บทที่ 1243 สามเส้นทางการค้า
เหลียนฟางโจวยิ้มพลางเอ่ยว่า “ได้ยินกิตติศัพท์มานานแล้วว่า
ตระกูลเล่อเจิ้งอบรมสั่งสอนเข้มแข็ง มีกฎบ้านทรงคุณธรรม หนักแน่นมั่นคง
วันนี้ได้เห็นก็เป็นเช่นนั้นจริง! ว่าอย่างไรเล่า? ตอนนี้เจ้าอยู่ดีกระมัง?
เมื่อครั้งคุณชายสามปฏิบัติต่อนางเช่นนั้น
ย่อมต้องดูแลเจ้าเป็นอย่างดี ข้านี้ก็ถามเสียเปล่า! หญิงเช่นเรา
หากได้แต่งกับสามีที่รู้จักทะนุถนอม เคารพให้เกียรติ
เอาใจใส่ไม่ให้ขาดถือว่าหาได้ยากนัก ยิ่งไปกว่านั้น
สามีผู้นั้นยังเป็นสหายรักในวัยเยาว์ที่เติบโตมาด้วยกันอีกด้วย เจ้าคงไม่รู้กระมังว่า
บรรดาฮูหยินในเมืองหนานไห่ต่างก็พากันอิจฉาเจ้า!”
หลินอวี่ฮุ่ยเห็นนางเปลี่ยนหัวข้อสนทนาโดยไม่เผยพิรุธ
ทำให้นางยิ่งไม่แน่ใจนักว่าอีกฝ่ายมีความหมายใด แต่ก็ไม่สะดวกจะรื้อฟื้นเรื่องเก่า
จึงยิ้มเขินพลางตอบตามน้ำว่า “ข้าตอนนี้สบายดีนัก
ต้องขอบคุณที่ฮูหยินที่เมตตาใส่ใจ! แต่คำพูดของฮูหยินนี้ทำให้ข้าออกจะอับอายเสียแล้ว
ที่แท้แล้ว ทั้งมณฑลหนานไห่นี้ เหล่าฮูหยินทั้งหลายล้วนแต่อิจฉาหลี่ฮูหยินกันต่างหาก!
เพราะใต้เท้าหลี่นั้นดูแลภรรยาด้วยความรักความผูกพันอย่างแท้จริง!”
คำพูดนั้นทำเอาเหลียนฟางโจวกลั้นหัวเราะไม่อยู่ ยกมือปิดปากหัวเราะคิก
พลางโบกมือพลางหัวเราะว่า “พอเถอะ ๆ!
เราคงพูดกันเรื่องนี้ต่อไปมิได้แล้ว หากยังชมกันอยู่เช่นนี้
จะต้องไม่รู้จบสิ้นแน่!”
ขณะทั้งสองกำลังพูดคุยหัวร่อกันอยู่ ปี้เถากับจ้าวเสียนก็กลับมาแล้ว
เบื้องหลังมีสาวใช้น้อยอุ้มถาดวางขนมพึ่งอบเสร็จใหม่ ๆ มาด้วย
ทั้งสองฝ่ายจึงเก็บเรื่องสนทนาก่อนหน้า
แล้วสี่คนก็นั่งคุยกันต่ออย่างครึกครื้น
ครั้นผ่านมื้อกลางวัน หลินอวี่ฮุ่ยกับจ้าวเสียนก็นั่งพักอยู่ครู่หนึ่งก่อนลุกขึ้นลากลับ
อาหารในวันนี้แม้จะเป็นสำรับธรรมดากว่าคราวก่อน
แต่รสชาติยังคงเลิศไม่ต่างกัน อีกทั้งมีเพียงสี่คนร่วมวง
บรรยากาศกลับยิ่งสนิทสนมอบอุ่น มื้อนั้นทั้งเจ้าบ้านและแขกต่างก็ชื่นอกชื่นใจ
อีกด้าน ข่าวหลี่ฟู่พาบุตรชายออกเดินทางไปฝูโจวเพื่อ “ตรวจราชการ”
แพร่สะพัดออกไป พร้อมกันนั้น เหตุผลแท้จริงของการตรวจราชการครั้งนี้ก็ลับ ๆ
แพร่ไปด้วยเช่นกัน เหล่าสาวน้อยฮูหยินใหม่ทั้งหลายในเมือง ต่างพากันเทใจให้ผู้ว่าการมณฑล
ที่รักและตามใจภรรยาได้ถึงเพียงนี้ ความอิจฉา เลื่อมใส และชื่นชมต่อโชควาสนาของหลี่ฮูหยินก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อย
