วันเสาร์ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1249 เรื่องราวในอดีตของตระกูลฝู

 

บทที่ 1249 เรื่องราวในอดีตของตระกูลฝู

ตอนนั้นฝูลี่เพิ่งอายุสิบสี่ปีเท่านั้น พลันต้องเผชิญเคราะห์ร้ายใหญ่หลวง อีกทั้งปกติก็วางใจในตัวเจิ้งอี๋เหนียงกับหัวหน้าพ่อบ้านเป็นทุนเดิม ภายใต้การชี้นำทั้งโดยเจตนาและไม่เจตนาเช่นนั้น เขาจะระแวงสงสัยขึ้นมาได้อย่างไร?

ท่านเจ้าสกุลฝูแม้จะมีคนสนิทติดตามและเริ่มเอะใจ แต่ไร้ซึ่งหลักฐาน อีกทั้งเจิ้งอี๋เหนียงยังจับตาฝูลี่ไม่คลาดสายตา ไม่มีโอกาสได้พบปะพูดคุยเป็นการส่วนตัว รอจนทางการตัดสินคดีเสร็จและท่านเจ้าสกุลฝูถูกฝัง ทุกอย่างก็กลายเป็นเรื่องสิ้นสุดแล้ว ยังจะมีใครกล้าพูดอะไรอีกเล่า?

เจิ้งอี๋เหนียงกับหัวหน้าพ่อบ้านจึงเริ่มวางหมาก ก้าวทีละขั้น ผลักดันคนของตนขึ้นมา ขจัดบ่าวเก่าผู้ภักดีต่อเจ้าสกุลฝูและฮูหยินเอกสกุลจางออกไปทีละคน จนเมื่อผ่านไปกว่าหนึ่งปี ฝูลี่เริ่มเอะใจ รู้สึกถึงความผิดแปลก ทว่าทั้งจวนฝู แม้กระทั่งพ่อค้าหัวหน้าการงานกับผู้ช่วยงานทั้งหลาย ก็ล้วนถูกเจิ้งอี๋เหนียงซื้อใจไว้หมดสิ้นแล้ว!

ในตอนนั้น ฝูลี่ยังเยาว์วัยนัก ทั้งยังใจร้อนวู่วาม เมื่อเกิดความสงสัยขึ้นมาแล้วจะอดรั้นได้อย่างไร เขาจึงอาละวาดขนานใหญ่ ถึงขั้นเชิญหัวหน้าตระกูลและเหล่าอาวุโสในตระกูลมาช่วยตัดสิน

แต่เขาหรือจะสู้อนุเจิ้งที่วางแผนลึกซึ้งและเจ้าเล่ห์เพทุบายได้? ตรวจสอบไปตรวจสอบมา เรื่องราวกลับตาลปัตรกลายเป็นข่าวอื้อฉาวว่าฝูลี่ลักลอบเล่นชู้กับ หลิงฮวา อนุภรรยาตัวน้อยของท่านผู้เฒ่าเสียอย่างนั้น!

ฝูลี่ไม่อาจโต้แย้งได้แม้จะมีร้อยปาก มิหนำซ้ำยังถูกอนุเจิ้งใช้คำพูดปั่นหัวจนบันดาลโทสะลงมือกลางที่ประชุม จึงถูกหัวหน้าตระกูลและเหล่าอาวุโสสั่งคนจับกุมตัวไว้

หัวหน้าตระกูลและคนอื่นๆ ตวาดสั่งให้ฝูลี่กล่าวขอขมาและยอมรับผิด แต่ฝูลี่นั้นยังเป็นหนุ่มเลือดร้อน ทั้งยังถูกใส่ร้ายป้ายสี มีหรือจะยอมรับ? หลังโดนโบยไปหนึ่งยก เขาก็ถูกคัดชื่อออกจากผังตระกูล และถูกขับไล่ออกไปโดยไม่มีเงินติดตัวแม้แต่แดงเดียว!

