วันศุกร์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1241 ตรวจตราเพื่อภรรยา

 

บทที่ 1241 ตรวจตราเพื่อภรรยา

ถึงทางแยก เหลียนฟางโจวเอ่ยยิ้มว่า หลายวันมานี้เจ้าก็ไม่เคยได้หยุดพัก วันนี้คงเหนื่อยยิ่งกว่าข้า ไม่ต้องส่งแล้ว เจ้ากลับไปพักเถอะ!”

ปี้เถาเข้าใจดีว่านี่คือความจริงจากใจนาง จึงไม่เกรงใจนัก เพียงยิ้มรับแล้วผงกศีรษะ ล่ำลากันที่ตรงนั้น นางเฝ้ามองจนเหลียนฟางโจวก้าวเข้าสู่ลานเรือน จึงหันหลังจากไป

เหลียนฟางโจวหลับสนิทในห้องตะวันออก ทว่าในห้วงครึ่งหลับครึ่งตื่น กลับได้ยินเสียงขยับเบา ๆ บนเตียง นางปรือตาเพียงเล็กน้อย จึงเห็นซู่เอ๋อร์กำลังคลานเล่นไปมาบนผ้าห่ม หัวใจนางอ่อนละมุนขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว ริมฝีปากคลี่ยิ้มบาง ก่อนจะเบิกตากว้าง แล้วพลิกกายลุกขึ้นนั่ง กางแขนพลางเรียกด้วยรอยยิ้มอบอุ่น ซู่เอ๋อร์! มาสิ! มาให้แม่กอดหน่อย!”

ซู่เอ๋อร์กำลังคลานเล่นอย่างสนุกสนาน ครั้นเห็นนางลืมตาตื่น ก็เผยรอยยิ้มกว้าง ดวงหน้าเล็กพลันคลี่ยิ้มละไม รีบใช้มือเท้าคลานพุ่งเข้าหาในอ้อมอกของนาง พลางหัวเราะคิกคักร้องเรียกว่า “แม่! …ท่านแม่!”

เหลียนฟางโจวกอดรัดเขาไว้แน่น ก้มหน้าถูไถหน้าผากเขาอย่างนึกเอ็นดู แม่ลูกต่างหัวเราะเบิกบาน “เหตุใดไม่ออกไปเล่นข้างนอกเล่า? หืม?” เหลียนฟางโจวยิ้ม พลางยกมือเกลี่ยเส้นผมของเขาอย่างอ่อนโยน

ซู่เอ๋อร์ยอมนั่งซุกอยู่บนผ้าห่มในอ้อมอกนางอย่างว่าง่าย ก่อนเอื้อนเอ่ยด้วยเสียงใสซื่อว่า “ข้ากำลังรอท่านพ่ออยู่!”

ทันทีที่เห็นเหลียนฟางโจวเบิกตากว้างมองมาที่ตนเอง ราวกับเต็มไปด้วยความคาดหวังและความไม่พอใจ ซู่เอ๋อร์พลันนิ่งเงียบไปโดยไม่รู้ตัว ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่ แต่ก็พูดออกมาโดยไม่คิดว่า "ก็แวะมาเป็นเพื่อนกับท่านแม่ด้วยขอรับ!"

“แวะมา?” เหลียนฟางโจวเอ่ยตอบทันควันเช่นกัน น้ำเสียงแฝงความขมขื่นสองส่วนในใจ—เจ้าลูกคนนี้ ตั้งแต่เมื่อใดกันที่สนิทกับบิดาเสียยิ่งกว่ามารดาเล่า? นางผู้เป็นมารดากลับกลายเป็นเพียง “แวะมา” เท่านั้น! ยิ่งไปกว่านั้น เขายังเล็กนัก…

ซู่เอ๋อร์ชะงักไป รีบส่ายหน้าพลางร้อนรนเอ่ยว่า “ไม่ ไม่ใช่! ไม่ใช่ว่าแวะมา! ข้า…ข้าหมายถึง—”

เขาจะพูดว่าอะไรเล่า… ทว่ายังเล็กนัก ถ้อยคำที่อยู่ในหัวก็มีเพียงน้อยนิด ใช้จะอธิบายก็จนปัญญา ยิ่งร้อนรนยิ่งอัดแน่นในอกจนใบหน้าแดงจัดไปทั้งดวง