ๆ จนถึงขนาดที่ทุกคนลืมเลือนข้อมูลที่ว่าใตเท้าหลี่คนนี้เติบโตมาจากการผ่านศึกฆ่าฟันผู้คนนับไม่ถ้วนเพื่อสร้างผลงานทางทหารไปเสียสนิท
ภาพลักษณ์ที่ดูเข้าถึงง่ายและเป็นกันเองของเขาดูสูงส่งและดูดีขึ้นมาทันที
เหล่าบุรุษทั้งหลายต่อเรื่องนี้ก็ทำเพียงนิ่งเฉย ไม่เอ่ยแย้ง
แต่ลับหลังกลับมีไม่น้อยที่แอบเย้ยหยอกหัวเราะท่านผู้ว่าการมณฑลอยู่บ้าง
ทว่าขณะเดียวกันก็สั่งกำชับบรรดาอิสตรีในเรือน ให้พยายามคบหากับหลี่ฮูหยินไว้
อย่างน้อยก็อย่าได้ไปขัดเคืองใจหรือทำให้นางไม่สบายใจเป็นอันขาด
ใครเล่าจะรู้ ว่าเมฆก้อนใดบนท้องฟ้าจะกลายเป็นฝน? ลงทุนไว้ก่อนแต่เนิ่น ๆ ย่อมไม่มีโทษ
มิฉะนั้นถึงคราวฉุกเฉินจะไปคว้าเอาพุทธองค์มากอดไว้ ก็ย่อมสายเกินการณ์!
โดยสรุปแล้ว สถานการณ์ยามนี้ก็คือ—ท่านผู้ว่าการมณฑลคนใหม่กุมทั้งอำนาจทหารและอำนาจการปกครองไว้ในมือ
เดิมยังกล้าเป็นฝ่ายไปกวนตระกูลเหลียง จนบีบให้ตระกูลเหลียงต้องก้มหัวอ่อนลง
อีกทั้งยังแย่งชิงเส้นทางการค้าถึงสามสายจากตระกูลเติ้ง มอบให้ภรรยาตนไว้ใช้เป็นเพียงสิ่งเล่นสนุก
นอกจากตระกูลเหลียงกับตระกูลเติ้งแล้ว ยังมีตระกูลใดเหนือกว่านี้อีกเล่า?
เมื่อหลี่ฟู่เดินทางถึงฝูโจว
เขาก็ออกไปตรวจตราตามสถานที่ต่างๆ
โดยมีเหล่าขุนนางท้องถิ่นคอยติดตามดูแลอย่างเป็นงานเป็นการ
แต่เพียงไม่กี่วันหลังจากนั้น เขาก็หาข้ออ้างพักผ่อนอยู่แต่ในที่พักรับรอง
เหล่าขุนนางท้องถิ่นล้วนหูตาไว ต่างก็เข้าใจดีว่า “เป้าหมายแท้จริง”
ของการมาที่นี่คือสิ่งใด
เมื่อเขากล่าวว่าจะพักผ่อน
ก็เห็นได้ชัดว่าที่แท้ต้องการตรวจดูเส้นทางการค้าจากหนานไห่สู่ฝูโจว
เรื่องเช่นนี้ย่อมไม่อาจเปิดเผยต่อหน้าได้!
ดังนั้นทุกคนจึงรู้กาลเทศะ มิได้มารบกวน กลับทำเป็นเอาใจใส่
ส่งเสียงอวยพรให้ท่านผู้ว่าพักผ่อนให้สบาย
ครั้นเมื่อได้ข่าวว่าหลี่ฟู่ออกไปข้างนอกอย่างลับ ๆ
พวกเขาต่างก็ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น เพียงสบตาแล้วหัวเราะเบา ๆ อย่างเข้าใจกัน
ทว่าไม่มีใครล่วงรู้เลยว่า
แท้จริงแล้ว 'ใต้เท้าหลี่' ที่กำลังออกตรวจเส้นทางการค้านั้น
เป็นทหารคนสนิทของหลี่ฟู่ที่ปลอมตัวมา ส่วนซู่เอ๋อร์นั้นได้รับคำสั่งจากท่านพ่อไว้ล่วงหน้าแล้ว
แม้จะยังเยาว์วัยแต่ก็จดจำใส่ใจเป็นอย่างดี จึงไม่มีทางหลุดปากพูดผิดอย่างแน่นอน
ตัวหลี่ฟู่เองนั้น กลับอาศัยคืนเดือนมืดลมแรง ขึ้นรถม้าธรรมดาคันหนึ่ง
เดินทางข้ามราตรีตรงสู่เฉวียนโจว!
