บทที่ 1246 ร่วมสนุกกับราษฎร
หลงจู๊ร้านได้ฟังดังนั้น ใจก็สงบลงเล็กน้อย
จึงพยักหน้าพร้อมหัวเราะกล่าวว่า “เมื่อนายท่านเติ้งมีแผนอยู่แล้ว
ข้าน้อยก็วางใจได้! โปรดวางใจเถิด ข้าน้อยจะจับตาร้านอวี๋ฝูจี้ไว้อย่างใกล้ชิด
แม้แต่แมลงวันบินเข้าร้าน ก็อย่าหวังเล็ดรอดพ้นสายตาข้าน้อยไปได้ขอรับ!”
นายท่านเติ้งพยักหน้าด้วยความพอใจ ทั้งสองปรึกษาหารือกันอีกครู่หนึ่ง
จึงปล่อยให้เขากลับไป
แต่พอหลงจู๊จะลาจาก ก็อดลองหยั่งเชิงเอ่ยขึ้นมิได้ว่า “นายท่านเติ้ง แต่ก็ว่าไม่ได้
พวกเขาใช้กลยุทธ์แจกของแถมบ้าง จับสลากบ้าง มันก็ได้ผลจริง ๆ นะขอรับ!
วันนี้ผู้คนล้นหลามแทบทั้งเมืองต่างแห่กันไปที่นั่น—มิสู้เราจะลอง…ลองทำดูบ้างหรือไม่?”
"เหลวไหล!" นายท่านเติ้งพลันโกรธจัดจนหน้าดำหน้าแดง
เขาจ้องเขม็งไปที่หลงจู๊คนนั้นพร้อมกับคำรามเสียงต่ำอย่างเคียดแค้นว่า
"พวกมันจะไปรู้อะไร? แล้วเจ้าจะไปรู้อะไร? ไม่เลวงั้นรึ? เหอะ!
วิธีที่ฆ่าศัตรูหนึ่งพันแต่ตัวเองต้องสูญเสียถึงแปดร้อยแบบนั้นมันจะไปเรียกว่ายอดเยี่ยมตรงไหน!
พวกเราเป็นตระกูลที่ทำมาค้าขายอย่างซื่อสัตย์
อย่าไปริเริ่มเรียนรู้เล่ห์เหลี่ยมพรรค์นั้น!"
หลงจู๊รู้ซึ้งดีว่านายท่านของตนนั้นมีความทะนงตนและยึดมั่นในศักดิ์ศรีด้านการค้าขายเป็นอย่างยิ่ง
คำพูดของเขาเมื่อครู่จึงเป็นการล่วงเกินสิ่งที่นายท่านถือสาอย่างชัดเจน!
ทันทีที่พูดออกไปเขาก็รู้สึกเสียใจภายหลัง
เมื่อโดนตำหนิยกใหญ่เช่นนี้จึงได้แต่โทษตัวเองว่าสมควรแล้ว
เขาละล่ำละลักน้อมรับคำสั่งและขอขมาซ้ำ ๆ ก่อนจะรีบถอยฉากจากไปอย่างรวดเร็ว
แต่เพราะประโยคท้ายสุดของเขา ทำให้นายท่านเติ้งขุ่นข้องหมองใจอยู่หลายวัน
ไม่อาจวางลงได้จริง ๆ
ในวันที่ยี่สิบห้าเดือนสิบสอง
(เดือนล่าถิง) มีขบวนรถขบวนหนึ่งเดินทางมาถึงเมืองหลวง
รถบรรทุกสินค้าคันใหญ่ยี่สิบคันเคลื่อนขบวนเข้าสู่จวนพักส่วนหลังของที่ทำการผู้ว่าการมณฑลอย่างยิ่งใหญ่อลังการ
สิ่งเหล่านี้คือของขวัญปีใหม่ที่เหลียนเจ๋อและภรรยาจากเมืองหลวง, พ่อบ้านเฉียนจากจวนเวยหนิงโหว รวมถึงพระชายาหลิวจวิ้นอ๋องและพระสวามี
ส่งมาให้เหลียนฟางโจวกับหลี่ฟู่
นอกจากของใช้สำหรับครอบครัวสามคนของนาง
และของรางวัลสำหรับแจกจ่ายพวกบ่าวไพร่ในบ้านแล้ว
ส่วนใหญ่จะเป็นสารพัดข้าวของเครื่องใช้ที่ทันสมัยและแปลกใหม่
ซึ่งเหลียนฟางโจวได้เขียนจดหมายกลับไปไหว้วานให้พ่อบ้านเฉียนช่วยจัดเตรียมไว้ให้เป็นพิเศษ
เพื่อเตรียมไว้สำหรับมอบเป็นของขวัญแก่ผู้อื่น
หลียวจ่วนซื่อ
(ผู้ดูแลหลียว) ซึ่งเป็นหัวหน้าขบวน
ได้หยิบกล่องสีแดงชาดฝังเปลือกหอยมุกที่มีความยาวกว่าสองฉื่อและสูงกว่าครึ่งฉื่อออกมาจากสัมภาระติดตัวอย่างระมัดระวัง
พร้อมกับยิ้มประจบพลางกล่าวกับเหลียนฟางโจวว่า
"นี่คือของที่พระชายาหลิวจวิ้นอ๋องกำชับให้บ่าวดูแลรักษาให้ดีเป็นพิเศษ
เพื่อมอบให้แก่ท่านเขยของพระองค์ หรือก็คือคุณชายน้อยของบ้านเราขอรับ!"
