วันจันทร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1251 มุ่งหน้าสู่เมืองหนานไห่เพื่อจับตัวคน

 

บทที่ 1251 มุ่งหน้าสู่เมืองหนานไห่เพื่อจับตัวคน

แต่ใครเล่าจะคาดคิดได้? ฝูลี่นั้นเดิมทีก็เป็นคนของตระกูลฝู ตอนออกจากบ้านก็โตเป็นหนุ่มแล้ว จะไม่รู้เรื่องกิจการของตระกูลได้อย่างไร? หลังจากนั้นเขายังออกมาทำกิจการค้าขายด้วยตนเอง ตลอดยี่สิบปีที่ผ่านมา สั่งสมประสบการณ์มามากมายเพียงใด? ยิ่งไปกว่านั้น—ทุกเรื่องเกี่ยวกับตระกูลฝู เขาไม่เคยปล่อยให้หลุดสายตา สั่งให้คนของตนคอยจับตาเฝ้าดูความเคลื่อนไหวตลอดเวลา เขาจะไม่รู้...เป็นไปได้อย่างไร?

ความเข้าใจของเขาต่อกิจการของตระกูลฝู อาจไม่ได้น้อยไปกว่าเจิ้งอี้เหนียงกับบุตรชาย หรือพวกหลงจู๊ทั้งหลายเสียด้วยซ้ำ!

ต่อให้ไม่มีการส่งมอบงานอย่างเป็นทางการ เขาก็หาได้สะดุดหรือติดขัดไม่

เพียงแค่ได้สนทนากับเหล่าหลงจู๊และผู้ดูแลที่เหลืออยู่ไม่กี่ประโยค ทุกคนต่างก็แอบตระหนกตกใจอยู่ในใจ ต่างพากันเก็บพับความรู้สึกดูหมิ่นดูแคลนหรือความคิดที่จะลองดีทิ้งไป และไม่กล้ามีความคิดเล็กคิดน้อย (ตลบตะแลง) อีกต่อไป...

ขณะเดียวกัน ณ เมืองหนานไห่ สองสามีภรรยาและบุตรชายตระกูลฝู (ฝูเจียเยว่) กลับไม่ระแคะระคายเลยสักนิดว่าที่เมืองเฉวียนโจวได้เกิดการเปลี่ยนแปลงชนิดพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินขึ้นแล้ว สองพ่อลูกยังคงปรึกษาแผนการอันยิ่งใหญ่ที่จะคบหาสมาคมกับมิตรสหายเพิ่ม และเตรียมจัดงานเลี้ยงรับรองแขกเหรื่อที่คฤหาสน์ตากอากาศ ฝ่ายฮูหยินตระกูลถังก็กำลังเลือกเฟ้นเสื้อผ้าและเครื่องประดับ เพื่อจะพาหลิวซื่อผู้เป็นลูกสะใภ้ออกไปร่วมงานเลี้ยง

 

ทว่า ใครจะคาดคิด ในช่วงโพล้เพล้ของวันที่สิบเจ็ดเดือนอ้าย กลุ่มเจ้าหน้าที่จากที่ทำการเจ้าเมืองเฉวียนโจวกว่ายี่สิบคนกลับบุกเข้ามาในเมืองด้วยท่าทางดุดัน ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์และนิ้วมือที่ชี้ชวนกันดูของชาวบ้าน กลุ่มเจ้าหน้าที่มุ่งตรงไปยังคฤหาสน์ตากอากาศของตระกูลฝูทันที

ในเวลานั้น มีเพียงถังซื่อและหลิวซื่อผู้เป็นลูกสะใภ้ที่อยู่ในคฤหาสน์ตากอากาศ ส่วนฝูเจียเยว่และฝูเว่ยผู้เป็นบุตรชายยังมีนัดกินเลี้ยงอยู่ที่เหลาอาหารยังไม่กลับมา

เจ้าหน้าที่เหล่านี้หาได้สนใจสิ่งใดไม่ พวกเขาตบประตูเปิดออกอย่างหยาบคาย หัวหน้ามือปราบหลีชูเอกสารทางการที่ออกโดยท่านเจ้าเมืองขึ้นโบกสะบัด ก่อนจะผลักบ่าวเฝ้าประตูออกไปให้พ้นทาง แล้วสะบัดมือสั่งการลูกน้องเสียงเฉียบขาดให้บุกเข้าไปจับกุมคน

เมื่อเป็นการจับกุมนักโทษสำคัญย้อนหลัง ย่อมไม่มีการละเว้นเรื่องชายหญิงห้ามใกล้ชิดอีกต่อไป

ถังซื่อและหลิวซื่อเพิ่งจะได้รับรายงานครึ่งๆ กลางๆ จากบ่าวที่วิ่งหน้าตั้งมาส่งข่าว ยังไม่ทันจะได้ทำความเข้าใจว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น หัวหน้ามือปราบหลีก็พาคนบุกเข้ามาถึงข้างในเสียแล้ว!