เขามุ่งหน้าไปเฉวียนโจวเพื่อพบบุคคลสำคัญผู้หนึ่ง
ผู้ที่จะมีบทบาทชี้ขาดต่อการรับมือสี่ตระกูลใหญ่—นี่ต่างหากคือเป้าหมายแท้จริงของการมาเยือนฝูโจวครั้งนี้!
ส่วนหลี่ฟู่ได้สนทนาอันใดกับบุคคลนั้น หรือบรรลุข้อตกลงสิ่งใดกันแน่
ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ เพียงแต่ตอนเขาออกจากเฉวียนโจว
สีหน้าก็เต็มไปด้วยความพึงพอใจยิ่งนัก!
เมื่อกลับถึงฝูโจวก็เพียงปรากฏกายอยู่อีกสองวัน
ก่อนจะเก็บสัมภาระเดินทางกลับสู่หนานไห่
ยามสิ้นปี ขุนนางท้องถิ่น เหล่าคหบดี และเศรษฐีเจ้าที่เจ้าทาง
ล้วนมิอาจขาดการ “ถวายของกำนัล” นานาประการ อีกทั้งฝูโจวอุดมด้วยสินค้าหลากหลาย
ใกล้เฉวียนโจวซึ่งเป็นท่าเรือใหญ่แห่งทะเลตะวันออก
ทำให้สินค้าจากทั่วทุกสารทิศหลั่งไหลมาอย่างตระการตา หลี่ฟู่ใช้เวลาดื่มด่ำเลือกสรรอยู่เจ็ดแปดวัน
ก็กลับออกมาอย่างเต็มพิกัด
ครั้นเมื่อกลับถึงเมืองหนานไห่ ก็เป็นช่วงเวลาเดือนสิบสองล่วงมาเกินครึ่งแล้ว
ตลอดครึ่งเดือนที่ผ่านมา เหลียนฟางโจวสนิทสนมแนบแน่นกับบรรดาฮูหยินผู้สูงศักดิ์แห่งนครหนานไห่
แน่นอนว่ายกเว้นตระกูลเหลียงและตระกูลเติ้ง หลังจากงานเลี้ยงครั้งนั้น
บรรดาสะใภ้ของสองตระกูลนี้ก็ไม่เคยปรากฏตัวอีกเลย
ไม่ว่าจะด้วยความตั้งใจของพวกนางเอง หรือเป็นคำสั่งของแม่สามีก็ตามที
สำหรับเหลียนฟางโจวแล้ว กลับเป็นผลดีนัก!
เพราะสิ่งที่นางคิดจะทำ ก็พอดีต้องตัดสองตระกูลนี้ออกไปอยู่แล้ว!
ข่าวที่เหลียนฟางโจวครอบครองเส้นทางการค้าสามเส้นแพร่ไปทั่วทั้งเมือง
นางก็แสร้งทำเป็นเอ่ยอย่างไม่ตั้งใจต่อบรรดาคุณนายทั้งหลายว่า—หากบ้านใดสนใจ
ย่อมสามารถเข้ามีหุ้นร่วมได้ ผลกำไรแบ่งตามจำนวนทุน
อีกทั้งนางยังคิดจะค้าขายของพื้นเมือง หากบ้านใดมีสินค้าผลิตออกมา
ก็สามารถขายให้นางได้ นางยินดีจ่ายเงินซื้อ
หรือหากรอจนมีสินค้าจากต่างเมืองขนกลับมาแล้วจะนำมาหักล้างกันเป็นของแลกของก็ย่อมได้…
คำพูดเหล่านี้ ยิ่งปลุกเร้าความสนใจของหลายตระกูลนัก
เดิมที ตระกูลเติ้งครอบครองการค้ากับต่างถิ่นของมณฑลหนานไห่ถึงเจ็ดส่วนจากสิบ
ตระกูลรอง ๆ หรือตระกูลชั้นสามที่แม้จะมีเงินทุน
ก็ไม่อาจไม่อยากลองเสี่ยงเข้ามาในตลาด ทว่ากลับสู้ตระกูลเติ้งไม่ได้
สุดท้ายก็ต้องก้มหัวอยู่ใต้อำนาจ พวกเขาเพียงมีสินค้าจะส่งออกหรือรับเข้า
ราคาและชนิดของสินค้าล้วนถูกกำหนดโดยตระกูลเติ้งทั้งสิ้น
เพราะเหตุนี้เอง
บรรดาผู้ดูแล หลงจู๊ และเสมียนใหญ่ของตระกูลเติ้งต่างก็พากันพองขนชูคอจนจมูกแทบจะชี้ฟ้า
ลูกตาวางไว้บนกระหม่อม (ดูถูกคนอื่น)
และมักจะเรียกรับผลประโยชน์จากพ่อค้าเจ้าอื่นอยู่ไม่น้อย
แต่ละคนวางมาดชี้นิ้วสั่งการ วางอำนาจบาตรใหญ่จนถึงขีดสุด!
