บทที่ 1239 ผูกใจผู้คน
เสียงหัวเราะพลันดังขึ้นทั่วกัน มีผู้หนึ่งหัวเราะพลางกล่าวว่า “หากพูดถึงยอดฝีมือในการจัดสวนแล้วละก็
ที่ตวนหลินก็มีหยางเหอจื้อที่ไม่เลวเลยทีเดียว ส่วนในเมืองหนานไห่ของเรานี้
ก็ยังมีนายท่านผู้เฒ่าหยางซึ่งเป็นผู้จัดภูเขาหินจำลองได้งดงามนัก!”
เหลียนฟางโจวเอ่ยขอบคุณพลางยิ้มพลางจดไว้ในใจ
อีกคนหัวเราะพลางกล่าวว่า
“เพียงแต่บรรดาช่างจัดสวนในหนานไห่ล้วนคุ้นชินกับรูปแบบที่เป็นที่นิยมในถิ่นนี้
อาจไม่สอดคล้องกับรสนิยมของฮูหยินหลี่นัก หากท่านมิได้บอกความต้องการไว้ก่อน
เกรงว่าหากเชิญเขามาทำแล้วไม่ถูกใจ จะกลายเป็นเรื่องเสียหายเอาได้!”
คำพูดนั้นพอเอ่ยออกมา ก็ทำให้หลายคนใจสะดุ้งวูบขึ้นมาเล็กน้อย
ความคิดระแวงลึก ๆ ในใจก็พลันยกขึ้นสามสี่ส่วน
ต่างลอบตั้งใจฟังว่าเหลียนฟางโจวจะตอบเช่นไร
การไม่ได้รับความเคารพและการยอมรับจากชาวจงหยวน(แผ่นดินใหญ่)
เป็นบาดแผลในใจของผู้คนแห่งหนานไห่มาโดยตลอด แม้ที่ถิ่นฐานแห่งตน พวกนางจะอหังการ
ดุดัน ดูราวกับไร้ผู้ต้านทาน
แต่ความโหยหาการยอมรับนั้นกลับเป็นสิ่งที่มีอยู่จริงและไม่เคยเลือนหาย
เหลียนฟางโจวยกมือปิดปากหัวเราะ กล่าวด้วยน้ำเสียงหยอกเย้าว่า
“ดูที่พี่สาวไป๋พูดเข้าสิ ที่นี่คือมณฑลหนานไห่นะ ย่อมต้องใช้รูปแบบท้องถิ่นถึงจะมีรสนิยมสิ!
ว่าไปแล้ว ข้ายังไม่เคยได้เห็นสวนที่นี่กับตาตัวเองสักที ไว้มีเวลาเมื่อใด ขอพวกท่านเชิญข้าไปเที่ยวถึงบ้านสักครั้ง
ให้ข้าได้เปิดหูเปิดตาบ้างเถิด!”
ทันใดนั้น ทุกคนก็พลันเบิกบาน ใบหน้าล้วนเปี่ยมรอยยิ้มพราย
เสียงหัวเราะและคำรับขานดังขึ้นพร้อมกันอย่างครึกครื้น
เหลียนฟางโจวยังคงยิ้มพลางเอ่ยถึงไม้ดอกไม้ประจำถิ่นและทิวทัศน์งดงามที่เป็นเอกลักษณ์ของหนานไห่
ทำให้บรรดาฮูหยินทั้งหลายยิ่งประหลาดใจและชื่นชม
ไม่คาดคิดว่านางจะรู้จักสิ่งเหล่านี้อย่างลึกซึ้งถึงเพียงนี้
ความรู้สึกที่ได้รับการเคารพและการยอมรับนั้นเกินกว่าจะถ่ายทอดเป็นคำพูดได้
ความรู้สึกอบอุ่นแผ่วเบาก็พลันก่อเกิดขึ้นในใจของพวกนางโดยไม่รู้ตัว
จนอดไม่ได้ที่จะรู้สึกสนิทสนมกับเหลียนฟางโจวมากยิ่งขึ้น
หลังจากเที่ยวเล่นหัวเราะสนทนากันอยู่พักหนึ่ง
เหลียนฟางโจวจึงยิ้มเชิญทุกคนไปนั่งพักผ่อนในห้องโถงดอกไม้ที่จัดแต่งไว้เรียบร้อย
แล้วค่อยร่วมรับประทานมื้อกลางวันยามเที่ยง
เมื่อเหล่าผู้คนตามนางเข้าไป
ต่างก็เห็นว่าภายในห้องโถงนั้นงดงามประณีต หรูหราแต่แฝงไว้ด้วยความสง่างาม
จนอดมิได้ที่จะพากันเอ่ยชม
โดยเฉพาะการจัดดอกไม้ที่ตั้งอยู่บนโต๊ะและริมหน้าต่าง
ยิ่งสะดุดตาเป็นสิ่งแรก ทำให้ผู้คนตื่นตาตื่นใจทันที
จึงมีผู้หนึ่งยิ้มพลางกล่าวสรรเสริญว่า “โดยปกติพวกเราพอมีอารมณ์ก็เพียงตัดกิ่งดอกไม้ใส่ขวดชา
เอาเพียงความสดใสของสีสันและกลิ่นหอมเท่านั้น
แต่ไม่เคยนึกเลยว่าการจัดดอกไม้จะงดงามได้ถึงเพียงนี้! ฮูหยินหลี่ช่างมีทั้งความคิดแยบคายและฝีมืออันประณีตแท้จริง!”
ทุกคนต่างยิ้มพลางเอ่ยเห็นพ้องกัน พร้อมทั้งชี้ไปยังแจกันและกระถางดอกไม้ทีละใบ
ต่างหัวเราะพูดคุยกันว่าชอบอันไหนที่สุด และอันไหนงดงามที่สุด
เหลียนฟางโจวยิ้มกล่าวว่า “นี่เป็นฝีมือที่ข้าได้เรียนมาจากบรรดาหมอมออาวุโสซึ่งเคยอยู่ในวังหลวงนะเจ้าคะ
เรื่องราวในนี้มีเคล็ดลับมากมายจริง ๆ ทั้งการเลือกแจกัน การเลือกดอกไม้
การจับคู่สี การตัดแต่งกิ่ง การรู้จักสิ่งที่เข้ากันหรือขัดกัน
กระทั่งความสูงต่ำที่สลับกัน ความหนาแน่นหรือโปร่งเบา ล้วนมีหลักทั้งสิ้น
พูดวันเดียวก็ยังไม่หมด! แต่พอฟังแล้วก็ชวนให้เห็นว่าน่าสนใจไม่น้อย
พอว่างหยิบจับเล่นสักหน่อย นอกจากทำให้จิตใจเบิกบานคลายเหงาแล้ว
ยังเหมือนได้ค้นพบสรรพสิ่งซ่อนอยู่ภายในด้วย! หากพวกท่านอยากเรียนละก็
คราวหน้าเมื่อว่างก็แวะมาหาข้าได้เลย ข้าถึงแม้จะยังไม่ชำนาญนัก
แต่ถ้าพวกท่านไม่รังเกียจก็พอสอนสั่งได้บ้างอยู่หรอก!”
ทุกคนต่างหัวเราะพลางกล่าวว่า “ฮูหยินหลี่ช่างถ่อมตัวเกินไปแล้ว!
ฝีมือของท่าน พวกเราไม่เคยได้เห็นที่ไหนมาก่อน จะกล้ารังเกียจได้อย่างไรเล่า? หากท่านยินดีจะสอน พวกเราย่อมยินดีนักหนา!”
ฮูหยินรองสกุลหยางยิ่งเป็นผู้โปรดปรานไม้ดอกไม้ประดับอยู่แล้ว
เมื่อได้ยินคำของเหลียนฟางโจว แม้คนอื่นยังพอใจเย็น แต่นางกลับทนรอไม่ได้
รีบยิ้มเอ่ยว่า “ฮูหยินหลี่ คำนี้ของท่านเป็นจริงหรือไม่? คนอื่นจะเชื่อหรือไม่ข้าไม่สน แต่ข้าขอเชื่อเป็นจริงเป็นจังแล้ว!
หากข้ามาเรียนถึงเรือน ฮูหยินอย่าได้รังเกียจว่าข้ามารบกวนเชียว
และห้ามรังเกียจว่าข้าโง่ด้วยนะเจ้าคะ!”
เมื่อได้ยินดังนั้น ทุกคนที่รู้จักฮูหยินรองสกุลหยางก็พร้อมใจกันหัวเราะอย่างเอ็นดู
พากันพูดหยอกล้อขึ้นเสียงเซ็งแซ่
เหลียนฟางโจวเชิญทุกคนให้นั่งตามสบาย พลางยิ้มกล่าวว่า “จะเป็นไปได้อย่างไรเล่า? ข้าพูดออกมาต่อหน้าคนมากมายเช่นนี้ หากมิได้จริงใจ
ก็เท่ากับตบปากตนเองมิใช่หรือ? แม้หากข้าเกิดรำคาญขึ้นมา ท่านก็ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้เสีย
เท่านี้ข้ายังจะมีหน้าไล่ท่านออกต่อหน้าทุกคนได้อย่างนั้นหรือ!”
