วันพฤหัสบดีที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1240 ยินดีทั่วหน้า

 

บทที่ 1240 ยินดีทั่วหน้า

 

ต้องรู้ไว้ว่า แม้มณฑลหนานไห่จะมีการค้าขายกับจงหยวนแผ่นดินใหญ่อยู่บ้าง แต่โดยมากเป็นพ่อค้าท้องถิ่นที่เดินทางไปเบิกของจากจงหยวนเสียมากกว่า หาได้มีพ่อค้าจงหยวนเต็มใจเดินทางมาค้าขายในถิ่นนี้ไม่

สินค้าที่แลกเปลี่ยนกัน ก็มักเป็นผ้าไหม ชา เครื่องเคลือบ และสิ่งของมีค่าต่าง ๆ น้อยนักที่จะมีผู้หอบหิ้วเครื่องสำอาง เครื่องแป้ง หรือของเล็กน้อยเหล่านี้มา แม้มีติดมาบ้างก็เพียงเพราะผ่านทางสะดวก และหาได้เทียบเคียงความวิจิตรบรรจงเฉกเช่นในเมืองหลวงไม่

ดังนั้นจึงมีผู้ทนไม่ไหว เอ่ยปากขอชมเครื่องประดับและเครื่องสำอางที่เหลียนฟางโจวหอบมาจากเมืองหลวงหลังมื้ออาหาร

โดยหลักแล้ว เรื่องนี้ถือเป็นการเสียมารยาทไม่น้อย ฮูหยินผู้นั้นพอหลุดปากออกไป ก็พลันรู้สึกตัวว่าพูดผิดไป ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นเป็นสีแดง รีบลุกขึ้นยืนยิ้มพลางเอ่ยขอโทษอย่างกระอักกระอ่วน

ทว่าเมื่อคำพูดนั้นหลุดออกมา กลับมีผู้คนในที่นั้นเห็นพ้องอยู่มาก จึงอดไม่ได้ที่จะช่วยพูดเข้าข้างนาง ต่างยิ้มพลางเอ่ยว่า ตนก็มีใจเช่นเดียวกัน หาได้มีเจตนาล่วงเกินไม่ ก็เพียงเพราะเลื่อมใสอยากเห็น อยากเปิดหูเปิดตาเท่านั้น ขอให้ฮูหยินหลี่เมตตา แบ่งปันให้ทุกคนได้ชื่นชมเป็นบุญตาเถิด

เหลียนฟางโจวรีบยิ้มพลางเชิญฮูหยินผู้นั้นให้นั่งลง ก่อนหันไปยิ้มกล่าวกับทุกคนว่า “อะไรกัน จะนับว่าเป็นการล่วงเกินได้อย่างไร? หากบ้านใดมีของดีงาม แล้วนำออกมาให้ผู้อื่นได้ชม ก็ยิ่งเป็นเกียรติเป็นศักดิ์ศรีมิใช่หรือ? ที่พวกพี่น้องอยากชม นั่นเท่ากับมอบหน้าให้แก่ข้าแล้ว เช่นนั้นข้าจะทำตัวไม่รู้คุณค่าถึงเพียงนั้นได้อย่างไรเล่า? เมื่อรับประทานเสร็จแล้ว หากอยากดูก็จงดูตามใจเถิด!”

คำพูดนั้นทำให้ทุกคนยิ้มพรายพร้อมเสียงหัวเราะ ชวนกันชมเชยว่าฮูหยินหลี่มีน้ำใจโอบอ้อมอารี จนบรรยากาศยิ่งครึกครื้นเบิกบานยิ่งกว่าเดิม

เหลียนฟางโจวจึงโบกมือเรียกหงอวี้ ให้เข้ามาก้มตัวเอียงหูใกล้ๆ นางจึงกำชับถ้อยคำเบา ๆ ไปหลายประโยค หงอวี้จึงยิ้มรับคำ ก้มตัวคำนับแล้วรีบออกไปทันที

แท้จริงแล้ว ที่เหลียนฟางโจวสั่งหงอวี้ต่อหน้าทุกคนนั้น ก็เพียงเพื่อแสดงท่าทีให้เห็นเท่านั้นเอง ของเหล่านั้น นางได้เตรียมพร้อมไว้แล้วตั้งแต่สามวันก่อน โดยพาปี้เถา ชุนซิ่ง และหงอวี้ช่วยกันจัดแจงเสร็จสรรพ

ครั้นทุกคนรับประทานอาหารกลางวันเสร็จสิ้น ก็ย้ายไปนั่งพักดื่มชาในห้องโถงดอกไม้ได้เพียงชั่วเวลาจิบชาเท่านั้น ก็มีสตรีผู้หนึ่งซึ่งใจร้อน อดกลั้นไม่ไหว พลันเอ่ยขึ้นเตือน

ทำเอาทุกคนพากันหัวเราะครืน แต่ในแววตาของแต่ละคนกลับเต็มไปด้วยความตื่นเต้น แสงประกายระยิบระยับสะท้อนอยู่ในดวงตา

เหลียนฟางโจวย่อมไม่ทำลายความคึกคักของทุกคน จึงยิ้มพลางพาทุกคนไปยังโถงกลางของเรือนชั้นใน

หงอวี้ได้พาบรรดาสาวใช้จัดเตรียมสิ่งของตามที่เหลียนฟางโจวสั่งไว้เรียบร้อยแล้ว

เมื่อบรรดาสตรีทั้งหลายเห็นหีบใหญ่หลายใบทำด้วยไม้จันทน์แดงและไม้มะเกลือประดับมุกเปล่งประกายวางอยู่บนโต๊ะ ต่างก็พากันส่งเสียงฮือฮา ก่อนพูดคุยหัวเราะพลางกรูกันเข้ามา

เหลียนฟางโจวจึงสั่งให้คนเปิดออกทีละหีบ ให้ทุกคนดูตามใจชอบ ภายในมีทั้งปิ่นปักผมและเครื่องประดับนานาชนิด มีกล่องเครื่องสำอางชุดเล็กเคลือบลายสีอ่อนใส่แป้งและน้ำหอม มีกล่องหนึ่งใส่พัดหลากหลายชนิดทำจากวัสดุต่าง ๆ รวมทั้งถุงหอมอันงดงาม พู่พัด ผ้าเช็ดหน้า หยกห้อย และของประณีตเล็กน้อยอีกมากมาย ทำเอาทุกคนดวงตาพร่างพราว จนมิรู้จะมองสิ่งใดก่อนดี

เอาแค่เพียงถุงหอม นอกจากที่ปักลวดลายด้วยไหมหลากสีแล้ว ยังมีทำจากหยกขาว หยกเขียวทอง เงิน ทองแดงสีม่วง แก้วผลึก งาช้าง ฯลฯ ซึ่งมีการแกะสลักเป็นทรงกลม เป็นลวดลายดอกไม้และลายต่าง ๆ ดูอ่อนช้อยมีชีวิตชีวา งดงามเล็กจิ๋ว น่าทะนุถนอมยิ่งนัก

ส่วนเครื่องสำอางนั้นยิ่งไม่ต้องกล่าวถึง พวกแป้งที่ใช้ผัดหน้า เมื่อได้ลองก็พบว่าละเอียดนุ่มนวลเป็นพิเศษ ขาวสะอาดละมุน พร้อมกลิ่นหอมบางเบาของดอกไม้ตามธรรมชาติ เมื่อทาบนผิวหน้าก็เกลี่ยได้เรียบง่าย เนียนไม่เป็นก้อน ไม่จับตัวแข็ง ทำให้ผิวเนียนนุ่มราวกับเปลือกไข่ที่เพิ่งลอกออกสดใหม่ ส่วนชาดทาปากนั้นกลับมีเฉดสีมากกว่าสิบชนิดทีเดียว!

ยังมีเครื่องประดับแกะสลักจากหยกจักรพรรดิสีเขียวน้ำงาม เนื้อใสเปล่งประกาย ทั้งที่เป็นห้อยคอและกำไลแขน รวมถึงไข่มุก อัญมณีหลากชนิด อำพันและขี้ผึ้งเหลือง นำมาประกอบเข้ากับทองคำ เงิน และงานลงยาปักขนนกกระเต็น อันวิจิตรตระการตา ผ่านการออกแบบสร้างสรรค์โดยช่างฝีมือผู้ชาญฉลาด จนกลายเป็นปิ่นปักผม ปิ่นเสียบกลางผม ปิ่นทรงสี่เหลี่ยมแบน ต่างหู กำลไลข้อมือ ฯลฯ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นงานฝีมือชั้นยอดที่หายากและประเมินค่ามิได้

สำหรับเครื่องประดับเหล่านี้ บรรดาสตรีทั้งหลายต่างเป็นผู้รู้ดูเป็นทั้งสิ้น เพียงชำเลืองก็ทราบดีว่าล้วนมีค่ามหาศาล จึงได้แต่ยกขึ้นจับอย่างระมัดระวัง ชื่นชมเอ่ยคำสรรเสริญไม่ขาดปาก แม้ในใจเต็มไปด้วยความอิจฉา แต่กลับไม่มีผู้ใดบังอาจคิดหมายจะครอบครองแม้แต่น้อย

ทว่าพอเป็นพวกแป้งหอม เครื่องประทินผิว พัดงดงามหลากลวดลาย หรือถุงหอมเล็กละเมียดละไมแล้วนั้น กลับไม่มีใครยับยั้งใจได้สักเท่าไร

ไม่รู้ว่าใครเป็นคนเริ่มก่อน นางฉีกยิ้มพลางเอ่ยขอแป้งหนึ่งกล่องจากเหลียนฟางโจว แล้วก็พลันมีคนอื่น ๆ เอ่ยตามทันที โดยส่งเสียงเซ็งแซ่ขอเอาของที่ตนถูกใจ ก่อนจะรีบคว้าสิ่งที่ชอบขึ้นมาชูให้ดู แล้วขอร้องให้เหลียนฟางโจวมอบให้

เหลียนฟางโจวทำได้เพียงยิ้มอย่างจนใจ เอ่ยว่า “หากพวกท่านชอบ เช่นนั้นภายหน้าข้าจะเขียนจดหมายไปบอกให้พ่อบ้านในเมืองหลวงจัดซื้อส่งมาให้เถิด ของพวกนี้ส่วนมากข้าใช้แล้ว จะมอบเป็นของขวัญได้อย่างไรเล่า?”

แต่บรรดาสตรีทั้งหลายกลับมิได้ถือสา ต่างพากันหัวเราะเอ่ยว่า “ไม่เป็นไรหรอก!” “ไม่มีปัญหา!”

มีคนถึงกับหัวเราะพลางกล่าวว่า “ฮูหยินหลี่มอบให้พวกเราครั้งนี้แล้ว ครั้นเมืองหลวงจัดหาส่งมาคราวหน้า ก็มอบให้พวกเราอีกสักครั้งก็เท่านั้นเอง!”

คำพูดนี้ทำให้ทุกคนพากันหัวเราะครึกครื้น

เหลียนฟางโจวก็หัวเราะจนกลั้นไม่อยู่ เอ่ยว่า “หากพวกท่านไม่รังเกียจ เช่นนั้นก็เอาไปเถิด!”

เหล่าสตรีต่างปลื้มปริ่ม พากันยิ้มกล่าวขอบคุณ พลางหยิบของที่ตนได้มาเล่นอย่างรักใคร่ ดวงใจเบิกบานเปี่ยมสุข

แท้จริงแล้ว เมื่อตั้งตาแลเห็นของดีเต็มโต๊ะเช่นนี้ ต่างก็อยากได้ไปเสียทั้งหมด เพียงแต่เกรงใจ จึงไม่กล้าเอ่ยปากเท่านั้นเอง

แล้วทุกคนก็กลับมานั่งสนทนาดื่มชากันต่อ ความสัมพันธ์ระหว่างกันก็ยิ่งแนบแน่นสนิทสนมยิ่งกว่าเดิม

ครั้นถึงเวลาแยกย้าย เหลียนฟางโจวยังมอบของขวัญแก่ทุกคนอีกคนละชิ้น เป็นกล่องไม้มะเกลือประดับมุก ขนาดกว้างเพียงฝ่ามือ ยาวราวหนึ่งศอก แกะลายดอกไม้กิ่งงาม ภายในบรรจุผ้าไหมประดิษฐ์ดอกใหม่ล่าสุดจากวังหลวงหนึ่งคู่ ผ้าเช็ดหน้าสองผืนเป็นผ้าไหมสีน้ำฟ้าอ่อนหรือผ้าปักลายเมฆมงคล และสร้อยประคำสิบแปดเม็ดทำจากอำพันหรือขี้ผึ้งเหลือง ประดับหัวพระพุทธรูปด้วยปี้สี่(ทัวร์มาลีน) หรือไข่มุก

แม้มิใช่ของล้ำค่าใหญ่โต แต่กลับเต็มเปี่ยมไปด้วยน้ำใจและความใส่ใจอย่างแท้จริง

ส่งแขกคนสุดท้ายออกไปแล้ว เหลียนฟางโจวก็อดไม่ได้ที่จะยกมือขึ้นนวดเอว พลางถอนหายใจอย่างโล่งอก ราวกับยกภูเขาออกจากอก

นางไม่ได้ออกแรงวางกลอุบายต้อนรับผู้ใดหนักหนามาเนิ่นนานแล้ว ยิ่งวันนี้ต้องรับรองผู้คนเป็นกลุ่มใหญ่ จะไม่เหนื่อยก็เป็นไปไม่ได้!

