บทที่ 1226 กำจัดศัตรูภายใน
หลังจากกลับมาถึงลานหลังจวนผู้ว่าการ
เหลียนฟางโจวรีบเรียกคนสนิทที่ไว้ใจได้ทั้งจากเรือนในและเรือนนอกมารวมตัวกันทันที
นางสั่งให้ลั่วกว่างส่งคนไปเฝ้าประตูทางเข้าทุกจุด
พร้อมทั้งให้ทหารองครักษ์ยี่สิบคนคอยเตรียมพร้อมอยู่ที่ลานหน้า
หากมีใครกล้าขัดขืนหรือต่อต้าน ให้พวกเขาจัดการได้ทันที!
ด้วยความรวดเร็วปานสายฟ้าฟาด คนที่แสดงพิรุธช่วงนี้อย่างโจ่งแจ้ง
ทั้งที่คอยสร้างความวุ่นวาย ปล่อยข่าวลือ ขุดคุ้ยหาข้อมูลต่าง ๆ
และส่งข่าวออกไปภายนอก ล้วนถูกจับมัดไว้จนหมด!
ในลานกว้างของเรือนนอก
มีชายหญิงที่ถูกจับมัดไว้คุกเข่าอยู่กับพื้นรวมสิบสองคน ทั้งคนแก่และคนหนุ่มสาว
รวมไปถึงผู้เป็นหัวหน้าคนใช้คนเดิมอย่างเฒ่าหลัวด้วย
เบื้องหลังพวกเขา
เหล่าบ่าวรับใช้ทั้งชายและหญิงที่ทำงานอยู่ภายในจวนต่างยืนออกันแน่น
ใบหน้าของทุกคนแสดงความหวาดกลัว ไม่มีใครกล้าหายใจแรงด้วยซ้ำ
ทุกคนต่างสงสัยว่าผู้เป็นนายหญิงของจวนผู้นี้กำลังจะทำสิ่งใดกันแน่...
ทันทีที่เหลียนฟางโจวปรากฏตัว
คนที่คุกเข่าอยู่กับพื้นก็พากันส่งเสียงร้องไห้โอดครวญและกรีดร้องว่า
“พวกข้าโดนใส่ร้าย!” กันอย่างสับสนวุ่นวาย
เหลียนฟางโจวขมวดคิ้ว
ก่อนจะหันไปสั่งอะไรบางอย่างกับชุนซิ่ง
ชุนซิ่งจึงตวาดเสียงดังอย่างเฉียบขาดว่า
“เงียบกันให้หมด! ใครส่งเสียงร้องอีก โดนตบปากยี่สิบที!”
เมื่อเหล่าบ่าวเห็นว่าเหลียนฟางโจวยืนอยู่ด้านข้างโดยไม่เอ่ยปากอะไรเลย
ก็คิดว่านางกำลังวิตกกังวลและกลัวจนไม่กล้าทำอะไร
จึงไม่ได้เห็นชุนซิ่งอยู่ในสายตาแม้แต่น้อย
หลังจากหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง
ก็มีเสียงร้องไห้คร่ำครวญดังกว่าเดิมอย่างน่าสงสารยิ่ง
ราวกับว่าพวกเขากำลังถูกใส่ร้ายอย่างหนักหนาสาหัสจริง ๆ!
หญิงรับใช้วัยประมาณสี่สิบคนหนึ่งคลานเข่าเข้ามาข้างหน้าอีกสองสามก้าว
พลางก้มศีรษะโขกพื้นซ้ำ ๆ ตรงหน้าเหลียนฟางโจว พร้อมกับร้องไห้คร่ำครวญว่า “นายหญิงเจ้าขา บ่าวแก่ผู้นี้ถูกใส่ร้ายจริง ๆ!
บ่าวเป็นเพียงคนต่ำต้อยที่ซื่อสัตย์ บ่าวรับใช้มาสองรุ่นแล้ว
ไม่เคยทำอะไรผิดพลาดแม้แต่นิดเดียว
เหตุใดพวกพี่สาวน้องสาวทั้งหลายจึงจับบ่าวมัดไว้โดยไม่ฟังเหตุผลเลย? ความซื่อสัตย์ของบ่าวฟ้าดินสามารถเป็นพยานได้
ขอท่านนายหญิงได้โปรดเมตตา! ขอท่านนายหญิงได้โปรดช่วยบ่าวด้วย!”