ถังซื่อเห็นเช่นนั้นก็โกรธจัด นางผุดลุกขึ้นยืนพลางตวาดกร้าว "บังอาจ!" ทว่าคำพูดยังไม่ทันสิ้นประโยค ก็ถูกเสียงคำรามที่ดังยิ่งกว่าขัดจังหวะขึ้นว่า "มัดตัวซะ!"

สองแม่สามีลูกสะใภ้ไม่มีโอกาสแม้แต่จะโต้แย้งหรือดิ้นรน ก็ถูกบรรดามือปราบลงมือหนักทั้งมือทั้งเท้าจับมัดจนแน่นหนา

หลิวซื่อนั้นยังเยาว์วัยนัก นางไม่เคยพบเจอเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อนจึงหวาดกลัวจนหน้าถอดสี ขาแข้งอ่อนแรง ร้องห่มร้องไห้ออกมาไม่หยุด แม้ถังซื่อจะตวาดปรามก็ไม่เป็นผล นางจึงได้แต่จ้องเขม็งไปยังหัวหน้ามือปราบหลีด้วยสายตาโกรธแค้นพลางแค่นยิ้มกล่าวว่า "ดี! ข้าจำหน้าเจ้าไว้แล้ว! รอจนนายท่านของข้ากลับมาก่อนเถอะ เจ้าเตรียมตัวไว้ได้เลย!"

หัวหน้ามือปราบหลีแสดงท่าทางดูแคลน เขาแค่นหัวเราะ "หึ" ก่อนจะกล่าวอย่างทะนงตัวว่า "วางใจเถอะ ข้าจะรอดู! แต่เกรงว่าเจ้าคงจะไม่มีโอกาสได้รอดูแล้วล่ะ ฮูหยินฝูยังไม่รู้สินะ? บุตรชายคนโตสายตรงของตระกูลฝูที่แม่สามีของเจ้าเคยใส่ร้ายจนต้องระเห็จออกจากบ้านไปเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน... บัดนี้คุณชายใหญ่กลับมาแล้ว! ในเวลานี้ ฮูหยินผู้เฒ่าเจิ้ง..แม่สามีของเจ้าถูกจับโยนเข้าคุกหลวงไปแล้ว และตำแหน่งเจ้าบ้านตระกูลฝูก็เปลี่ยนมือแล้วด้วย! พวกเจ้ายังจะฝันกลางวันอยู่อีกรึ!"

เกี่ยวกับเรื่องราวในอดีตของตระกูลฝูนั้น นางมิได้อยู่ในเหตุการณ์ด้วยตนเอง อีกทั้งเรื่องนั้นยังเป็นเรื่องต้องห้ามของตระกูลที่ไม่มีใครกล้าเอ่ยถึง นางเคยได้ยินคนพูดถึง "คุณชายใหญ่" หรือ "ฮูหยินคนก่อน" ขึ้นมาแว่วๆ ด้วยความสงสัยจึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากถามสามีไปสองสามคำ แต่นั่นกลับทำให้เขาโกรธจัดและดุด่านางอย่างรุนแรง มิหนำซ้ำยังไปนอนค้างที่ห้องของอนุภรรยาอยู่เป็นเดือน ตั้งแต่นั้นมานางก็ไม่กล้าซักไซ้เรื่องนี้ส่งเดชอีกเลย

ใครจะรู้ อยู่ๆ ก็มี "บุตรชายคนโตสายตรง" โผล่มาจากไหนก็ไม่รู้ และแม่สามีของนางก็กลับกลายเป็นเพียง "อนุ" เสียอย่างนั้น! แถมตระกูลฝูยังเปลี่ยนเจ้าของ! นี่มันไม่ต่างอะไรกับสายฟ้าฟาดลงมากลางวันแสกๆ!

 

"เป็นไปไม่ได้! เป็นไปไม่ได้! นี่มันเป็นไปไม่ได้!" ใบหน้าของถังซื่อซีดเผือดราวกับกระดาษ ความตระหนกตกใจภายในใจนั้นรุนแรงจนสุดจะพรรณนา

แน่นอนว่านางย่อมเข้าใจดีว่าเรื่องนี้มีโอกาสเป็นไปได้สูงยิ่ง มิเช่นนั้น เจ้าหน้าที่เหล่านี้คงไม่มีทางกล้าทำกิริยาไร้มารยาทต่อสองแม่สามีลูกสะใภ้เช่นนี้แน่!

