วันอาทิตย์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1243 สามเส้นทางการค้า

 

บทที่ 1243 สามเส้นทางการค้า

เหลียนฟางโจวยิ้มพลางเอ่ยว่า ได้ยินกิตติศัพท์มานานแล้วว่า ตระกูลเล่อเจิ้งอบรมสั่งสอนเข้มแข็ง มีกฎบ้านทรงคุณธรรม หนักแน่นมั่นคง วันนี้ได้เห็นก็เป็นเช่นนั้นจริง! ว่าอย่างไรเล่า? ตอนนี้เจ้าอยู่ดีกระมัง? เมื่อครั้งคุณชายสามปฏิบัติต่อนางเช่นนั้น ย่อมต้องดูแลเจ้าเป็นอย่างดี ข้านี้ก็ถามเสียเปล่า! หญิงเช่นเรา หากได้แต่งกับสามีที่รู้จักทะนุถนอม เคารพให้เกียรติ เอาใจใส่ไม่ให้ขาดถือว่าหาได้ยากนัก ยิ่งไปกว่านั้น สามีผู้นั้นยังเป็นสหายรักในวัยเยาว์ที่เติบโตมาด้วยกันอีกด้วย เจ้าคงไม่รู้กระมังว่า บรรดาฮูหยินในเมืองหนานไห่ต่างก็พากันอิจฉาเจ้า!”

หลินอวี่ฮุ่ยเห็นนางเปลี่ยนหัวข้อสนทนาโดยไม่เผยพิรุธ ทำให้นางยิ่งไม่แน่ใจนักว่าอีกฝ่ายมีความหมายใด แต่ก็ไม่สะดวกจะรื้อฟื้นเรื่องเก่า จึงยิ้มเขินพลางตอบตามน้ำว่า ข้าตอนนี้สบายดีนัก ต้องขอบคุณที่ฮูหยินที่เมตตาใส่ใจ! แต่คำพูดของฮูหยินนี้ทำให้ข้าออกจะอับอายเสียแล้ว ที่แท้แล้ว ทั้งมณฑลหนานไห่นี้ เหล่าฮูหยินทั้งหลายล้วนแต่อิจฉาหลี่ฮูหยินกันต่างหาก! เพราะใต้เท้าหลี่นั้นดูแลภรรยาด้วยความรักความผูกพันอย่างแท้จริง!”

คำพูดนั้นทำเอาเหลียนฟางโจวกลั้นหัวเราะไม่อยู่ ยกมือปิดปากหัวเราะคิก พลางโบกมือพลางหัวเราะว่า พอเถอะ ๆ! เราคงพูดกันเรื่องนี้ต่อไปมิได้แล้ว หากยังชมกันอยู่เช่นนี้ จะต้องไม่รู้จบสิ้นแน่!”

ขณะทั้งสองกำลังพูดคุยหัวร่อกันอยู่ ปี้เถากับจ้าวเสียนก็กลับมาแล้ว เบื้องหลังมีสาวใช้น้อยอุ้มถาดวางขนมพึ่งอบเสร็จใหม่ ๆ มาด้วย

ทั้งสองฝ่ายจึงเก็บเรื่องสนทนาก่อนหน้า แล้วสี่คนก็นั่งคุยกันต่ออย่างครึกครื้น

ครั้นผ่านมื้อกลางวัน หลินอวี่ฮุ่ยกับจ้าวเสียนก็นั่งพักอยู่ครู่หนึ่งก่อนลุกขึ้นลากลับ

อาหารในวันนี้แม้จะเป็นสำรับธรรมดากว่าคราวก่อน แต่รสชาติยังคงเลิศไม่ต่างกัน อีกทั้งมีเพียงสี่คนร่วมวง บรรยากาศกลับยิ่งสนิทสนมอบอุ่น มื้อนั้นทั้งเจ้าบ้านและแขกต่างก็ชื่นอกชื่นใจ