ฝ่ายอนุเจิ้งกลับบีบน้ำตาแสดงละครฉากใหญ่ว่าอาลัยอาวรณ์และปวดใจยิ่งนัก นางยังแสร้งมอบเงินส่วนตัวและเสื้อผ้าไม่กี่ชุดให้เขา แต่กลับถูกฝูลี่โยนทิ้งลงในร่องน้ำครำต่อหน้าต่อตาโดยไม่ลังเล ทำเอาอนุเจิ้งเสียใจจนร้องไห้ฟูมฟายและสลบไปตรงนั้น หลังจากนั้นนางยังล้มป่วยหนักไปอีกพักใหญ่

ด้วยเหตุนี้ เขาจึงต้องแบกรับชื่อเสียงฉาวโฉ่เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งอย่าง นั่นคือเป็นคน *"ไม่รู้จักดีชั่ว"

ทว่า สิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดก็คือ อนุเจิ้งที่ดูเหมือนจะปวดใจกับการกระทำของฝูลี่จนร้องไห้สลบไสลและล้มป่วยนอนซมอยู่บนเตียง กลับส่งคนแอบสะกดรอยตามเขาไปตลอด ตั้งแต่ตอนที่เขาออกจากตระกูลฝูและทิ้งเมืองเฉวียนโจวไว้เบื้องหลัง

หนึ่งเดือนต่อมา ฝูลี่เดินทางออกจากเมืองเฉวียนโจวมาไกลหลายร้อยลี้ ณ ป่าละเมาะใกล้กับหมู่บ้านไร้ชื่อแห่งหนึ่ง กลุ่มโจรปล้นชิงวิ่งราวได้รุมสังหารเขาและโยนศพทิ้งลงแม่น้ำ

ฝูลี่ถูกครอบครัวเกษตรกรผู้มีน้ำใจงามแซ่เหยาช่วยชีวิตเอาไว้ แต่ใครจะรู้ว่าทันทีที่เขารักษาตัวจนร่างกายเริ่มฟื้นตัว หมู่บ้านแห่งนั้นกลับถูกโจรภูเขาเข้าปล้นสะดม ไม่เพียงแต่ทรัพย์สินของชาวบ้านจะถูกกวาดไปจนเกลี้ยง บรรดาชายหนุ่มที่แข็งแรงรวมถึงหญิงสาวและสะใภ้สาวต่างก็ถูกฉุดคร่าขึ้นไปบนเขา เพราะ ซินซานหู่ หัวหน้าค่ายชิงเฟิงต้องการแรงงานไปก่อสร้างค่าย ส่วนพวกสมุนโจรก็ต้องการผู้หญิง

ฝูลี่ผู้โชคร้ายพร้อมกับสองพี่น้องตระกูลเหยา เหยามิงฟู่ และ เหยาเหลียง จึงถูกจับกุมตัวขึ้นเขาไปด้วยกัน

วันหนึ่ง เหยาเหลียงผู้ผอมแห้งแรงน้อยในขณะที่กำลังแบกท่อนซุงอยู่นั้น เกิดลื่นล้มโดยไม่ทันระวัง ท่อนซุงท่อนนั้นกลับบังเอิญหล่นไปกระแทกใส่ผู้คุมเข้าพอดี ผู้คุมบันดาลโทสะ เงื้อแส้ในมือกระหน่ำฟาดใส่เหยาเหลียงอย่างไม่ลืมหูลืมตา

ในตอนนั้น ฝูลี่กับเหยาเหลียงถูกมอบหมายให้แบกท่อนซุงด้วยกัน เดิมทีเขาก็มีจิตใจที่เย็นชาและสิ้นหวังจนอยากจะตายไปเสียให้พ้นๆ อยู่แล้ว แต่เมื่อเห็นเหยาเหลียงนอนกอดศีรษะกลิ้งไปมาพร้อมร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด เขาก็ไม่อาจทนดูได้อีกต่อไป จึงพุ่งตัวเข้าไปปกป้องเหยาเหลียง และเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือกว่า เขาจะเป็นคนรับโทษแทนเหยาเหลียงเอง

หัวหน้าคุมงานหาได้มองว่าเขากล้าหาญมีน้ำใจไม่ ตรงกันข้ามกลับโกรธขึ้งยิ่งนักต่อความไม่รู้กาลเทศะเช่นนี้ เขาหัวเราะเย็นหนึ่งเสียงแล้วกล่าวว่า “ดี!” จากนั้นแส้หนังวัวสีดำมันวาวก็ฟาดลงมาใส่ฝูลี่ไม่ยั้ง

ทว่าหลังเผชิญชะตากรรมโหดร้ายเช่นนั้น ความเจ็บปวดทางกายเพียงผิวเผินจะนับว่าเป็นอะไรได้? ยิ่งฝูลี่มีนิสัยดื้อรั้นไม่ยอมใคร ต่อให้แส้ฟาดจนเลือดซึมขึ้นทั้งแผ่นหลัง บนหน้า และแม้แต่ศีรษะ เขากลับนั่งนิ่งอยู่กับพื้นราวท่อนไม้ ไม่หลบ ไม่ร้อง แม้แต่สีหน้าก็ไม่เปลี่ยน ดวงตานิ่งสนิทราวกับไร้วิญญาณ

ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นต่างตกตะลึง คนงานที่กำลังขนของอยู่ก็เงียบกริบไปหมด หยุดมือพร้อมกันโดยไม่รู้ตัว แล้วจ้องมองฝูลี่นิ่งงัน

แม้แต่เหยาเหลียงเองก็ยังถูกแววตาและสีหน้าของฝูลี่ทำให้ตกใจจนยืนนิ่ง ไม่กล้าขยับแม้แต่น้อย

โชคชะตาของฝูลี่ดูเหมือนจะยังไม่ถึงคราวดับสูญ วันนั้นบังเอิญเป็นวันที่ซินซานหู่ หัวหน้าโจรแห่งเขาชิงเฟิง ส่งบุตรสาวเพียงคนเดียว “ซินสือซานเหนียง” ขึ้นเขามาตรวจตราด้วยตนเอง เมื่อนางเห็นเหตุการณ์เข้าก็ประหลาดใจยิ่งนัก รีบตวาดสั่งให้หัวหน้าคุมงานหยุดมือ จากนั้นก็อดไม่ได้ที่จะมองฝูลี่หลายครั้งก่อนจะหัวเราะเบา ๆ แล้วกล่าวว่า ดูไม่ออกเลยนะว่าเจ้าผอมบางปานนี้ กลับกล้าแกร่งถึงเพียงนี้ ถูกฟาดขนาดนี้แล้วยังไม่ส่งเสียงสักแอะ!”

ฝูลี่หันไปมองนางด้วยสายตาเย็นเยียบ แต่ไม่เอ่ยวาจาสักคำ เขาเป็นคนมีชาติตระกูลสูงส่ง เป็นบุตรหลานขุนนางผู้ดี จะมาใส่ใจโจรภูเขาอย่างซินสือซานเหนียงได้อย่างไร? เขาเพียงเชิดหน้ามองหัวหน้าคุมงาน แล้วกล่าวเสียงเรียบเย็น เจ้าฟาดจบแล้วหรือยัง?”

หัวหน้าคุมงานชะงักไปชั่วครู่ จากนั้น “เพียะ!” ก็สะบัดแส้ลงมาอีกครั้ง พลางด่ากราดว่า ไอ้สารเลวไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง กล้าลบหลู่คุณหนูของพวกเรา!”

แต่ยังไม่ทันที่คำจะขาดจากปาก เขาผู้หมายปกป้องคุณหนูกลับถูกนางสั่งให้ถอยออกไปเสียเอง

ซินสือซานเหนียงหาได้ใส่ใจไม่ กลับหัวเราะเบา ๆ ออกมา “พู่” แล้วเอ่ยเย้ยว่า ดูท่าทางเจ้าคงอัดแน่นไปด้วยความคับแค้นใจล่ะสิ? ไม่พอใจหรือ? ชนะเป็นเจ้า แพ้เป็นโจร แค่นี้เจ้าก็ไม่เข้าใจหรือไร? ไหน ๆ ก็ตกอยู่ในเงื้อมมือของพวกเราแล้ว ยังจะมีอะไรให้พูดอีก? ยังไม่รีบไสหัวไปทำงานอีก!”

คำพูดยังไม่ทันจางหาย สีหน้าของฝูลี่ก็พลันเปลี่ยนไป ราวกับถูกฟาดกลางใจ หน้าผากเริ่มผุดเหงื่อเย็น หยุดนิ่งอยู่ตรงนั้นราวกับถูกสายฟ้าผ่าจับตัวไว้

ชนะเป็นเจ้า แพ้เป็นโจร” เขา...ถูกเจิ้งอี๋เหนียง(อนุเจ้า)เล่นงานจนพ่ายแพ้ กลายเป็นลูกอกตัญญู ถูกขับไล่ออกจากตระกูลฝู ตอนนี้ก็ถูกโจรจับตัวขึ้นเขา กลายเป็นทาสแรงงาน!

หรือว่านี่...คือชีวิตที่เขา ฝูลี่ ต้องเผชิญไปตลอดงั้นหรือ?