ผู้คนทั้งหลายมีแต่โกรธในใจแต่ไม่กล้าเอ่ย
เพราะหวั่นเกรงอำนาจของตระกูลเติ้ง สุดท้ายก็ต้องทนกล้ำกลืนไป
แต่ตอนนี้กลับต่างออกไปแล้ว—ฮูหยินท่านผู้ว่าการมณฑลมีเส้นทางการค้าอยู่ในมือถึงสามสาย
เส้นทางเหล่านั้นเกือบครอบคลุมทุกสินค้าที่จำเป็น หากสามารถอาศัยฮูหยินท่านผู้ว่าการมณฑลเปิดให้พวกเขาใช้เส้นทางการค้าเหล่านี้ได้
ก็เท่ากับว่าจะไม่ต้องทนต่ออำนาจบาตรใหญ่ของตระกูลเติ้งอีกต่อไป!
ต่อให้ตระกูลเติ้งจะตามมาหาเรื่อง ก็ยังมีข้ออ้างให้พูดได้ว่า—ฮูหยินท่านผู้ว่าการมณฑลเป็นผู้สั่งการ
ใครจะกล้าขัดคำ? ยิ่งกว่านั้น
หากทำให้เหล่าอิสตรีที่สนิทกับฮูหยินท่านผู้ว่าการมณฑลเป็นผู้ลงมือแทน
ก็ยิ่งมีคำอธิบายง่ายขึ้นไปอีก—ก็แค่พวกผู้หญิงเล่นสนุก
หาเงินเครื่องหอมเครื่องแป้งเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น หาใช่เรื่องใหญ่อะไร ไม่รู้
ไม่เห็น ไม่เกี่ยวทั้งสิ้น!
ตระกูลเติ้งจะมีปัญญามาค้นสมุดบัญชีของฮูหยินท่านผู้ว่าการมณฑลได้อย่างนั้นหรือ!
ดังนั้นทุกอย่างจึงลงตัวในทันที!
เหลียนฟางโจวสามารถดึงพันธมิตรมาร่วมได้ถึงหกเจ็ดตระกูล
ส่วนตระกูลอื่น ๆ ก็ล้วนรับปาก หากนางส่งคนไปขอสินค้าถึงบ้าน ก็พร้อมจะยกให้
เหลียนฟางโจวทำทั้งหมดนี้โดยมิได้ปกปิดตระกูลเติ้งแม้แต่น้อย นายท่านเติ้งโกรธจัดจนแทบกระอัก
แต่ถึงอย่างนั้นก็ได้แต่ทำหน้าบึ้งตึงปั้นปึ่งโดยไม่ปริปากพูดอะไรออกมา
แต่เติ้งฮูหยินกลับไม่ใช่คนมีอารมณ์เยือกเย็นเช่นนั้น
เดิมทีบุตรสาวของนางถูกเหลียนฟางโจว “ทำร้าย” จนตกที่นั่งลำบาก
เดิมกำลังจะได้แต่งเข้าสู่ตระกูลเหลียงอยู่รอมร่อ
ใครจะคาดคิดว่ากลับเกิดเคราะห์ร้ายไม่คาดฝันจนเสียโฉม!
ในขณะที่นางคร่ำครวญเวทนาชะตาของบุตรสาว
ก็มิอาจห้ามโทสะที่ทุ่มโถมลงบนเหลียนฟางโจวได้ เห็นว่าหากมิใช่เพราะนาง
บุตรสาวของตนจะต้องไม่โชคร้ายถึงเพียงนี้!
สนุกค่ะ รออ่านตอนต่อไป ขอบคุณค่ะ
ตอบลบ