เหลียนฟางโจวเห็นท่าทางนั้น ทั้งสงสารทั้งขบขัน อดไม่ได้ที่จะยกมือขึ้นลูบศีรษะเล็ก ๆ แล้วหัวเราะเบา ๆ ออกมา

ซู่เอ๋อร์เห็นนางหัวเราะ จึงกะพริบตาปริบ ๆ แล้วเผยรอยยิ้มซื่อ

ครู่หนึ่ง เขาคิดอะไรขึ้นมาได้ จึงโน้มตัวเข้ามาจุ๊บแก้มของนางทีหนึ่ง

สิ่งนั้นทำให้ความรักของมารดาเอ่อท้นขึ้นในหัวใจของเหลียนฟางโจว นางกอดรัดบุตรชายแน่น อย่างไม่รู้จะมอบความรักและทะนุถนอมเขาอย่างไรให้พอเพียง

ขณะที่แม่ลูกกำลังหยอกเย้ากันอยู่ ทันใดนั้นหลี่ฟู่ก็กลับมา

เมื่อซู่เอ๋อร์เห็นเข้า ดวงตาก็พลันสว่างวาบ รีบเอ่ยประจบด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน “ท่านพ่อ!”

หลี่ฟู่เพียงยิ้มบาง รับคำตอบสั้น ๆ ว่า “เด็กดี”

ก่อนจะนั่งลงลูบศีรษะเล็ก ๆ ของเขา เอ่ยถ้อยคำไม่กี่ประโยค แล้วก็เรียกแม่นมเข้ามาอุ้มคุณชายตัวน้อยออกไป

ซู่เอ๋อร์เหลียวมองบิดาด้วยแววตาแฝงความอาวรณ์อีกครั้ง แล้วเรียกเสียงใสว่า “ท่านพ่อ!”

หลี่ฝาโบกมือหัวเราะพลางว่า “เด็กดีไปกับแม่นมเถอะ! พ่อมีเรื่องจะพูดกับแม่เจ้า!”

ซู่เอ๋อร์มิอาจขัดได้ เพียงตอบรับเสียงเบาอย่างว่าง่าย แล้วก็ให้แม่นมอุ้มออกไปแต่โดยดี

หลี่ฟู่หมุนกายเข้ามา วางมือประคองสองบ่าของเหลียนฟางโจว เอ่ยยิ้มว่า “วันนี้เป็นอย่างไรบ้างเล่า? เหล่าฮูหยินทั้งหลายยังวางตัวเรียบร้อยหรือไม่? มีผู้ใดล่วงเกิน ทำให้เจ้าขุ่นข้องหรือเปล่า?”

ท่วงท่าเขาราวกับจะบอกว่า—หากมีผู้ใดไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง กล้าให้เจ้าต้องเจ็บช้ำน้ำใจ ขอเพียงเอ่ยมา ข้าจะเป็นผู้ลงมือทวงความเป็นธรรมแทนเจ้าเอง!

เหลียนฟางโจวถึงกับหลุดหัวเราะออกมา พลางเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “จะมีคนเยี่ยงนั้นได้อย่างไรเล่า? มิใช่ว่าในเมืองหนานไห่จะไม่มีคนเช่นนั้น… เพียงแต่รายนามแขกในงานครั้งนี้ ล้วนผ่านการคัดสรรอย่างรอบคอบแล้วทั้งสิ้น ที่ทำเช่นนี้ก็เพื่อหลีกเลี่ยงมิให้มีผู้ใดมาก่อเรื่องให้เสียบรรยากาศ จะได้ไม่ทำให้ผู้คนในงานเลี้ยงต้องขุ่นเคืองใจ!”

