตาให้กว้างแล้วดูให้ชัดเจน! ถ้าใครกล้าเนรคุณทรยศอีก นี่แหละคือจุดจบของพวกเจ้า!”

คำพูดของนางทำให้หัวใจของทุกคนสะท้านสะเทือน ใจเต้นแรงด้วยความหวาดกลัว ไม่มีใครกล้าเปล่งเสียงออกมาแม้แต่น้อย

ทั้งสามคนนั้นตกใจจนหน้าถอดสี คนหนึ่งร้องขึ้นว่า “พวกข้าโดนใส่ร้าย! หากท่านนายหญิงจะสร้างอำนาจก็ควรทำอย่างมีเหตุผล มิใช่กล่าวโทษโดยไร้หลักฐาน! การจะฆ่าคนโดยไม่มีหลักฐานเช่นนี้ ท่านช่างไม่ยุติธรรมเลย!”

เหลียนฟางโจวหัวเราะเยาะพร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงเย้ยหยันว่า “ไร้หลักฐานอย่างนั้นหรือ? เจ้าพูดถูกแล้ว! พวกเจ้าสามคนไม่เพียงแต่มีความกล้า แต่ยังเจ้าเล่ห์แสนกลเกินคน การจะหาหลักฐานมัดตัวพวกเจ้าให้ครบถ้วนคงไม่มีทางทำได้จริง ๆ! แต่ทุกคนที่อยู่ที่นี่ล้วนรู้ดีว่าพวกเจ้าเคยทำเรื่องเลวร้ายอะไรไว้บ้าง! เจ้าต้องการหลักฐานจากข้าอย่างนั้นหรือ? ฮึ น่าขันสิ้นดี!”

ในช่วงเวลาที่เป็นตายเช่นนี้ มีหรือใครจะยอมรับสิ่งที่ตนเองทำลงไป?

เมื่อทั้งสามคนได้ยินว่าเหลียนฟางโจวเปิดโอกาสให้พวกเขาได้แก้ตัว พวกเขาก็พากันร้องตะโกนโอดครวญออกมาทันที

“ท่านนายหญิง คำพูดนี้บ่าวไม่เข้าใจ! หากไม่มีหลักฐานจริง ๆ แล้วคิดจะฆ่าคน มันก็ไม่ต่างอะไรกับการฆ่าคนตายราวกับผักปลา!”

“ใช่แล้ว! ต่อให้เป็นท่านผู้ว่าการเองเวลาตัดสินคดีก็ต้องมีหลักฐานเพื่อให้คนยอมรับอย่างหมดใจไม่ใช่หรือ? การจะฆ่าคนตามอำเภอใจเพียงเพราะความชอบหรือไม่ชอบส่วนตัว เช่นนี้แล้ว วันข้างหน้าจะมีใครยอมทำงานให้ท่านนายหญิงอีก? บ่าวพูดเช่นนี้ก็เพื่อหวังดีต่อท่านนายหญิง ขอให้ท่านนายหญิงโปรดพิจารณาให้ถี่ถ้วน!”

เหลียนฟางโจวหัวเราะเยาะออกมาอย่างเย็นชา “พวกเจ้าพูดจาได้สมเหตุสมผลดีนัก แต่มันจะมีประโยชน์อันใดกัน? หากข้าไม่ลงโทษพวกเจ้าสามตัวสุนัขนี้อย่างรุนแรง ต่อไปจะมีใครกล้าเชื่อฟังคำสั่งของข้าอีกเล่า? วันนี้ข้าจะใช้หัวของพวกเจ้าเป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกคนได้เห็นอย่างชัดเจน! ให้ทุกคนรู้เสียว่า อะไรที่ควรทำ และอะไรที่ไม่ควรทำ!”

เมื่อพูดจบ นางก็ตะโกนสั่งอย่างเด็ดขาด “ลงมือได้!”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

1 ความคิดเห็น:

  1. ใช้วิธีเชือดไก่ ให้ลิงดู กำลังสนุกเลย ขอบคุณค่ะ

    ตอบลบ