วันพฤหัสบดีที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1247 เรื่องประหลาดในคฤหาสน์เก่าตระกูลฝู

 

    บทที่ 1247 เรื่องประหลาดในคฤหาสน์เก่าตระกูลฝู

ขึ้นสิบห้าค่ำ เดือนหนึ่ง เมืองหนานไห่ครึกครื้นทั่วทั้งนคร ขุนนางและราษฎรรื่นเริงร่วมกัน ดื่มด่ำอยู่ในห้วงมหาสมุทรแห่งความสุข

โคมดอกไม้ตามท้องถนนสุกสกาว รูปทรงหลากหลายมีชีวิตชีวา ความคิดวิลิศมาหลาและฝีมือประณีตชวนให้คนชมทึ่งไม่วางตาไม่อยากจากไป ครั้นดอกไม้ไฟอันเจิดจ้าบานสะพรั่งหลากสีบนฟากฟ้ายามราตรี บรรยากาศก็ถึงจุดสุดยอด ปลุกเสียงโห่ร้องเป็นระลอกจากฝูงชนที่เบียดเสียดแน่นขนัด

ภายในหอหลีฮวา บรรยากาศก็ชื่นบานเช่นกัน…

ทั้งหมดนี้ล้วนประกาศชัดว่ามณฑลหนานไห่เป็นดินแดนที่ขุนนางกับราษฎรอยู่ร่วมกันอย่างกลมเกลียว

ทว่าไกลออกไปยังเฉวียนโจว ภายในคฤหาสน์เก่าตระกูลฝู กำลังเปิดฉากละครชิงอำนาจ ซึ่งภายหลังย่อมทำให้ทุกคนตะลึงงัน!

ในฐานะที่ตระกูลฝูเป็นหนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่ และเป็นตระกูลใหญ่แห่งเฉวียนโจวที่แทบผูกขาดการขนส่งทางทะเล ย่อมอยู่ในรายนามผู้ได้รับเชิญร่วมงานเลี้ยงโคมหยวนเซียวครั้งนี้ด้วย

ขึ้นสิบสามค่ำเดือนหนึ่ง ผู้นำตระกูลฝู ฝูเจียเย่ พาภรรยาสกุลถัง บุตรชายเพียงคนเดียว ฝูเว่ย และหลิวซื่อผู้เป็นสะใภ้ เดินทางไปยังเมืองหนานไห่พร้อมกัน

ครานี้บรรดาบุคคลมีหน้ามีตาทั่วทั้งมณฑลหนานไห่แทบล้วนมากันพร้อมหน้าพร้อมตา เป็นเวทีของผู้ชำนาญคบค้าสมาคม ท่านเจ้าบ้านฝูจึงพาภรรยา บุตรชาย และสะใภ้มาด้วย เพื่อให้พวกเขาได้ผูกไมตรีเพิ่มพูน

ตระกูลฝูมีคนในสกุลน้อย จึงยิ่งให้ความสำคัญกับการคบหา ท่านเจ้าบ้านฝูในอดีตเพราะเหตุบางประการจึงได้ช่วงชิงอำนาจคุมตระกูลมา น้องชายต่างมารดาสองคนถูกเขาเลี้ยงจนเสียคน กลายเป็นคุณชายรุ่นสองที่เอาแต่กินดื่มเริงสำราญ ญาติสกุลฝูที่เขาพอไว้ใจได้จึงมีน้อยจนน่าเวทนา

พอคนทั้งสี่—คู่สามีภรรยาทั้งพ่อและลูกออกจากคฤหาสน์ไป คฤหาสน์สกุลฝูก็เหลือเพียงฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลฝูเป็นนายเพียงคนเดียว

คืนเทศกาลหยวนเซียว ด้วยในคฤหาสน์มีฮูหยินผู้เฒ่าเพียงคนเดียว ที่นั่นจึงไม่มีความครึกครื้น ครั้นย่ำค่ำบรรยากาศก็เงียบเหงากันไปถ้วนหน้า

ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลฝูทานมื้อเย็นเสร็จ สนทนาเรื่องหยิบย่อยกับหมอมอเฒ่าสองคนอยู่ในห้อง ไม่นานก็รู้สึกง่วง

กำลังจะสั่งให้เตรียมน้ำร้อนล้างหน้าล้างตาแล้วเข้านอน มิคาดว่า สาวใช้ที่ไปเร่งต้มน้ำกลับหายไปพักใหญ่ก็ยังไม่กลับมา

ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลฝูอดขุ่นเคืองไม่ได้ คิ้วขมวดแค่นเสียง “ฮึ” ออกมาคำหนึ่ง

หมอมอทั้งสองสบตากัน หมอมอเฒ่าแซ่หลินจึงฝืนยิ้มแล้วเอ่ยว่า: “นังหนูชิวหงคนนี้ก็ไม่รู้ว่าเป็นอะไรไป ไม่ใช่เพิ่งจะเคยรับใช้ปรนนิบัติท่านต่อหน้าฮูหยินเฒ่าเป็นวันแรกเสียหน่อย เหตุใดถึงได้ไร้กฎเกณฑ์เช่นนี้? เดี๋ยวบ่าวชราจะไปดูเสียหน่อยว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือไม่! “

สีหน้าของฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลฝูค่อยคลายลงเล็กน้อย แต่ยังแค่นเสียงฮึดฮัดอย่างไม่ใส่ใจว่า อยู่ในบ้านตัวเอง จะมีเรื่องอะไรได้?”

กระนั้นก็ยังโบกมือไล่ “ไปเถอะ!”

หมอมอเฒ่าแซ่หลินยิ้มประจบ ค้อมตัวรับคำ “เจ้าค่ะ” แล้วถอยออกไปอย่างนอบน้อม

ทว่าใครจะรู้ หลังจากนางไปแล้วก็หายเงียบไปนานสองนานเช่นกัน ราวกับ**วัวดินจมลงสู่ทะเล* **ไร้ซึ่งวี่แววและข่าวคราวใดๆ

สีหน้าของฮูหยินเฒ่าผู้เป็นประมุขพลันย่ำแย่ถึงขีดสุด "เพล้ง!" เสียงถ้วยน้ำชาในมือถูกทุ่มลงพื้นอย่างแรงจนแตกละเอียด นางแผดเสียงด่าทอด้วยความโกรธแค้นว่า "คนหนึ่งก็แล้ว สองคนก็แล้ว วันนี้มันเป็นอะไรกันไปหมด? เห็นว่านายท่านกับคุณชายไม่อยู่ เลยรวมหัวกันรังแกคนแก่อย่างข้าใช่ไหม!"

ทำเอาหนานหมอมออีกคนและสาวใช้ตัวน้อยอีกสองคนตกใจจนรีบคุกเข่าลงกับพื้นทันที

"ฮูหยินเฒ่าโปรดระงับโทสะ โปรดระงับโทสะด้วยเจ้าค่ะ คาดว่าคงจะเป็น—" หนานหมอมอเอ่ยขออภัยโทษ แต่กระทั่งตนเองก็ยังไม่รู้ว่าจะหาเหตุผลใดมาอธิบายดี!

เพราะอย่างไรเสีย หลินหมอมอก็ไม่เหมือนกับสาวใช้คนอื่นๆ นางรับใช้ปรนนิบัติอยู่ต่อหน้าฮูหยินเฒ่ามานานหลายสิบปีพร้อมๆ กับตน ไม่มีทางที่จะขี้เกียจจนทำงานบกพร่องอย่างแน่นอนหนานหมอมอจึงได้แต่ยิ้มกลบเกลื่อน “ไม่รู้ว่าพี่หลินเป็นอะไรเหมือนกันเจ้าค่ะ หรือจะให้บ่าวชราไปดูอีกคนดีเจ้าคะ?”