ปี้เถาเห็นเข้าก็รีบก้าวมาประคอง พลางยิ้มเอ่ยว่า “หลายวันมานี้ฮูหยินเหน็ดเหนื่อยจัดเตรียมไปไม่น้อย วันนี้ในที่สุดก็เสร็จสิ้นแล้ว กลับไปพักผ่อนกันเถิดเจ้าคะ!” จากนั้นก็หัวเราะต่อ “ดูท่าผลออกมาดีไม่น้อยเลยนะเจ้าคะ ฮิฮิ คนพวกนี้ช่างหลอกง่ายจริง ๆ เพียงฮูหยินใช้กลอุบายตบตาเล็กน้อย ก็หลอกพวกนางให้หลงหมุนวนอยู่รอบตัวแล้ว!”

เหลียนฟางโจวเดินไปด้านในพร้อมปี้เถาและสาวใช้อีกสองสามคน ฟังคำพูดนั้นแล้วพลันหยุดก้าว หันมาส่ายหน้า พลางเอ่ยว่า “หลอก? ตบตา? นั่นเจ้าพูดผิดแล้ว! ข้ามิได้ตบตาพวกนาง ยิ่งไม่เคยมีใจคิดจะหลอกลวง หากจะคิดโกหกแล้วเล่า เหตุใดต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจเช่นนี้? สิ่งที่ข้าทำ ล้วนด้วยใจจริง อยากผูกไมตรีกับพวกนาง ให้ได้เป็นมิตรสหายแท้จริงต่างหาก!

 

หนานไห่นี้มิใช่ของสี่ตระกูลใหญ่ แต่เป็นหนานไห่ของทุกผู้ทุกคน! พวกตระกูลอื่นก็ใช่ว่าจะไม่มีความคิดจะก้าวขึ้นมา หากเราผูกสัมพันธ์กับพวกนาง เกื้อหนุนให้ตระกูลของนางเจริญเติบโต ก็เท่ากับค่อย ๆ บั่นทอนอำนาจของสี่ตระกูลใหญ่ลงไป! หนานไห่ในวันหน้า ควรเป็นแผ่นดินที่แต่ละตระกูลได้เปล่งประกาย มิใช่เพียงมีผู้เดียวครองอำนาจ! อย่าได้ดูแคลนพวกนางเลย ช่องโหว่นี้แหละ จะต้องเริ่มเปิดจากพวกนาง! ข้าเองก็เป็นพ่อค้าแม่ขายเช่นกัน นี่คือการค้าที่ยั่งยืนยาวนาน การผูกมิตรย่อมดีกว่าการสร้างศัตรู หากใช้เพียงเล่ห์หลอกล่อ จะมั่นคงได้อย่างไรเล่า?”

ปี้เถาแลบลิ้นพลางตบหน้าผาก แล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เจ้าค่ะ ปี้เถาซาบซึ้งในคำสอนแล้ว! ฮูหยินมองการณ์ไกลนัก ปี้เถาจะจดจำใส่ใจไว้ให้มั่น คราวหน้าเจออีก ก็จะใช้ใจจริงเข้าหาก็แล้วกัน!”

เหลียนฟางโจวหัวเราะเบา ๆ เอ่ยว่า “หน่อไม้ที่งอกงามยังสอนให้เป็นไม้ได้! ใช้ใจจริงเข้าหากันก็ใช่ แต่ก็ต้องรู้จักระวังตัว อย่าให้ใครมาลวงหลอกได้ มิฉะนั้นก็จะกลายเป็นคนโง่งมเสียแล้ว!”

คำพูดนี้ทำให้ทั้งสองต่างหัวเราะออกมาพร้อมกัน

1 ความคิดเห็น:

  1. ไม่ระบุชื่อ12 มีนาคม 2569 เวลา 17:41

    สนุกค่ะ รอติดตามตอนต่อไปนะคะ ขอบคุณค่ะ

    ตอบลบ