อีกด้าน ข่าวหลี่ฟู่พาบุตรชายออกเดินทางไปฝูโจวเพื่อ “ตรวจราชการ” แพร่สะพัดออกไป พร้อมกันนั้น เหตุผลแท้จริงของการตรวจราชการครั้งนี้ก็ลับ ๆ แพร่ไปด้วยเช่นกัน เหล่าสาวน้อยฮูหยินใหม่ทั้งหลายในเมือง ต่างพากันเทใจให้ผู้ว่าการมณฑล ที่รักและตามใจภรรยาได้ถึงเพียงนี้ ความอิจฉา เลื่อมใส และชื่นชมต่อโชควาสนาของหลี่ฮูหยินก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงขนาดที่ทุกคนลืมเลือนข้อมูลที่ว่าใตเท้าหลี่คนนี้เติบโตมาจากการผ่านศึกฆ่าฟันผู้คนนับไม่ถ้วนเพื่อสร้างผลงานทางทหารไปเสียสนิท ภาพลักษณ์ที่ดูเข้าถึงง่ายและเป็นกันเองของเขาดูสูงส่งและดูดีขึ้นมาทันที

เหล่าบุรุษทั้งหลายต่อเรื่องนี้ก็ทำเพียงนิ่งเฉย ไม่เอ่ยแย้ง แต่ลับหลังกลับมีไม่น้อยที่แอบเย้ยหยอกหัวเราะท่านผู้ว่าการมณฑลอยู่บ้าง ทว่าขณะเดียวกันก็สั่งกำชับบรรดาอิสตรีในเรือน ให้พยายามคบหากับหลี่ฮูหยินไว้ อย่างน้อยก็อย่าได้ไปขัดเคืองใจหรือทำให้นางไม่สบายใจเป็นอันขาด

ใครเล่าจะรู้ ว่าเมฆก้อนใดบนท้องฟ้าจะกลายเป็นฝน? ลงทุนไว้ก่อนแต่เนิ่น ๆ ย่อมไม่มีโทษ มิฉะนั้นถึงคราวฉุกเฉินจะไปคว้าเอาพุทธองค์มากอดไว้ ก็ย่อมสายเกินการณ์!

โดยสรุปแล้ว สถานการณ์ยามนี้ก็คือ—ท่านผู้ว่าการมณฑลคนใหม่กุมทั้งอำนาจทหารและอำนาจการปกครองไว้ในมือ เดิมยังกล้าเป็นฝ่ายไปกวนตระกูลเหลียง จนบีบให้ตระกูลเหลียงต้องก้มหัวอ่อนลง อีกทั้งยังแย่งชิงเส้นทางการค้าถึงสามสายจากตระกูลเติ้ง มอบให้ภรรยาตนไว้ใช้เป็นเพียงสิ่งเล่นสนุก นอกจากตระกูลเหลียงกับตระกูลเติ้งแล้ว ยังมีตระกูลใดเหนือกว่านี้อีกเล่า?

เมื่อหลี่ฟู่เดินทางถึงฝูโจว เขาก็ออกไปตรวจตราตามสถานที่ต่างๆ โดยมีเหล่าขุนนางท้องถิ่นคอยติดตามดูแลอย่างเป็นงานเป็นการ แต่เพียงไม่กี่วันหลังจากนั้น เขาก็หาข้ออ้างพักผ่อนอยู่แต่ในที่พักรับรอง

เหล่าขุนนางท้องถิ่นล้วนหูตาไว ต่างก็เข้าใจดีว่า “เป้าหมายแท้จริง” ของการมาที่นี่คือสิ่งใด

เมื่อเขากล่าวว่าจะพักผ่อน ก็เห็นได้ชัดว่าที่แท้ต้องการตรวจดูเส้นทางการค้าจากหนานไห่สู่ฝูโจว เรื่องเช่นนี้ย่อมไม่อาจเปิดเผยต่อหน้าได้!

ดังนั้นทุกคนจึงรู้กาลเทศะ มิได้มารบกวน กลับทำเป็นเอาใจใส่ ส่งเสียงอวยพรให้ท่านผู้ว่าพักผ่อนให้สบาย

ครั้นเมื่อได้ข่าวว่าหลี่ฟู่ออกไปข้างนอกอย่างลับ ๆ พวกเขาต่างก็ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น เพียงสบตาแล้วหัวเราะเบา ๆ อย่างเข้าใจกัน

ทว่าไม่มีใครล่วงรู้เลยว่า แท้จริงแล้ว 'ใต้เท้าหลี่' ที่กำลังออกตรวจเส้นทางการค้านั้น เป็นทหารคนสนิทของหลี่ฟู่ที่ปลอมตัวมา ส่วนซู่เอ๋อร์นั้นได้รับคำสั่งจากท่านพ่อไว้ล่วงหน้าแล้ว แม้จะยังเยาว์วัยแต่ก็จดจำใส่ใจเป็นอย่างดี จึงไม่มีทางหลุดปากพูดผิดอย่างแน่นอน

ตัวหลี่ฟู่เองนั้น กลับอาศัยคืนเดือนมืดลมแรง ขึ้นรถม้าธรรมดาคันหนึ่ง เดินทางข้ามราตรีตรงสู่เฉวียนโจว!