ฝูลี่เงียบงัน สีหน้าเย็นชาไม่เปลี่ยน เขาไม่ตอบคำ ไม่เอื้อนเอ่ยแม้สักคำเดียว เพียงแค่ดึงตัวเหยาเหลียงแล้วเดินจากไปเงียบ ๆ

ซินสือซานเหนียงหัวเราะคิกคัก ก่อนจะพาผู้ติดตามเดินจากไป

แต่แล้ว สาวใช้คนสนิทของนางชื่อ “อิงฮวา” กลับจงใจล้าหลังอยู่สองสามก้าว ก่อนจะยิ้ม ๆ เข้าไปกระซิบอะไรบางอย่างกับหัวหน้าคุมงานคนนั้น

จากนั้น—จากนั้นเมื่อเวลาผ่านไป เกิดเรื่องราวขึ้นมากมาย สุดท้ายฝูลี่ก็ได้แต่งงานกับซินสือซานเหนียง

ต่อมาเมื่อซินซานหู่สิ้นชีวิต ฝูลี่ก็ขึ้นเป็นหัวหน้าค่ายชิงเฟิงโดยชอบธรรม ร่วมบริหารงานกับรองหัวหน้าค่ายอันดับสอง เผิงอวี้ และอันดับสาม เกาอี้ รวมถึงภรรยาอย่างซินสือซานเหนียง

ทว่า…ในใจของฝูลี่นั้น ไม่เคยคิดจะเป็นโจรภูเขาไปตลอดชีวิต เขาคือบุตรชายคนโตสายตรงที่เกิดจากภรรยาเอกของตระกูลฝู ที่นายท่านผู้เฒ่าฝูเคยอบรมเลี้ยงดูเขาให้เป็นว่าที่ผู้นำในอนาคต เรียนรู้ทั้งวรรณศิลป์ตำรับตำรา และแตกฉานในทางการค้าไม่น้อยเลยทีเดียว

ภายใต้การวางแผนจัดการของฝูลี่ ค่ายชิงเฟิงก็เริ่มส่งคนลงเขา ปลอมชื่อปลอมแซ่ไปค้าขายสร้างรายได้ และผลลัพธ์ก็นับว่าดีเกินคาด ทรัพย์สินหลั่งไหล อิทธิพลเพิ่มพูน พวกพ้องพี่น้องในค่ายต่างเคารพนับถือเขาจากใจจริง

ต่อมา เขาพาลุงสาม..เกาอี้ นำพาสมุนกลุ่มหนึ่งออกทะเล เสี่ยงชีวิตไปโจมตีกลุ่มโจรสลัดที่สุมหัวอยู่ห่างจากท่าเรือเฉวียนโจวราวสามสิบลี้ทางทะเล พวกเขาไม่เพียงกวาดเอาทองคำเงินตรามหาศาลมาได้ หากยังยึดเรือได้ถึงแปดลำ ทั้งเล็กรวมใหญ่!

นับแต่นั้นมา ค่ายโจรแห่งนี้ก็เริ่มต้นเข้าสู่วงการค้าขายทางทะเล

ในเวลาเดียวกัน… ตระกูลฝูก็เปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง กลายเป็นโลกของเจิ้งอี๋เหนียงและบุตรชายของนางโดยสมบูรณ์

บุตรชายในไส้ของเจิ้งอี๋เหนียง “ฝูเจียเยว่” ได้ขึ้นเป็นผู้นำตระกูลฝู ใช้เงินก้อนโตซื้อตำแหน่ง ซื้อเสียงจากหัวหน้าตระกูลและผู้อาวุโสจนได้รับการอนุมัติให้เจิ้งอี๋เหนียงขึ้นเป็นฮูหยินเอกอย่างเป็นทางการ

เจิ้งอี๋เหนียง จากอนุภรรยาที่ต่ำต้อย บัดนี้กลับกลายเป็น “ฮูหยินเฒ่าประจำตระกูลฝู” อย่างสมบูรณ์แล้ว!

ส่วนหัวหน้าพ่อบ้านคนนั้น เพราะโลภมากเกินไป ถึงกับหมายจะเป็นผู้อยู่เบื้องหลังควบคุมตระกูลฝู สุดท้ายกลับถูกเจิ้งอี๋เหนียงกับฝูเจียเยว่ร่วมมือกันใส่ร้ายจนถึงแก่ความตาย ทั้งยังลากเอาทั้งครอบครัวของเขาถูกขับไล่ออกนอกเมืองเฉวียนโจวไปไกลลิบ

ส่วนบุตรชายอีกสองคนของนายท่านผู้เฒ่าฝูที่เกิดจากบรรดาอนุภรรยา ก็ถูกเจิ้งอี๋เหนียงกับฝูเจียเยว่เลี้ยงดูจนเสียคน กลายเป็นคุณชายเหลวไหลไม่เอาถ่าน วัน ๆ เอาแต่เสเพลไม่รู้จักความลำบาก

 

1 ความคิดเห็น: