บทที่ 1249 เรื่องราวในอดีตของตระกูลฝู
ตอนนั้นฝูลี่เพิ่งอายุสิบสี่ปีเท่านั้น
พลันต้องเผชิญเคราะห์ร้ายใหญ่หลวง อีกทั้งปกติก็วางใจในตัวเจิ้งอี๋เหนียงกับหัวหน้าพ่อบ้านเป็นทุนเดิม
ภายใต้การชี้นำทั้งโดยเจตนาและไม่เจตนาเช่นนั้น เขาจะระแวงสงสัยขึ้นมาได้อย่างไร?
ท่านเจ้าสกุลฝูแม้จะมีคนสนิทติดตามและเริ่มเอะใจ แต่ไร้ซึ่งหลักฐาน
อีกทั้งเจิ้งอี๋เหนียงยังจับตาฝูลี่ไม่คลาดสายตา
ไม่มีโอกาสได้พบปะพูดคุยเป็นการส่วนตัว รอจนทางการตัดสินคดีเสร็จและท่านเจ้าสกุลฝูถูกฝัง
ทุกอย่างก็กลายเป็นเรื่องสิ้นสุดแล้ว ยังจะมีใครกล้าพูดอะไรอีกเล่า?
เจิ้งอี๋เหนียงกับหัวหน้าพ่อบ้านจึงเริ่มวางหมาก ก้าวทีละขั้น
ผลักดันคนของตนขึ้นมา ขจัดบ่าวเก่าผู้ภักดีต่อเจ้าสกุลฝูและฮูหยินเอกสกุลจางออกไปทีละคน
จนเมื่อผ่านไปกว่าหนึ่งปี ฝูลี่เริ่มเอะใจ รู้สึกถึงความผิดแปลก ทว่าทั้งจวนฝู
แม้กระทั่งพ่อค้าหัวหน้าการงานกับผู้ช่วยงานทั้งหลาย ก็ล้วนถูกเจิ้งอี๋เหนียงซื้อใจไว้หมดสิ้นแล้ว!
ในตอนนั้น ฝูลี่ยังเยาว์วัยนัก
ทั้งยังใจร้อนวู่วาม เมื่อเกิดความสงสัยขึ้นมาแล้วจะอดรั้นได้อย่างไร
เขาจึงอาละวาดขนานใหญ่
ถึงขั้นเชิญหัวหน้าตระกูลและเหล่าอาวุโสในตระกูลมาช่วยตัดสิน
แต่เขาหรือจะสู้อนุเจิ้งที่วางแผนลึกซึ้งและเจ้าเล่ห์เพทุบายได้? ตรวจสอบไปตรวจสอบมา
เรื่องราวกลับตาลปัตรกลายเป็นข่าวอื้อฉาวว่าฝูลี่ลักลอบเล่นชู้กับ หลิงฮวา
อนุภรรยาตัวน้อยของท่านผู้เฒ่าเสียอย่างนั้น!
ฝูลี่ไม่อาจโต้แย้งได้แม้จะมีร้อยปาก
มิหนำซ้ำยังถูกอนุเจิ้งใช้คำพูดปั่นหัวจนบันดาลโทสะลงมือกลางที่ประชุม
จึงถูกหัวหน้าตระกูลและเหล่าอาวุโสสั่งคนจับกุมตัวไว้
หัวหน้าตระกูลและคนอื่นๆ
ตวาดสั่งให้ฝูลี่กล่าวขอขมาและยอมรับผิด แต่ฝูลี่นั้นยังเป็นหนุ่มเลือดร้อน
ทั้งยังถูกใส่ร้ายป้ายสี มีหรือจะยอมรับ? หลังโดนโบยไปหนึ่งยก
เขาก็ถูกคัดชื่อออกจากผังตระกูล
และถูกขับไล่ออกไปโดยไม่มีเงินติดตัวแม้แต่แดงเดียว!