"..."
เหลียนฟางโจวรับของมาอย่างทำตัวไม่ถูก ทั้งขำไม่ออก
นางสั่งให้แม่นมนำของไปให้ซวี่เอ๋อร์โดยที่ไม่ได้เปิดดูว่าข้างในคืออะไร
แต่กลับเป็นซวี่เอ๋อร์ที่เดินออกไปข้างหน้าแล้วพูดขึ้นมาอย่างเป็นงานเป็นการว่า
"ขอบพระคุณท่านแม่ยายมากขอรับ!"
ทำเอาเหลียนฟางโจวถึงกับรู้สึกเหมือนโดนสายฟ้าฟาดเปรี้ยงลงมากลางใจ
เมื่อจัดแจงแยกข้าวของเหล่านี้เป็นส่วน
ๆ เรียบร้อยและแจกจ่ายออกไป รวมถึงส่งของขวัญไปตามบ้านต่าง ๆ เสร็จสิ้น
เพียงชั่วพริบตาเดียวก็ย่างเข้าสู่ช่วงเทศกาลปีใหม่แล้วปีนี้แม้จะต้องฉลองปีใหม่ในต่างถิ่น แต่สำหรับหลี่ฟู่นั้น
บิดามารดาล่วงลับไปนาน อีกทั้งผ่านการฝึกฝนกรำศึกที่ชายแดนมานับปี
ก็แทบไม่เหลือความหมายของคำว่า “บ้าน” อีกต่อไป บัดนี้เขามีภรรยา มีบุตรชาย
สำหรับเขาแล้ว ภรรยาและบุตรอยู่ที่ใด ที่นั่นก็คือบ้าน; สำหรับเหลียนฟางโจว—ดวงวิญญาณเดียวดายในต่างภพ—ก็ยิ่งไม่ต่างกัน
ส่วนซวี่เอ๋อร์ยังเล็กนัก เพียงแค่มีทั้งบิดามารดาอยู่เคียงข้าง ก็เพียงพอแล้ว!
ดังนั้นเมื่อถึงวันปีใหม่
สามนายบ่าวกลับไม่มีแม้เศษเสี้ยวความโศกเศร้าโหยหาบ้านเกิด
เหลียนฟางโจวยังเต็มไปด้วยความกระตือรือร้น คอยสั่งการให้คนทั้งหลายแช่ข้าวเหนียว
ตำแป้ง บดข้าวเป็นน้ำแป้ง ทำ “ฉือปา” ขนมพื้นถิ่นขึ้นอย่างสนุกสนาน
ดวงหน้าเปี่ยมรอยยิ้มแห่งความสุข
บรรดาบ่าวไพร่ที่ติดตามมาจากเมืองหลวง เห็นดังนั้นก็อดยิ้มตามมิได้
แต่ละคนพลันสดใสขึ้นหลายส่วน ความหม่นหมองที่ติดอยู่ในใจคลายหายไปไม่น้อย
ช่วงตรุษจีน ที่นี่ก็ไม่ต่างจากเมืองหลวงเท่าใดนัก
บ้านเรือนต่างก็วุ่นวายกับการไปมาหาสู่ญาติมิตร เลี้ยงสุรา จัดงานชมการแสดงงิ้ว
ความครึกครื้นแทบจะลั่นฟ้าสะเทือนดิน!
ยิ่งเข้าใกล้เทศกาลโคมไฟ ความคึกคักก็ยิ่งทวีคูณ
งานโคมไฟครั้งแรกที่ทางการประกาศว่าจะจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่
ทั้งยังมีดอกไม้ไฟด้วยนั้น ทำให้ชาวเมืองทั้งเมืองต่างเฝ้ารอคอยด้วยใจจดจ่อ
แม้แต่ผู้คนจากถิ่นอื่นในมณฑลหนานไห่
ก็อาศัยโอกาสมาเยี่ยมญาติมิตรเพื่อเข้าพักและชมงาน
หลายคนถึงกับเช่าพักตามโรงเตี๊ยมกันเลยทีเดียว!