เขามุ่งหน้าไปเฉวียนโจวเพื่อพบบุคคลสำคัญผู้หนึ่ง ผู้ที่จะมีบทบาทชี้ขาดต่อการรับมือสี่ตระกูลใหญ่—นี่ต่างหากคือเป้าหมายแท้จริงของการมาเยือนฝูโจวครั้งนี้!

ส่วนหลี่ฟู่ได้สนทนาอันใดกับบุคคลนั้น หรือบรรลุข้อตกลงสิ่งใดกันแน่ ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ เพียงแต่ตอนเขาออกจากเฉวียนโจว สีหน้าก็เต็มไปด้วยความพึงพอใจยิ่งนัก!

เมื่อกลับถึงฝูโจวก็เพียงปรากฏกายอยู่อีกสองวัน ก่อนจะเก็บสัมภาระเดินทางกลับสู่หนานไห่

ยามสิ้นปี ขุนนางท้องถิ่น เหล่าคหบดี และเศรษฐีเจ้าที่เจ้าทาง ล้วนมิอาจขาดการ “ถวายของกำนัล” นานาประการ อีกทั้งฝูโจวอุดมด้วยสินค้าหลากหลาย ใกล้เฉวียนโจวซึ่งเป็นท่าเรือใหญ่แห่งทะเลตะวันออก ทำให้สินค้าจากทั่วทุกสารทิศหลั่งไหลมาอย่างตระการตา หลี่ฟู่ใช้เวลาดื่มด่ำเลือกสรรอยู่เจ็ดแปดวัน ก็กลับออกมาอย่างเต็มพิกัด

ครั้นเมื่อกลับถึงเมืองหนานไห่ ก็เป็นช่วงเวลาเดือนสิบสองล่วงมาเกินครึ่งแล้ว

ตลอดครึ่งเดือนที่ผ่านมา เหลียนฟางโจวสนิทสนมแนบแน่นกับบรรดาฮูหยินผู้สูงศักดิ์แห่งนครหนานไห่ แน่นอนว่ายกเว้นตระกูลเหลียงและตระกูลเติ้ง หลังจากงานเลี้ยงครั้งนั้น บรรดาสะใภ้ของสองตระกูลนี้ก็ไม่เคยปรากฏตัวอีกเลย ไม่ว่าจะด้วยความตั้งใจของพวกนางเอง หรือเป็นคำสั่งของแม่สามีก็ตามที

สำหรับเหลียนฟางโจวแล้ว กลับเป็นผลดีนัก!

เพราะสิ่งที่นางคิดจะทำ ก็พอดีต้องตัดสองตระกูลนี้ออกไปอยู่แล้ว!

ข่าวที่เหลียนฟางโจวครอบครองเส้นทางการค้าสามเส้นแพร่ไปทั่วทั้งเมือง นางก็แสร้งทำเป็นเอ่ยอย่างไม่ตั้งใจต่อบรรดาคุณนายทั้งหลายว่า—หากบ้านใดสนใจ ย่อมสามารถเข้ามีหุ้นร่วมได้ ผลกำไรแบ่งตามจำนวนทุน อีกทั้งนางยังคิดจะค้าขายของพื้นเมือง หากบ้านใดมีสินค้าผลิตออกมา ก็สามารถขายให้นางได้ นางยินดีจ่ายเงินซื้อ หรือหากรอจนมีสินค้าจากต่างเมืองขนกลับมาแล้วจะนำมาหักล้างกันเป็นของแลกของก็ย่อมได้…

คำพูดเหล่านี้ ยิ่งปลุกเร้าความสนใจของหลายตระกูลนัก

เดิมที ตระกูลเติ้งครอบครองการค้ากับต่างถิ่นของมณฑลหนานไห่ถึงเจ็ดส่วนจากสิบ ตระกูลรอง ๆ หรือตระกูลชั้นสามที่แม้จะมีเงินทุน ก็ไม่อาจไม่อยากลองเสี่ยงเข้ามาในตลาด ทว่ากลับสู้ตระกูลเติ้งไม่ได้ สุดท้ายก็ต้องก้มหัวอยู่ใต้อำนาจ พวกเขาเพียงมีสินค้าจะส่งออกหรือรับเข้า ราคาและชนิดของสินค้าล้วนถูกกำหนดโดยตระกูลเติ้งทั้งสิ้น

เพราะเหตุนี้เอง บรรดาผู้ดูแล หลงจู๊ และเสมียนใหญ่ของตระกูลเติ้งต่างก็พากันพองขนชูคอจนจมูกแทบจะชี้ฟ้า ลูกตาวางไว้บนกระหม่อม (ดูถูกคนอื่น) และมักจะเรียกรับผลประโยชน์จากพ่อค้าเจ้าอื่นอยู่ไม่น้อย แต่ละคนวางมาดชี้นิ้วสั่งการ วางอำนาจบาตรใหญ่จนถึงขีดสุด!

ผู้คนทั้งหลายมีแต่โกรธในใจแต่ไม่กล้าเอ่ย เพราะหวั่นเกรงอำนาจของตระกูลเติ้ง สุดท้ายก็ต้องทนกล้ำกลืนไป

แต่ตอนนี้กลับต่างออกไปแล้ว—ฮูหยินท่านผู้ว่าการมณฑลมีเส้นทางการค้าอยู่ในมือถึงสามสาย เส้นทางเหล่านั้นเกือบครอบคลุมทุกสินค้าที่จำเป็น หากสามารถอาศัยฮูหยินท่านผู้ว่าการมณฑลเปิดให้พวกเขาใช้เส้นทางการค้าเหล่านี้ได้ ก็เท่ากับว่าจะไม่ต้องทนต่ออำนาจบาตรใหญ่ของตระกูลเติ้งอีกต่อไป!

ต่อให้ตระกูลเติ้งจะตามมาหาเรื่อง ก็ยังมีข้ออ้างให้พูดได้ว่า—ฮูหยินท่านผู้ว่าการมณฑลเป็นผู้สั่งการ ใครจะกล้าขัดคำ? ยิ่งกว่านั้น หากทำให้เหล่าอิสตรีที่สนิทกับฮูหยินท่านผู้ว่าการมณฑลเป็นผู้ลงมือแทน ก็ยิ่งมีคำอธิบายง่ายขึ้นไปอีก—ก็แค่พวกผู้หญิงเล่นสนุก หาเงินเครื่องหอมเครื่องแป้งเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น หาใช่เรื่องใหญ่อะไร ไม่รู้ ไม่เห็น ไม่เกี่ยวทั้งสิ้น!

ตระกูลเติ้งจะมีปัญญามาค้นสมุดบัญชีของฮูหยินท่านผู้ว่าการมณฑลได้อย่างนั้นหรือ!

ดังนั้นทุกอย่างจึงลงตัวในทันที!

เหลียนฟางโจวสามารถดึงพันธมิตรมาร่วมได้ถึงหกเจ็ดตระกูล ส่วนตระกูลอื่น ๆ ก็ล้วนรับปาก หากนางส่งคนไปขอสินค้าถึงบ้าน ก็พร้อมจะยกให้

เหลียนฟางโจวทำทั้งหมดนี้โดยมิได้ปกปิดตระกูลเติ้งแม้แต่น้อย นายท่านเติ้งโกรธจัดจนแทบกระอัก แต่ถึงอย่างนั้นก็ได้แต่ทำหน้าบึ้งตึงปั้นปึ่งโดยไม่ปริปากพูดอะไรออกมา

แต่เติ้งฮูหยินกลับไม่ใช่คนมีอารมณ์เยือกเย็นเช่นนั้น เดิมทีบุตรสาวของนางถูกเหลียนฟางโจว “ทำร้าย” จนตกที่นั่งลำบาก เดิมกำลังจะได้แต่งเข้าสู่ตระกูลเหลียงอยู่รอมร่อ ใครจะคาดคิดว่ากลับเกิดเคราะห์ร้ายไม่คาดฝันจนเสียโฉม!

ในขณะที่นางคร่ำครวญเวทนาชะตาของบุตรสาว ก็มิอาจห้ามโทสะที่ทุ่มโถมลงบนเหลียนฟางโจวได้ เห็นว่าหากมิใช่เพราะนาง บุตรสาวของตนจะต้องไม่โชคร้ายถึงเพียงนี้!

 

 

 

1 ความคิดเห็น:

  1. ไม่ระบุชื่อ15 มีนาคม 2569 เวลา 16:13

    สนุกค่ะ รออ่านตอนต่อไป ขอบคุณค่ะ

    ตอบลบ