ฝ่ายอนุเจิ้งกลับบีบน้ำตาแสดงละครฉากใหญ่ว่าอาลัยอาวรณ์และปวดใจยิ่งนัก
นางยังแสร้งมอบเงินส่วนตัวและเสื้อผ้าไม่กี่ชุดให้เขา
แต่กลับถูกฝูลี่โยนทิ้งลงในร่องน้ำครำต่อหน้าต่อตาโดยไม่ลังเล
ทำเอาอนุเจิ้งเสียใจจนร้องไห้ฟูมฟายและสลบไปตรงนั้น หลังจากนั้นนางยังล้มป่วยหนักไปอีกพักใหญ่
ด้วยเหตุนี้
เขาจึงต้องแบกรับชื่อเสียงฉาวโฉ่เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งอย่าง นั่นคือเป็นคน
*"ไม่รู้จักดีชั่ว"
ทว่า
สิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดก็คือ
อนุเจิ้งที่ดูเหมือนจะปวดใจกับการกระทำของฝูลี่จนร้องไห้สลบไสลและล้มป่วยนอนซมอยู่บนเตียง
กลับส่งคนแอบสะกดรอยตามเขาไปตลอด
ตั้งแต่ตอนที่เขาออกจากตระกูลฝูและทิ้งเมืองเฉวียนโจวไว้เบื้องหลัง
หนึ่งเดือนต่อมา
ฝูลี่เดินทางออกจากเมืองเฉวียนโจวมาไกลหลายร้อยลี้ ณ
ป่าละเมาะใกล้กับหมู่บ้านไร้ชื่อแห่งหนึ่ง
กลุ่มโจรปล้นชิงวิ่งราวได้รุมสังหารเขาและโยนศพทิ้งลงแม่น้ำ
ฝูลี่ถูกครอบครัวเกษตรกรผู้มีน้ำใจงามแซ่เหยาช่วยชีวิตเอาไว้
แต่ใครจะรู้ว่าทันทีที่เขารักษาตัวจนร่างกายเริ่มฟื้นตัว
หมู่บ้านแห่งนั้นกลับถูกโจรภูเขาเข้าปล้นสะดม
ไม่เพียงแต่ทรัพย์สินของชาวบ้านจะถูกกวาดไปจนเกลี้ยง
บรรดาชายหนุ่มที่แข็งแรงรวมถึงหญิงสาวและสะใภ้สาวต่างก็ถูกฉุดคร่าขึ้นไปบนเขา
เพราะ ซินซานหู่ หัวหน้าค่ายชิงเฟิงต้องการแรงงานไปก่อสร้างค่าย
ส่วนพวกสมุนโจรก็ต้องการผู้หญิง
ฝูลี่ผู้โชคร้ายพร้อมกับสองพี่น้องตระกูลเหยา
เหยามิงฟู่ และ เหยาเหลียง จึงถูกจับกุมตัวขึ้นเขาไปด้วยกัน
วันหนึ่ง
เหยาเหลียงผู้ผอมแห้งแรงน้อยในขณะที่กำลังแบกท่อนซุงอยู่นั้น
เกิดลื่นล้มโดยไม่ทันระวัง
ท่อนซุงท่อนนั้นกลับบังเอิญหล่นไปกระแทกใส่ผู้คุมเข้าพอดี ผู้คุมบันดาลโทสะ
เงื้อแส้ในมือกระหน่ำฟาดใส่เหยาเหลียงอย่างไม่ลืมหูลืมตา
ในตอนนั้น
ฝูลี่กับเหยาเหลียงถูกมอบหมายให้แบกท่อนซุงด้วยกัน
เดิมทีเขาก็มีจิตใจที่เย็นชาและสิ้นหวังจนอยากจะตายไปเสียให้พ้นๆ อยู่แล้ว
แต่เมื่อเห็นเหยาเหลียงนอนกอดศีรษะกลิ้งไปมาพร้อมร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด
เขาก็ไม่อาจทนดูได้อีกต่อไป จึงพุ่งตัวเข้าไปปกป้องเหยาเหลียง
และเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือกว่า เขาจะเป็นคนรับโทษแทนเหยาเหลียงเอง
หัวหน้าคุมงานหาได้มองว่าเขากล้าหาญมีน้ำใจไม่
ตรงกันข้ามกลับโกรธขึ้งยิ่งนักต่อความไม่รู้กาลเทศะเช่นนี้
เขาหัวเราะเย็นหนึ่งเสียงแล้วกล่าวว่า “ดี!”
จากนั้นแส้หนังวัวสีดำมันวาวก็ฟาดลงมาใส่ฝูลี่ไม่ยั้ง
ทว่าหลังเผชิญชะตากรรมโหดร้ายเช่นนั้น
ความเจ็บปวดทางกายเพียงผิวเผินจะนับว่าเป็นอะไรได้? ยิ่งฝูลี่มีนิสัยดื้อรั้นไม่ยอมใคร
ต่อให้แส้ฟาดจนเลือดซึมขึ้นทั้งแผ่นหลัง บนหน้า และแม้แต่ศีรษะ
เขากลับนั่งนิ่งอยู่กับพื้นราวท่อนไม้ ไม่หลบ ไม่ร้อง แม้แต่สีหน้าก็ไม่เปลี่ยน
ดวงตานิ่งสนิทราวกับไร้วิญญาณ
ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นต่างตกตะลึง
คนงานที่กำลังขนของอยู่ก็เงียบกริบไปหมด หยุดมือพร้อมกันโดยไม่รู้ตัว แล้วจ้องมองฝูลี่นิ่งงัน
แม้แต่เหยาเหลียงเองก็ยังถูกแววตาและสีหน้าของฝูลี่ทำให้ตกใจจนยืนนิ่ง
ไม่กล้าขยับแม้แต่น้อย
โชคชะตาของฝูลี่ดูเหมือนจะยังไม่ถึงคราวดับสูญ
วันนั้นบังเอิญเป็นวันที่ซินซานหู่ หัวหน้าโจรแห่งเขาชิงเฟิง
ส่งบุตรสาวเพียงคนเดียว “ซินสือซานเหนียง” ขึ้นเขามาตรวจตราด้วยตนเอง เมื่อนางเห็นเหตุการณ์เข้าก็ประหลาดใจยิ่งนัก
รีบตวาดสั่งให้หัวหน้าคุมงานหยุดมือ จากนั้นก็อดไม่ได้ที่จะมองฝูลี่หลายครั้งก่อนจะหัวเราะเบา
ๆ แล้วกล่าวว่า “ดูไม่ออกเลยนะว่าเจ้าผอมบางปานนี้
กลับกล้าแกร่งถึงเพียงนี้ ถูกฟาดขนาดนี้แล้วยังไม่ส่งเสียงสักแอะ!”
ฝูลี่หันไปมองนางด้วยสายตาเย็นเยียบ แต่ไม่เอ่ยวาจาสักคำ เขาเป็นคนมีชาติตระกูลสูงส่ง
เป็นบุตรหลานขุนนางผู้ดี จะมาใส่ใจโจรภูเขาอย่างซินสือซานเหนียงได้อย่างไร? เขาเพียงเชิดหน้ามองหัวหน้าคุมงาน
แล้วกล่าวเสียงเรียบเย็น “เจ้าฟาดจบแล้วหรือยัง?”
หัวหน้าคุมงานชะงักไปชั่วครู่ จากนั้น “เพียะ!”
ก็สะบัดแส้ลงมาอีกครั้ง พลางด่ากราดว่า “ไอ้สารเลวไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง
กล้าลบหลู่คุณหนูของพวกเรา!”
แต่ยังไม่ทันที่คำจะขาดจากปาก
เขาผู้หมายปกป้องคุณหนูกลับถูกนางสั่งให้ถอยออกไปเสียเอง
ซินสือซานเหนียงหาได้ใส่ใจไม่ กลับหัวเราะเบา ๆ ออกมา “พู่”
แล้วเอ่ยเย้ยว่า “ดูท่าทางเจ้าคงอัดแน่นไปด้วยความคับแค้นใจล่ะสิ?
ไม่พอใจหรือ? ชนะเป็นเจ้า แพ้เป็นโจร
แค่นี้เจ้าก็ไม่เข้าใจหรือไร? ไหน ๆ
ก็ตกอยู่ในเงื้อมมือของพวกเราแล้ว ยังจะมีอะไรให้พูดอีก? ยังไม่รีบไสหัวไปทำงานอีก!”
คำพูดยังไม่ทันจางหาย สีหน้าของฝูลี่ก็พลันเปลี่ยนไป
ราวกับถูกฟาดกลางใจ หน้าผากเริ่มผุดเหงื่อเย็น
หยุดนิ่งอยู่ตรงนั้นราวกับถูกสายฟ้าผ่าจับตัวไว้
“ชนะเป็นเจ้า แพ้เป็นโจร” เขา...ถูกเจิ้งอี๋เหนียง(อนุเจ้า)เล่นงานจนพ่ายแพ้
กลายเป็นลูกอกตัญญู ถูกขับไล่ออกจากตระกูลฝู ตอนนี้ก็ถูกโจรจับตัวขึ้นเขา
กลายเป็นทาสแรงงาน!
หรือว่านี่...คือชีวิตที่เขา ฝูลี่ ต้องเผชิญไปตลอดงั้นหรือ?
ฝูลี่เงียบงัน สีหน้าเย็นชาไม่เปลี่ยน เขาไม่ตอบคำ
ไม่เอื้อนเอ่ยแม้สักคำเดียว เพียงแค่ดึงตัวเหยาเหลียงแล้วเดินจากไปเงียบ ๆ
ซินสือซานเหนียงหัวเราะคิกคัก ก่อนจะพาผู้ติดตามเดินจากไป
แต่แล้ว สาวใช้คนสนิทของนางชื่อ “อิงฮวา”
กลับจงใจล้าหลังอยู่สองสามก้าว ก่อนจะยิ้ม ๆ
เข้าไปกระซิบอะไรบางอย่างกับหัวหน้าคุมงานคนนั้น
จากนั้น—จากนั้นเมื่อเวลาผ่านไป เกิดเรื่องราวขึ้นมากมาย สุดท้ายฝูลี่ก็ได้แต่งงานกับซินสือซานเหนียง
ต่อมาเมื่อซินซานหู่สิ้นชีวิต ฝูลี่ก็ขึ้นเป็นหัวหน้าค่ายชิงเฟิงโดยชอบธรรม
ร่วมบริหารงานกับรองหัวหน้าค่ายอันดับสอง เผิงอวี้ และอันดับสาม เกาอี้
รวมถึงภรรยาอย่างซินสือซานเหนียง
ทว่า…ในใจของฝูลี่นั้น ไม่เคยคิดจะเป็นโจรภูเขาไปตลอดชีวิต เขาคือบุตรชายคนโตสายตรงที่เกิดจากภรรยาเอกของตระกูลฝู
ที่นายท่านผู้เฒ่าฝูเคยอบรมเลี้ยงดูเขาให้เป็นว่าที่ผู้นำในอนาคต
เรียนรู้ทั้งวรรณศิลป์ตำรับตำรา และแตกฉานในทางการค้าไม่น้อยเลยทีเดียว
ภายใต้การวางแผนจัดการของฝูลี่ ค่ายชิงเฟิงก็เริ่มส่งคนลงเขา
ปลอมชื่อปลอมแซ่ไปค้าขายสร้างรายได้ และผลลัพธ์ก็นับว่าดีเกินคาด
ทรัพย์สินหลั่งไหล อิทธิพลเพิ่มพูน
พวกพ้องพี่น้องในค่ายต่างเคารพนับถือเขาจากใจจริง
ต่อมา เขาพาลุงสาม..เกาอี้ นำพาสมุนกลุ่มหนึ่งออกทะเล
เสี่ยงชีวิตไปโจมตีกลุ่มโจรสลัดที่สุมหัวอยู่ห่างจากท่าเรือเฉวียนโจวราวสามสิบลี้ทางทะเล
พวกเขาไม่เพียงกวาดเอาทองคำเงินตรามหาศาลมาได้ หากยังยึดเรือได้ถึงแปดลำ
ทั้งเล็กรวมใหญ่!
นับแต่นั้นมา ค่ายโจรแห่งนี้ก็เริ่มต้นเข้าสู่วงการค้าขายทางทะเล
ในเวลาเดียวกัน… ตระกูลฝูก็เปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง กลายเป็นโลกของเจิ้งอี๋เหนียงและบุตรชายของนางโดยสมบูรณ์
บุตรชายในไส้ของเจิ้งอี๋เหนียง “ฝูเจียเยว่” ได้ขึ้นเป็นผู้นำตระกูลฝู
ใช้เงินก้อนโตซื้อตำแหน่ง ซื้อเสียงจากหัวหน้าตระกูลและผู้อาวุโสจนได้รับการอนุมัติให้เจิ้งอี๋เหนียงขึ้นเป็นฮูหยินเอกอย่างเป็นทางการ
เจิ้งอี๋เหนียง จากอนุภรรยาที่ต่ำต้อย บัดนี้กลับกลายเป็น “ฮูหยินเฒ่าประจำตระกูลฝู”
อย่างสมบูรณ์แล้ว!
ส่วนหัวหน้าพ่อบ้านคนนั้น เพราะโลภมากเกินไป
ถึงกับหมายจะเป็นผู้อยู่เบื้องหลังควบคุมตระกูลฝู สุดท้ายกลับถูกเจิ้งอี๋เหนียงกับฝูเจียเยว่ร่วมมือกันใส่ร้ายจนถึงแก่ความตาย
ทั้งยังลากเอาทั้งครอบครัวของเขาถูกขับไล่ออกนอกเมืองเฉวียนโจวไปไกลลิบ
ส่วนบุตรชายอีกสองคนของนายท่านผู้เฒ่าฝูที่เกิดจากบรรดาอนุภรรยา ก็ถูกเจิ้งอี๋เหนียงกับฝูเจียเยว่เลี้ยงดูจนเสียคน
กลายเป็นคุณชายเหลวไหลไม่เอาถ่าน วัน ๆ เอาแต่เสเพลไม่รู้จักความลำบาก
ขอบคุณค่ะ
ตอบลบ