คำร้องไห้คร่ำครวญที่เหมือนออกมาจากใจของหญิงรับใช้ผู้นั้นดังขึ้นราวกับส่งสัญญาณให้คนอื่น
ๆ พอได้ยินเช่นนั้น ทุกคนก็ก้มลงกราบเหลียนฟางโจวพร้อมกัน
ส่งเสียงร้องโหยหวนและเวทนาอย่างยิ่ง เสียงดังจนเล็ดลอดออกไปถึงกำแพงด้านนอก
ทำให้คนที่ได้ยินรู้สึกสะเทือนใจราวกับว่ามีเหตุการณ์โหดร้ายทารุณอย่างยิ่งเกิดขึ้นภายในจวนของท่านผู้ว่าการ!
เหลียนฟางโจวมองดูอย่างโกรธเคืองสุดจะทน
นางยกมือขึ้น นิ้วเรียวงามชี้ไปที่หญิงรับใช้ผู้นำการร้องโวยวายคนนั้น
พลางตวาดเสียงเย็นชา “พาตัวนางออกไป
ตบปากยี่สิบที! หลินหมอมอ เจ้ามาทำเอง!”
หลินหมอมอเมื่อเห็นคนพวกนี้บังอาจกล้าทำตัวหยาบคายและโวยวายต่อหน้าฮูหยินจริง
ๆ นางก็โกรธจนแทบระเบิดอยู่แล้ว
แม้ว่านางจะรู้ดีว่าโดยปกติแล้วเหลียนฟางโจวเป็นคนพูดง่าย
แต่กฎระเบียบนั้นเข้มงวดมาก หากเหลียนฟางโจวไม่สั่ง นางก็ไม่กล้าลงมือ
แต่เมื่อได้รับคำสั่งเช่นนี้ มีหรือที่นางจะไม่พึงพอใจ?
ทันทีที่ได้ยินคำสั่ง
นางตอบเสียงดังฟังชัดว่า “รับทราบเจ้าค่ะ!”
จากนั้นจึงสั่งให้หญิงรับใช้สองคนพาตัวหญิงที่โวยวายคนนั้นขึ้นมาพยุงไว้ข้างละด้าน
ก่อนจะเหวี่ยงนางไปไว้ด้านข้าง แล้วสั่งให้พวกนั้นกดตัวหญิงรับใช้คนนั้นไว้กับพื้น
หลินหมอมอรีบพับแขนเสื้อขึ้น
ก่อนจะยกมือฟาดเต็มแรงลงบนแก้มนางดังสนั่น “เพียะ!”
แรงตบนี้หลินหมอมอใช้กำลังทั้งหมดที่มี
จนหลังจากตบเสร็จ ฝ่ามือของนางก็ร้อนผ่าวจนรู้สึกเจ็บชา
และแขนเกือบจะหลุดจากเบ้าเพราะแรงที่ใช้ไป!
พอจะจินตนาการได้ว่าหญิงรับใช้คนนั้นต้องอยู่ในสภาพเช่นไร!
นางกรีดร้องออกมาอย่างโหยหวนราวกับหมูที่กำลังถูกเชือด
เลือดสด ๆ ไหลซึมออกมาจากมุมปาก ฟันกรามหลังหลวมไปสองสามซี่
ครึ่งหนึ่งของใบหูได้ยินเสียงหึ่ง ๆ ไม่หยุด
และดวงตาพร่ามัวจนเห็นแสงวิบวับกระพริบไปมา หากไม่มีหญิงรับใช้สองคนคอยพยุงตัวไว้
นางคงทรุดลงไปนอนกองกับพื้นแล้ว
เสียงกรีดร้องโหยหวนนี้กลับได้ผลดีทีเดียว
จากที่ก่อนหน้านั้นกลุ่มคนที่ส่งเสียงร้องไห้คร่ำครวญ โวยวาย
และพยายามกราบอ้อนวอนเพื่อขอความเมตตา ตอนนี้ราวกับถูกแช่แข็งจนเงียบสงัด
ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะขยับตัว ทุกคนยืนนิ่งอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง!
แต่หลินหมอมอไม่ได้สนใจสิ่งเหล่านั้น
นางหัวเราะเย็น ๆ ก่อนจะรอให้แขนกลับมามีแรงอีกครั้ง
แล้วฟาดฝ่ามือลงไปอย่างรุนแรงอีกครั้ง “เพียะ! เพียะ! เพียะ!”