ทว่าฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลฝูกลับขมวดคิ้วแน่น ความรู้สึกหงุดหงิดกระวนกระวายตีขึ้นในอกโดยไร้เหตุผล—นางไม่มีวันยอมรับหรอกว่านั่นคือความกลัว

วันนี้ในคฤหาสน์ไม่มีเรื่องอะไรใช่หรือไม่?” นางเอ่ยถามขึ้นโดยไม่รู้ตัว

หนานหมอมอชะงักเล็กน้อย ก่อนรีบส่ายหน้าพร้อมยิ้มกว้าง ไม่มีหรอกเจ้าค่ะ ทุกอย่างเรียบร้อยดี เทศกาลเช่นนี้จะมีเรื่องอะไรได้เล่า ฮูหยินผู้เฒ่าวางใจเถอะเจ้าค่ะ!”

เมื่อได้ยินหนานหมอมอยืนยันด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ใจของฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลฝูก็สงบลงเล็กน้อย แต่แล้วสายตากลับหันไปจ้องเขม็งที่สาวใช้น้อยสองคน

พวกเจ้าไปดูที่ครัว ไปดูให้รู้แน่ว่าเกิดอะไรขึ้น! ดูเสร็จรีบกลับมารายงาน! หากชักช้าแม้แต่นิด พรุ่งนี้จะเฆี่ยนพวเจ้าจนตาย! ไปเดี๋ยวนี้!”

สาวใช้น้อยทั้งสองหน้าซีดเผือด รีบตอบรับเสียงสั่น แล้วลุกจากพื้นวิ่งออกไปอย่างตื่นตระหนก

รินชาร้อนให้ข้าสักถ้วย” ฮูหยินผู้เฒ่าหันไปสั่งหนานหมอมอ

ในห้องตอนนี้เหลือเพียงนางกับหนานหมอมอสองคน บรรยากาศพลันดูว่างเปล่าอย่างน่าประหลาด แสงโคมที่เคยสว่างไสวกลับคล้ายอ่อนแสงลง ลมยามค่ำพัดผ่านมาแผ่วเบาแต่ส่งเสียงครางวู้วคล้ายเสียงสะอื้น เหมือนมีเงาลาง ๆ ของวิญญาณที่ซ่อนตัวเฝ้าจ้องอยู่ในมุมมืด รอจังหวะโถมเข้ามาคร่าชีวิตอย่างไรอย่างนั้น ทำให้จิตใจคนหนาวสะท้านโดยไม่รู้ตัว

ความรู้สึกไม่สบายใจ หวาดระแวง เสียวสันหลังเริ่มทวีขึ้นทุกขณะ ตัวฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลฝูเองก็กำลังใจคอไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ที่เอ่ยขอน้ำชาไปก็เพื่อแสร้งทำเป็นสงบนิ่งเท่านั้นเอง

หนานหมอมอเองก็พลอยรู้สึกไม่สบายใจ แม้จะไม่หนักหนาเท่าฮูหยินผู้เฒ่า แต่ในใจกลับกระสับกระส่ายไม่เป็นสุข ขณะยกน้ำชามาถวายมือยังสั่นเผลอทำน้ำชาร้อน ๆ หกใส่หลังมือของฮูหยินผู้เฒ่าเข้า

โอ้ย!” ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลฝูร้องออกมาด้วยความเจ็บ รีบสะบัดแขนเสื้อปัดอย่างแรง ถ้วยชาถูกปัดกระเด็นตกกระแทกพื้นแตกกระจาย หนานหมอมอตกใจแทบสิ้นสติ รีบคุกเข่าลงขอรับโทษทันที

ทว่าฮูหยินผู้เฒ่ากลับโกรธจัด ตบที่วางแขนของเก้าอี้พลางตะโกนลั่น คนอยู่ไหนกัน! ใครก็ได้! มานี่!”