ทุกคนเมื่อได้ฟังต่างหัวเราะครืนขึ้นอีกครั้ง ฮูหยินรองสกุลหยางถึงกับยกมือปิดปากหัวเราะไม่หยุด
เหลียนฟางโจวยกมือเสยปอยผมข้างขมับ เหน็บไว้หลังใบหู พลางเอ่ยยิ้มว่า
“หากข้าจะรังเกียจว่าท่านโง่งม นั่นยิ่งเป็นไปไม่ได้เลย!
ตัวข้าเองก็เป็นเพียงหญิงชาวชนบท แต่เดิมไม่เคยเรียนรู้อันใดมาก่อน จนกระทั่งได้เข้ามาในเมืองหลวง
ถึงได้ว่าจ้างบรรดาหมอมออาวุโสที่ออกมาจากวังมาช่วยสอน อย่างข้านี้ที่มาจากชนบทยังเรียนรู้ได้
แล้วพวกท่านจะเรียนรู้ไม่ได้เชียวเหรอ? พวกท่านฝึกเพียงไม่นาน ก็ย่อมต้องเก่งกว่าข้าและเร็วกว่าข้าเป็นแน่แท้!”
เหลียนฟางโจวมีชาติกำเนิดเป็นมาอย่างไร ทุกคนต่างก็พอรู้คร่าว ๆ
อยู่แล้ว ครั้นได้เห็นนางเอ่ยถึงต่อหน้าผู้คนโดยไม่หลีกเลี่ยง
ไม่เพียงทำให้ผู้คนเลื่อมใสในความเปิดเผยและความตรงไปตรงมาของนาง
ยังอดมิได้ที่จะรู้สึกตนสูงกว่านางอยู่ครึ่งขั้น ในห้วงลึกของจิตใจล้วนเผลอวางนางไว้ในตำแหน่งของผู้ที่อ่อนแอกว่า
ต่อผู้ที่ถ่อมตนและดูเหมือนอ่อนแอ ไม่มีผู้ใดที่จะไม่เกิดความสงสาร
ไม่มีผู้ใดที่จะไม่รู้สึกเอ็นดู
ดังนั้นทุกคนจึงต่างยิ้มพลางกล่าวถ่อมตนอยู่บ้าง
แล้วก็อดมิได้ที่จะเอ่ยชมเชยนางอย่างจริงใจ ทั้งชื่นชมในความยากลำบากที่นางผ่านมา
อีกทั้งยังยกย่องว่านางมีวาสนา ที่ท่านแม่ทัพหลี่ให้ความสำคัญต่อภรรยาเช่นนี้
หญิงใดได้ยินก็ล้วนอดอิจฉาไม่ได้
สตรีทั้งหลายล้วนแต่ออกเรือนไปแล้วทั้งนั้น
การพูดคุยเรื่องสามีจึงมิใช่สิ่งต้องเขินอาย ครั้นพากันเอ่ยชื่นชมเหลียนฟางโจวแล้ว
ก็อดไม่ได้ที่จะถามว่านางมีเคล็ดลับอันใดหรือไม่
ที่ทำให้ท่านแม่ทัพหลี่ทั้งรักทั้งทะนุถนอมถึงเพียงนี้
นี่เป็นหัวข้อที่ไม่มีผู้ใดไม่สนใจ ไม่มีผู้ใดไม่ให้ความสำคัญ
ครั้นมีผู้หนึ่งถามขึ้นมา ทุกคนก็เบิกตากว้างจับจ้อง ไม่กะพริบ
แลมองเหลียนฟางโจวด้วยแววคาดหวัง รอคอยคำตอบจากนาง
เหลียนฟางโจวย่อมมิอาจปฏิเสธ
จึงยิ้มรับพลางเล่าพาทีเจื้อยแจ้วกับทุกคน คำพูดเหล่านั้นทั้งมีเหตุผล
ทั้งแปลกใหม่ เป็นสิ่งที่บรรดาฮูหยินทั้งหลายไม่เคยได้ยินมาก่อน
ล้วนอดมิได้ที่จะจดจำไว้ในใจ พลางพยักหน้าตามอยู่เนือง ๆ
ส่วนจะทำได้หรือไม่
จะนำไปใช้จริงได้หรือไม่นั้น…ก็หาใช่เรื่องที่นางต้องใส่ใจอีกต่อไปแล้ว
ครั้นถึงเวลาอาหารกลางวัน ทุกคนยังคงสนทนาอย่างเพลิดเพลิน