เสียงฝ่ามือที่กระทบแก้มอย่างต่อเนื่อง
ทำให้หญิงรับใช้คนนั้นร้องโหยหวนอย่างเจ็บปวดทรมาน หลังจากถูกตบไปเจ็ดถึงแปดครั้ง
ฟันของนางที่ผสมไปกับเลือดก็หลุดออกมาสองซี่ คนที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ
เห็นเช่นนั้นต่างก็ตกใจจนหน้าซีดเผือด
ในเวลานั้น
หญิงรับใช้คนนั้นไม่มีแม้แต่แรงที่จะดิ้นรนหลบหนีหรือขัดขืนอีกแล้ว
เนื่องจากฟันหลุดไปหลายซี่ การพูดของนางจึงมีเสียงลมรั่วออกมา
ทำให้ไม่มีใครฟังเข้าใจว่านางกำลังร้องไห้คร่ำครวญว่าอะไร
หลังจากตบจนครบยี่สิบที
หญิงรับใช้ที่จับนางไว้ก็ปล่อยมือ นางทรุดตัวลงไปกองกับพื้นทันที
ริมฝีปากพึมพำครางออกมาอย่างเลือนลาง ทุกคนต่างเห็นได้ชัดว่านางเจ็บปวดถึงขีดสุด
แต่กลับไม่มีแรงแม้แต่จะร้องไห้ออกมา!
แก้มทั้งสองข้างของนางบวมแดงจนไม่เหลือเค้าโครงหน้าดั้งเดิมอีกต่อไป
เหลียนฟางโจวส่งสัญญาณให้ชุนซิ่งดำเนินการ
ชุนซิ่งจึงประกาศความผิดของหญิงรับใช้คนนั้นออกมาอย่างชัดเจน
ว่าในวันนั้นเวลาไหนนางทำอะไรไปบ้าง? จากที่พักของนางพบสิ่งของอะไรบ้าง? กล่าวอธิบายอย่างละเอียดทีละข้อ แล้วจึงเอ่ยเสียงเย็นชา
“พาตัวนางออกไป!
โบยยี่สิบไม้ แล้วส่งตัวไปที่หมู่บ้านแรงงาน ใช้แรงงานอย่างหนัก!
หากกล้าติดต่อกับโลกภายนอกโดยพลการ โทษสถานเดียวคือประหาร!”
เมื่อหญิงรับใช้คนนั้นถูกบ่าวชายสองคนที่ใบหน้าไร้อารมณ์ลากตัวออกไป
ผู้คนที่เหลือก็รู้สึกหวาดกลัวจนตัวสั่น
ไม่มีใครกล้าเอ่ยอะไรออกมาอีกแม้แต่น้อย...
ชุนซิ่งและเสี่ยวเฉียน
หัวหน้าคนรับใช้ แบ่งหน้าที่กันจัดการอย่างรวดเร็ว โดยชุนซิ่งดูแลเรือนใน
ส่วนเสี่ยวเฉียนดูแลเรือนนอก
ไม่นานก็ได้ประกาศความผิดของคนที่ถูกจับทั้งหมดอย่างชัดเจน
คนไหนที่ควรลงโทษก็ลงโทษ คนไหนที่ควรจัดการก็จัดการ โดยไม่เว้นแม้แต่รายเดียว ตั้งแต่นี้ไป
ภายในเรือนหลังก็จะไม่มีที่ให้คนเหล่านี้ซุกตัวอีกต่อไป
ยังมีอีกสามคนที่ถือว่ากำเริบเสิบสานที่สุด
และกล้าเปิดเผยว่ามีการติดต่อกับสี่ตระกูลใหญ่อย่างไม่เกรงกลัว
สิ่งนี้เป็นที่รู้กันไปทั่วทั้งจวน แต่ก็ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากพูดถึง
พวกเขาทั้งสามเมื่อเห็นว่าตอนนี้ทุกคนที่ก่อความวุ่นวายก่อนหน้านี้ถูกจัดการไปทีละคน
ๆ แล้ว ก็ไม่ได้รู้สึกตื่นตระหนกแต่อย่างใด
พวกเขาคิดเพียงว่า
การโดนโบยสองสามทีกับการถูกส่งไปทำงานที่หมู่บ้านแรงงาน
มันก็แค่เรื่องเล็กน้อยเท่านั้น
พอไปถึงหมู่บ้านแรงงาน
พวกเขาย่อมหาวิธีหลบหนีออกมาได้อย่างแน่นอน
นายเก่าย่อมต้องจัดการดูแลพวกเขาอย่างดีอยู่แล้ว
พวกเขาไม่เหมือนกับพวกคนโง่ไร้ค่าเหล่านั้น
จึงไม่รู้สึกกังวลกับชะตากรรมของตัวเองแม้แต่น้อย!