ตระกูลใหญ่ทั้งสี่และบรรดาตระกูลผู้ทรงอิทธิพลในท้องถิ่น
ต่างก็ได้รับเชิญจากใต้เท้าผู้ว่าการมณฑล
ตั้งแต่วันที่สิบเดือนอ้ายก็ทยอยกันเดินทางเข้าสู่เมืองหนานไห่
ชั่วพริบตา เมืองหนานไห่คลาคล่ำไปด้วยผู้คน
คึกคักยิ่งกว่าช่วงปลายปีที่ซื้อขายของปีใหม่เสียอีก!
ในวันที่สิบสองเดือนอ้าย
(เดือนหนึ่ง)
ทางการได้ส่งขบวนเจ้าหน้าที่ศาลาว่าการกลุ่มใหญ่มาทำความสะอาดและจัดเตรียมพื้นที่บริเวณลานกว้างทางทิศใต้ของเมือง
เพื่อใช้เป็นที่ตั้งแสดงโคมยักษ์รูปทรงต่าง ๆ
ที่สวยงามตระการตาในงานครั้งนี้
ด้านเหนือของลานกว้าง ได้สร้างเวทีสูงขึ้นมาอีกหนึ่ง
เวทีนั้นมีโครงค้ำยันตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหลัง คลุมด้วยผ้าม่านสีแดงเข้ม
ครั้นถึงเวลา ก็จะมีการเล่นทายปริศนาโคมไฟ ต่อกลอน และกิจกรรมร่วมสนุกต่าง ๆ
ส่วนการจุดพลุดอกไม้ไฟก็จะทำบนเวทีสูงแห่งนี้เอง
ซึ่งตำแหน่งที่เลือกไว้นี้ถือว่าเหมาะสมอย่างยิ่ง
เพราะฝั่งตรงข้ามคือภัตตาคารหรูที่มีชื่อว่า ‘หอหลีฮวา’ (หอพรรณสาลี่)
เมื่อถึงเวลา ใต้เท้าผู้ว่าการมณฑล พร้อมด้วยใต้เท้าหู ใต้เท้าสวี่ และท่านอื่นๆ
จะจัดงานเลี้ยงรับรองเหล่าตระกูลใหญ่และผู้มีชื่อเสียงในท้องถิ่นขึ้นที่นี่
ส่วนเหลียนฟางโจวกับภริยาของใต้เท้าทั้งสอง
รวมถึงฮูหยินของเหล่าขุนนางตำแหน่งฉานเจิ้งและฉานอี้
ก็จะครองพื้นที่อีกด้านหนึ่งเพื่อจัดงานเลี้ยงรับรองฝ่ายหญิง
พร้อมทั้งถือโอกาสนี้ชมการแสดงพลุดอกไม้ไฟไปด้วยในตัว
นอกจากนี้
ถนนสายหลักสองสายที่ทอดตัวยาวในแนวเหนือใต้ซึ่งเชื่อมต่อกับลานกว้าง
ก็เริ่มมีการทำความสะอาดเช่นกัน โดยเมื่อถึงวันงาน
ทั้งสองฟากฝั่งถนนจะประดับประดาไปด้วยโคมไฟหลากสีสันให้ผู้คนได้เดินเที่ยวชมอย่างเพลิดเพลิน
ยิ่งการทำความสะอาดถนนหนทางและการตั้งปะรำพิธีรุดหน้าไปมากเพียงใด
ผู้คนทั้งเมืองต่างก็เฝ้ารอคอยและสนทนาถึงเรื่องนี้ด้วยความตื่นเต้นกันถ้วนหน้า
แม้แต่ในหมู่บ่าวไพร่ของจวนตระกูลหลี่
เมื่อมีเวลาว่างต่างก็หยิบยกงานรื่นเริงครั้งใหญ่นี้มาพูดคุยกันอย่างออกรส
จะโทษใครได้เล่า
ในเมื่อความบันเทิงในยุคโบราณนั้นช่างน้อยนิดเหลือเกิน
งานเทศกาลโคมไฟที่คึกคักเช่นนี้
คาดว่าคงจะกลายเป็นหัวข้อที่ผู้คนนำมาเล่าขานกันได้อย่างสนุกปากไปนานร่วมครึ่งปี!
ทว่าในจวนตระกูลหลี่
หลายวันมานี้หลี่ฟู่กลับมักจะเผลอแสดงท่าทีร้อนรนและไม่เป็นสุขออกมาโดยไม่รู้ตัว
เรื่องนี้ทำให้เหลียนฟางโจวที่พบเห็นเข้าถึงกับลอบถอนหายใจด้วยความเอ็นดู
นางค้อนพลางเอ่ยเย้าเขาว่า "ท่านทำตัวแบบนี้จะดีหรือ? แม้ช่วงนี้เราจะอยู่อย่างสบายกายสบายใจมาพักหนึ่ง
แต่ข้าก็ไม่กล้ารับประกันหรอกนะว่าในจวนจะไม่มีสายลับซ่อนตัวอยู่ลึก ๆ น่ะ!
หากบังเอิญใครมาเห็นเข้าจนเกิดความสงสัยขึ้นมา
ท่านอย่ามาตัดพ้อว่าข้าไม่เตือนก็แล้วกัน!"
หลี่ฟู่ดึงนางเข้าไปกอดแล้วก้มหน้าลงมาถูไถออดอ้อน
ก่อนจะหอมแก้มนาอย่างแรงทีหนึ่งแล้วยิ้มกล่าวว่า
"ข้าก็เป็นแบบนี้เฉพาะตอนอยู่ต่อหน้าเจ้าเท่านั้นแหละ
ออกไปข้างนอกข้าจะกล้าได้อย่างไร?"
พูดจบเขาก็ลอบถอนหายใจเบา
ๆ "เรื่องนี้สำคัญยิ่งนัก หากไม่สำเร็จล่ะก็—"
หากไม่สำเร็จ
แผนการทั้งหมดที่ทั้งสองวางไว้จะต้องถูกเปลี่ยนแปลง
และทุกสิ่งทุกอย่างจะต้องเริ่มนับหนึ่งวางแผนกันใหม่ทั้งหมด!
เหลียนฟางโจวฟังแล้ว ใจพลันหนักอึ้งลงเล็กน้อย
ก่อนจะกล่าวขึ้นหลังเงียบไปครู่หนึ่งว่า “อาเจี่ยน
เราก็ทำเต็มกำลังแล้วมิใช่หรือ? ยิ่งกว่านั้น
ท่านก็เคยไปที่เฉวียนโจว พบเจอเขามาแล้วมิใช่หรือ? หากเขาเป็นเพียงคนไร้ความสามารถ
ป่านนี้คงสิ้นชีพไปนานแล้ว ไหนเลยจะยังมีชีวิตอยู่ถึงวันนี้ได้? ไม่เพียงรอดมาได้ ยังสร้างกิจการกว้างใหญ่ถึงเพียงนี้
ย่อมไม่ใช่คนธรรมดาแน่! การที่เขามาร่วมมือกับเราในครานี้
ก็เพื่อเป็นโอกาสที่ดีที่สุด—หรืออาจจะเป็นโอกาสเดียว—ในการล้างแค้น
เขาย่อมต้องทุ่มเทสุดกำลัง
อีกทั้งคนของเราที่อยู่ช่วยเขาที่นั่นก็ล้วนเป็นยอดฝีมือ คัดสรรมาอย่างดี
ท่านยังจะกังวลอันใดอีกเล่า? หากสุดท้ายไม่สำเร็จ
ก็เพียงหันไปหาหนทางอื่นเท่านั้นเอง!”
เมื่อหลี่ฟู่ได้ฟังประโยคสุดท้าย ใจที่หนักอึ้งก็ผ่อนคลายลงทันตา
จึงยิ้มพลางกล่าวว่า “เจ้าว่าถูกต้องนัก
หากไม่สำเร็จ เราก็วางแผนใหม่ก็เท่านั้น ย่อมมิใช่ว่าเป็นไปไม่ได้เสียเมื่อใด!”
“รู้อย่างนี้ก็ดีแล้ว!” เหลียนฟางโจวหัวเราะพลางค้อนใส่
“ถ้าเช่นนั้นก็อย่าทำหน้าขรึมอีกเลย ยิ้มสักหน่อยเถอะ!”
“เจ้านะเจ้า!” หลี่ฟู่กลั้นยิ้มไม่อยู่
บีบแก้มของนางเบา ๆ แล้วโอบกอดพลางหัวเราะกล่าวว่า “พอเถิด!
เรื่องนี้ก็พักไว้ก่อนเถอะ
พวกเราก็ควรเตรียมงานเลี้ยงชมโคมในเทศกาลหยวนเซียวกันได้แล้ว!”
**
-ตั้งแต่บทนี้เป็นต้นไป ขอเปลี่ยนชื่อลูกชายเหลียนฟางโจว จากซู่เอ๋อร์
เป็น ซวี่เอ๋อร์ค่ะ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น