ไม่อยากให้การพูดคุยสิ้นสุดลง
ทันใดนั้นก็มีผู้หนึ่งยิ้มพลางกำหนดวัน
เชิญชวนให้ทุกคนไปรวมตัวกันที่เรือนตนเอง
บรรดาสตรีทั้งหลายต่างก็ยิ้มรับพร้อมเอ่ยเห็นพ้อง พากันพูดว่าจะผลัดกันเป็นเจ้าภาพ
เชิญฮูหยินหลี่ไปเป็นแขก
เหลียนฟางโจวในวันนี้ได้วางแผนเตรียมการไว้อย่างรอบคอบ
จัดงานเลี้ยงครั้งนี้ขึ้นมาอย่างมีเลศนัย อีกทั้งยังค่อย ๆ
ชักนำให้บทสนทนาเป็นไปตามที่ตนตั้งใจไว้แต่แรก
จุดประสงค์ก็เพื่อสร้างไมตรีกับเหล่าสตรีเหล่านี้ และก้าวเข้าสู่วงสังคมของพวกนาง
ครั้นได้ยินคำเชิญชวน นางเพียงทำท่าถ่อมตนเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มรับคำอย่างสง่างาม
ครั้นได้เวลาขึ้นโต๊ะ อาหารนานาชนิดก็ถูกลำเลียงมาเต็มสำรับ
ล้วนมีสีสันหอมกรุ่น รสชาติกลมกล่อม จัดแต่งอย่างประณีตบรรจง
ยิ่งเมื่อเข้าคู่กับภาชนะทั้งชุด ซึ่งเป็นชามจานถ้วยถาดเคลือบฟ้าอ่อน
ประดับลายกิ่งดอกอ่อนช้อย ยิ่งดูงดงามเพลิดเพลินตายิ่งนัก
เมื่อได้ลิ้มรสอาหารทีละจาน ต่างก็เอ่ยชมมิขาดปาก
ครั้นรู้ว่าคือฝีมือพ่อครัวที่มาจากเมืองหลวง ก็ยิ่งตื่นตะลึงชื่นชม
อดไม่ได้ที่จะเปี่ยมด้วยความอิจฉาและใฝ่ฝัน แต่ละคนต่างพากันทอดถอนใจ
บอกว่าก่อนหน้านี้เคยได้ยินคนเล่าว่าภายใต้ฝ่าพระบาทขององค์จักรพรรดิมีความหรูหราโอ่อ่าเพียงใด
ตนยังเคยเฉยเมย คิดว่าความมั่งคั่งหรูหราของตนเองก็มิได้ด้อยไปกว่าใคร ทั้งทองคำ
เงินตรา หยก งาช้าง ไข่มุกอัญมณีและโบราณวัตถุ สิ่งใดบ้างเล่าที่ไม่เคยมี? เสื้อผ้าอาหารเครื่องใช้ไม้สอย
สิ่งใดบ้างเล่าที่มิเลิศหรู? ทว่าเมื่อได้เห็นความประณีตในเรือนของฮูหยินหลี่ในวันนี้
จึงได้เข้าใจแท้จริงกับคำว่า “เหนือฟ้ายังมีฟ้า” และส่วนที่อยู่ใต้ฝ่าพระบาทขององค์จักรพรรดินั้น
ไม่รู้เลยว่าจะรุ่งเรืองวิจิตรสักเพียงไหน!
เหลียนฟางโจวพลันยิ้ม เล่าเสริมถึงความคึกคักมั่งคั่งของเมืองหลวง
โดยเฉพาะเรื่องเครื่องสำอาง น้ำอบแป้งหอม เครื่องประดับปิ่นปักผมกำไลแหวน
ผืนผ้าแพรพรรณรูปแบบการตัดเย็บ เสื้อผ้าแฟชั่นใหม่ พัด ถุงหอม ถุงเย็บปัก
ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นสิ่งที่สตรีทั้งหลายพึงใจยิ่งนัก และยิ่งทำให้ผู้คนฟังแล้วเคลิบเคลิ้ม
ราวกับหลงอยู่ในความฝัน
ขอบคุณค่ะ
ตอบลบ