แต่ไม่คาดคิดเลยว่า
สายตาของเหลียนฟางโจวจะแข็งกร้าวขึ้น
นางชี้ไปที่ทั้งสามคนด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบกล่าวว่า “สามคนนี้ชั่วช้าอย่างยิ่ง ไม่มีทางอภัยให้ได้ ฆ่าพวกมันตรงนี้เลย!”
สายตาของเหลียนฟางโจวกวาดมองไปที่ทุกคนด้วยความเย็นชา
“พวกเจ้าจงลืมตาให้กว้างแล้วดูให้ชัดเจน! ถ้าใครกล้าเนรคุณทรยศอีก
นี่แหละคือจุดจบของพวกเจ้า!”
คำพูดของนางทำให้หัวใจของทุกคนสะท้านสะเทือน
ใจเต้นแรงด้วยความหวาดกลัว ไม่มีใครกล้าเปล่งเสียงออกมาแม้แต่น้อย
ทั้งสามคนนั้นตกใจจนหน้าถอดสี
คนหนึ่งร้องขึ้นว่า “พวกข้าโดนใส่ร้าย!
หากท่านนายหญิงจะสร้างอำนาจก็ควรทำอย่างมีเหตุผล มิใช่กล่าวโทษโดยไร้หลักฐาน!
การจะฆ่าคนโดยไม่มีหลักฐานเช่นนี้ ท่านช่างไม่ยุติธรรมเลย!”
เหลียนฟางโจวหัวเราะเยาะพร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงเย้ยหยันว่า
“ไร้หลักฐานอย่างนั้นหรือ? เจ้าพูดถูกแล้ว!
พวกเจ้าสามคนไม่เพียงแต่มีความกล้า แต่ยังเจ้าเล่ห์แสนกลเกินคน
การจะหาหลักฐานมัดตัวพวกเจ้าให้ครบถ้วนคงไม่มีทางทำได้จริง ๆ!
แต่ทุกคนที่อยู่ที่นี่ล้วนรู้ดีว่าพวกเจ้าเคยทำเรื่องเลวร้ายอะไรไว้บ้าง!
เจ้าต้องการหลักฐานจากข้าอย่างนั้นหรือ? ฮึ
น่าขันสิ้นดี!”
ในช่วงเวลาที่เป็นตายเช่นนี้
มีหรือใครจะยอมรับสิ่งที่ตนเองทำลงไป?
เมื่อทั้งสามคนได้ยินว่าเหลียนฟางโจวเปิดโอกาสให้พวกเขาได้แก้ตัว
พวกเขาก็พากันร้องตะโกนโอดครวญออกมาทันที
“ท่านนายหญิง
คำพูดนี้บ่าวไม่เข้าใจ! หากไม่มีหลักฐานจริง ๆ แล้วคิดจะฆ่าคน
มันก็ไม่ต่างอะไรกับการฆ่าคนตายราวกับผักปลา!”
“ใช่แล้ว!
ต่อให้เป็นท่านผู้ว่าการเองเวลาตัดสินคดีก็ต้องมีหลักฐานเพื่อให้คนยอมรับอย่างหมดใจไม่ใช่หรือ? การจะฆ่าคนตามอำเภอใจเพียงเพราะความชอบหรือไม่ชอบส่วนตัว เช่นนี้แล้ว
วันข้างหน้าจะมีใครยอมทำงานให้ท่านนายหญิงอีก? บ่าวพูดเช่นนี้ก็เพื่อหวังดีต่อท่านนายหญิง
ขอให้ท่านนายหญิงโปรดพิจารณาให้ถี่ถ้วน!”
เหลียนฟางโจวหัวเราะเยาะออกมาอย่างเย็นชา
“พวกเจ้าพูดจาได้สมเหตุสมผลดีนัก แต่มันจะมีประโยชน์อันใดกัน? หากข้าไม่ลงโทษพวกเจ้าสามตัวสุนัขนี้อย่างรุนแรง
ต่อไปจะมีใครกล้าเชื่อฟังคำสั่งของข้าอีกเล่า? วันนี้ข้าจะใช้หัวของพวกเจ้าเป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกคนได้เห็นอย่างชัดเจน!
ให้ทุกคนรู้เสียว่า อะไรที่ควรทำ และอะไรที่ไม่ควรทำ!”
เมื่อพูดจบ
นางก็ตะโกนสั่งอย่างเด็ดขาด “ลงมือได้!”
ใช้วิธีเชือดไก่ ให้ลิงดู กำลังสนุกเลย ขอบคุณค่ะ
ตอบลบ