นางตะโกนเรียกติดกันห้าหกครั้ง แต่กลับไร้แม้เสียงตอบรับสักแอะ!

ราวกับว่าทั้งคฤหาสน์เหลือเพียงนางกับหนานหมอมอสองคนเท่านั้น

ประหนึ่งว่าคฤหาสน์ใหญ่อันโอ่อ่าของตระกูลฝู บัดนี้ได้กลายเป็นบึงน้ำตายที่ไร้ชีวิตไปแล้ว…

แม้จะเชื่องช้าเพียงใด แต่ถึงตอนนี้ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลฝูกับหนานหมอมอก็รู้แน่ชัดแล้ว—ต้องมีเรื่องบางอย่างเกิดขึ้นโดยที่พวกนางไม่รู้!

หนานหมอมอทรุดตัวลงกับพื้น ร่างกายสั่นสะท้านเพราะความหวาดกลัวจนควบคุมไม่ได้ เสียงฟันกระทบกันดังกรอด ๆ

ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลฝูเองก็รู้สึกได้ว่าลมเย็นเฉียบกำลังไล่ขึ้นตามแนวสันหลัง ทว่าอย่างไรเสีย นางก็เป็นผู้หญิงที่ผ่านโลกมานาน ใจเด็ดไม่ใช่น้อย จึงหัวเราะเย็นเยียบก่อนตะโกนด้วยเสียงเกรี้ยวกราด

ใครกันซ่อนตัวลอบทำชั่วอยู่ในเงามืด? ออกมาเดี๋ยวนี้! รู้ไหมว่าที่นี่คือที่ใด? นี่คือคฤหาสน์ตระกูลฝู! ไม่ใช่ที่ที่ใครจะมาทำอุกอาจได้ตามใจ! ถ้ายังไม่ออกมา—พอสามีหลานชายข้ากลับมา เจ้าทั้งหลายจะไม่มีทางได้ตายดี!”

ทันใดนั้น นอกประตูก็มีเสียงหัวเราะก้องกังวานของบุรุษวัยกลางคนดังขึ้น แรง กล้า ทุ้มลึก

แต่ในเสียงหัวเราะนั้นกลับมีความเศร้าหมองแผ่ซ่านมากกว่าอารมณ์สะใจจนชวนขนลุกซู่!

หนานหมอมอหน้ามืดวูบ แทบสิ้นสติล้มลงสิ้นใจตรงนั้น!

ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลฝูกำมือแน่น ก่อนตะโกนกร้าว ออกมา! ข้าสั่งให้ออกมาเดี๋ยวนี้!”

สิ้นเสียงตวาด เงาร่างหนึ่งก็ปรากฏขึ้นราวภูตผี—สูงใหญ่สง่างาม เอวสอบไหล่กว้าง สวมชุดยาวสีคร่ำ ดวงหน้าคมคาย จมูกโด่ง ปากบางเม้มแน่น คางมีเคราสั้นราวสามสี่นิ้ว

ดวงตาเรียวยาวเป็นประกายจ้า เพียงกะพริบหนึ่งก็สะท้อนแววเฉียบคมจนแทงทะลุหัวใจคน

ชายผู้นั้นยืนหันหลังให้แสงโคม ใบหน้าเขาถูกเงามืดบดบัง ทำให้มองเห็นไม่ชัดนัก

แต่กลับให้ความรู้สึกประหลาด—ทั้งที่ok’ไม่เคยรู้จักชายคนนี้มาก่อน กลับรู้สึกคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก

ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลฝูแอบรู้สึกแปลกใจ แต่กลับรู้สึกใจเย็นลง—ยังไงเสีย เขาก็เป็น “คน” มิใช่ผี!

ตราบใดที่ยังเป็นคน แล้วนางจะกลัวอะไร?

ตระกูลฝูในเฉวียนโจวคือหนึ่งในผู้มีอำนาจสูงสุด! จะมีใครกล้าทำอุกอาจถึงเพียงนี้กันเล่า?

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น