นางเล่าเรื่องราวในงานเลี้ยงวันนี้ให้ฟังคร่าว ๆ แล้วก็หัวเราะเบา ๆ เอ่ยถึงการนัดหมายของแขกทั้งหลายที่จะกลับมาเลี้ยงตอบในวันหลัง

“เช่นนั้นก็ดีแล้ว!” หลี่ฟู่หัวเราะพลางว่า “เพราะวันพรุ่งนี้ข้าต้องออกจากเมืองหนานไห่ไปพักหนึ่ง เจ้านี่เองก็คงไม่เหงาแล้วกระมัง”

หลี่ฟู่จำต้องเดินทางไปฝูโจว—และยังอ้างเหตุผลอย่างแนบเนียนว่าถูกภรรยาคนงามบีบบังคับให้ไปตรวจสอบเส้นทางการค้าอีกด้วย แน่นอนว่า เหตุผลนี้เป็นเหตุผล "ที่แท้จริง" ที่ผู้คนแอบเล่าลือกันเป็นการส่วนตัว ส่วนเหตุผลที่เปิดเผยต่อสาธารณะก็คือ ท่านผู้ว่าการมณฑลออกไปตรวจราชการในท้องที่นั่นเอง

ส่วนใครจะเชื่อเหตุผลใด ก็คงแล้วแต่ให้ผู้คนตีความเอาเอง

ความจริงแล้ว เรื่องนี้คนทั้งสองได้ปรึกษากันไว้หลายวันแล้ว เพียงแต่ยังมิได้กำหนดวันที่แน่นอนในการออกเดินทางเท่านั้น

เมื่อเหลียนฟางโจวได้ยินถ้อยคำนี้จากปากเขา สีหน้าก็พลันเคร่งขรึมขึ้นมา ความอาลัยอาวรณ์เพราะการต้องแยกห่างพลันเอ่อท้นในใจ นางเผลออุทานเบาๆว่า “เร็วถึงเพียงนี้เชียว!”

หลี่ฟู่คลี่ยิ้มบาง พลางถอดรองเท้าก้าวขึ้นเตียงอย่างเป็นธรรมชาติ ก่อนอุ้มภรรยาไว้ในอ้อมแขน กดจูบเบา ๆ แล้วเอื้อนเอ่ยเสียงนุ่ม

“ทางนั้นมีข่าวดีมาถึงแล้ว คนที่ควรพบก็พบแล้ว เรื่องที่ควรปรึกษาก็พูดคุยกันไปเจ็ดแปดส่วน เหลือเพียงข้าไปตัดสินใจขั้นสุดท้าย อย่างไรเสียก็ต้องไปอยู่ดี ไปเสียแต่เนิ่น ๆ กลับมาแต่เนิ่น ๆ ดีกว่า อีกไม่กี่เดือนก็จะถึงปีใหม่ ข้าจะได้กลับมาอยู่เคียงข้างเจ้าเร็วขึ้นมิใช่หรือ?”

“ท่านว่ามาก็มีเหตุผลอยู่” เหลียนฟางโจวยิ้ม พลางเอียงหน้าเงยตามองเขา กล่าวด้วยรอยยิ้มที่ห่วงใยว่า  “แต่ท่านก็ต้องระวังตัว! พาเสี่ยวมู่กับลั่วกว่างติดตามไปด้วย อีกทั้งทหารองครักษ์จากเมืองหลวง ก็ควรนำไปสักร้อยนาย เราระวังไว้ย่อมไร้ข้อผิดพลาด!”

นางคิดจะเอ่ยถึงเหตุการณ์ที่เขาเคยถูกลอบสังหารระหว่างกลับจากนอกเมือง แต่แล้วก็เห็นว่าเป็นคำอัปมงคล จึงมิได้พูดออกมา หากในใจกลับยิ่งห่วงไม่คลาย

หลี่ฟู่แค่นหัวเราะเย็นชา พลางเอ่ยว่า “วางใจเถิด หากมีผู้ใดมีฝีมือพอจะเอาชนะข้าได้ ต่อให้มีเสี่ยวมู่กับลั่วกว่างอยู่ก็ไร้ประโยชน์! ทั้งสองคนควรอยู่ข้างกายเจ้า ข้าจึงค่อยวางใจได้เต็มที่! เฉินต้าอี้จะร่วมทางไปกับข้า ข้ามีกองทัพองครักษ์ห้าสิบคนก็มากพอแล้ว อีกทั้งยังสามารถเกณฑ์ทหารของค่ายทหารมณฑลหนานไห่รวมทั้งหมดสองร้อยนายเพิ่ม ซึ่งตรงตามระเบียบราชสำนัก!”

เหลียนฟางโจวอ้าปากเหมือนจะโต้แย้ง ทว่ากลับพบว่าตนเองหาเหตุผลใดมาหักล้างได้ไม่—ผู้ไร้วิชายุทธ์จะเถียงผู้ครองฝีมือได้อย่างไรกัน!

“ก็ได้!” เหลียนฟางโจวเม้มปากน้อย ๆ แล้วจำต้องกล่าวออกไปว่า “แต่ข้ายังยืนยันคำเดิม จงระวังตนเองให้มาก! ส่วนเรื่องทางนี้ ท่านไม่ต้องกังวล นอกจากเสี่ยวมู่กับลั่วกว่างแล้ว ยังมีอิ๋งชุนกับพ่านเซี่ยอยู่ข้างกายข้า อีกทั้งจวนสกุลหลี่หลังจากถูกชำระล้าง ก็สะอาดเรียบร้อยกว่าก่อนยิ่งนักแล้ว!”

หลี่ฟู่ยิ้มพลางพยักหน้า ก่อนเอ่ยต่อว่า “ข้าจะพาซู่เอ๋อร์ไปด้วย เขาโตพอสมควรแล้ว สมควรออกไปเปิดหูเปิดตาเล็กน้อย อีกทั้งหากปล่อยให้อยู่ในจวนทั้งวันก็เอาแต่ซุกซน ก่อเรื่องให้เจ้าต้องเหนื่อยใจอยู่ร่ำไป!”

เมื่อเหลียนฟางโจวได้ฟังก็ถึงกับแปลกใจอยู่บ้าง แต่เมื่อลองตรองดูจึงพยักหน้ารับในที่สุด

ทันใดนั้นนางพลันฉุกคิดขึ้นมาได้ ก่อนตบมือหัวเราะเบา ๆ  “ข้าก็สงสัยอยู่ว่าเหตุใดจู่ๆซู่เอ๋อร์ก็เกาะติดท่านมิยอมปล่อยอยู่หลายวัน ที่แท้เขามัวคิดถึงเรื่องนี้เอง! โธ่เอ๊ย เขาเพิ่งจะตัวแค่นี้เอง ไฉนถึงได้ซุกซนดิบเถื่อนขนาดนี้!

“นั่นสิ!” หลี่ฟู่หัวเราะออกมาเช่นกัน ก่อนกล่าวยิ้ม ๆ ว่า “เด็กผู้ชายก็ต้องมีความซุกซนดิบเถื่อนบ้างจึงจะดี! อีกอย่าง…นี่จะนับเป็นความป่าเถื่อนอันใดกันเล่า? ข้ายังเห็นว่าซู่เอ๋อร์ของเราบางครั้งกลับสำรวมเคร่งขรึมเกินไปด้วยซ้ำ!”

“สำรวมเคร่งขรึม?” เหลียนฟางโจวถึงกับกลั้นหัวเราะไม่อยู่ แล้วเอ่ยยิ้มว่า “เขาเพิ่งอายุเท่าไรเอง! ใช้คำนี้มันเหมาะแล้วหรือ?”

หลี่ฟู่หาได้ใส่ใจไม่ ยังยืนยันหนักแน่นว่า “เขาไม่เล็กแล้ว!”

“……” เหลียนฟางโจวถึงกับไร้ถ้อยคำ ไม่อยากต่อปากต่อคำในเรื่องไร้สาระนี้อีก เอาเถอะ อีกไม่นานก็ครบสามหนาวแล้ว ที่ว่าจะไม่เล็กนักก็คงไม่ผิดเสียทีเดียว!

รุ่งเช้าวันถัดมา เหลียนฟางโจวออกมาส่งหลี่ฟู่ พร้อมทั้งบุตรชายที่ถูกองครักษ์ประคองขึ้นม้านั่งอย่างตื่นเต้นยินดี จากนั้นนางก็หันกลับมาจัดการงานของตนต่อ

วันนี้ฮูหยินน้อยสามแห่งสกุลเล่อเจิ้ง—หลินอวี่ฮุ่ย—สมควรจะเดินทางมาถึงเมืองหนานไห่แล้ว นางจึงต้องส่งเทียบเชิญให้อีกฝ่ายเข้าจวนมาเยือนในวันพรุ่ง

 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น