นางยังคิดจะซักถามอะไรบางอย่าง ทว่ายังไม่ทันอ้าปากก็ถูกหัวหน้ามือปราบหลีตวาดลั่น "คุมตัวไป!" ก่อนจะถูกผลักไสให้เดินออกไป

หัวหน้ามือปราบหลีสั่งให้คนคุมตัวบ่าวไพร่ในคฤหาสน์ตากอากาศแห่งนี้มารวมกันที่ลานบ้าน ห้ามมิให้ผู้ใดออกไปเด็ดขาด และสั่งให้ขังสองแม่สามีลูกสะใภ้ตระกูลถังไว้ในห้องข้าง จากนั้นเมื่อซักถามจนทราบชื่อเหลาอาหารที่ฝูเจียเยว่และบุตรชายไปร่วมงานเลี้ยงแล้ว เขาก็พาลูกน้องอีกสิบสองนายมุ่งหน้าตรงไปยังที่นั่นด้วยท่าทางดุดันทันที

การจะเข้าจับกุมพ่อลูกตระกูลฝูนั้น เห็นทีจะมิใช่เรื่องง่ายดายเช่นนั้นแล้ว

ในค่ำคืนนี้ สองพ่อลูกตระกูลฝูกำลังร่วมงานเลี้ยงอยู่ที่เหลาอาหารชื่อดังของเมืองหนานไห่ที่ชื่อว่า "จวี้เซียงชุน" โดยมีแขกเหรื่อร่วมโต๊ะทั้งพี่น้องตระกูลเหลียงเหลียงจิ้น, นายท่านเติ้ง, คนจากตระกูลหลัว, ตระกูลไป๋ และสองพ่อลูกจากบ้านรองตระกูลเล่อเจิ้ง รวมแล้วประมาณสิบสองถึงสิบสามคน

ทันทีที่แขกเหรื่อมากันครบและเริ่มนั่งประจำที่ ในขณะที่ทุกคนกำลังพูดคุยหัวเราะร่าโดยที่ยังไม่ทันได้ขยับตะเกียบ หัวหน้ามือปราบหลีก็พาเหล่ามือปราบทั้งสิบสองนายบุกพรวดขึ้นไปยังชั้นบนของเหลาอาหารอย่างอหังการ

ตลอดทางที่ผ่านมามีชาวบ้านหลายสิบคนเดินตามดูเหตุการณ์อยู่ห่างๆ กลายเป็นจุดสนใจที่ชวนให้ผู้คนแตกตื่นสงสัยยิ่งนัก

"ปัง!" ประตูห้องรับรองส่วนตัวถูกผลักออกอย่างแรง เสียงพูดคุยหัวเราะหยุดกึกลงในทันที ทุกคนต่างมองไปยังกลุ่มมือปราบที่ไม่ควรจะปรากฏตัว ณ ที่แห่งนี้ด้วยความตกตะลึง จนตั้งตัวกันไม่ติดไปชั่วขณะ

วันนี้นายท่านเติ้งเป็นเจ้าภาพเลี้ยงแขก เขาจึงหน้าดำคร่ำเครียดด้วยความไม่พอใจ ตวัดสายตาไปมองหลงจู๊ของเหลาอาหารที่ห้ามไม่ทันและกำลังยืนหน้าเสียด้วยความหวาดกลัว ก่อนจะแค่นยิ้มกล่าวกับหัวหน้ามือปราบหลีด้วยเสียงเย็นชาว่า “ข้าไม่สนว่าเจ้าจะมีธุระอะไร ไสหัวออกไปรอข้างนอก! ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่ใครก็นึกจะเข้ามาได้!”

หัวหน้ามือปราบหลีไม่ใช่คนเมืองหนานไห่ จึงไม่ได้มีความยำเกรงต่อบุคคลประเภทที่ 'กระทืบเท้าทีเดียวแผ่นดินก็สะเทือน' เหล่านี้เข้ากระดูกดำนัก เขาประสานมือคารวะกล่าวกับนายท่านเติ้งอย่างสุภาพตามมารยาทว่า “ล่วงเกินแล้ว!” จากนั้นจึงหันไปทางสองพ่อลูกตระกูลฝูแล้วกล่าวว่า “นายท่านฝู คุณชายฝู ผู้น้อยคือหัวหน้ามือปราบจากเมืองเฉวียนโจว เชิญทั้งสองท่านตามผู้น้อยไปสักประเดี๋ยวเถิด!”

มีหรือที่สองพ่อลูกตระกูลฝูจะไม่รู้จักเขา?

การเห็นเขาปรากฏตัวที่นี่ก็ทำให้ในใจรู้สึกประหลาดใจอย่างยิ่งอยู่แล้ว ยิ่งเมื่อได้ยินเขาพูดเช่นนี้ก็ยิ่งตระหนก ฝูเว่ยนั้นยังหนุ่มและเลือดร้อน จึงตวาดด้วยความโกรธเกรี้ยวว่า “คนแซ่หลี เจ้าเป็นตัวอะไร! ข้าไปทำความผิดอะไรไว้ เจ้าถึงกล้ามาแสดงอำนาจบาตรใหญ่ต่อหน้าข้า! ช่างขวัญกล้าเทียมฟ้านักนะ! ยังไม่รีบไสหัวไปอีก!”

ฝูเจียเยว่สีหน้ามืดครึ้มดุจน้ำค้างแข็ง เขาไม่เอ่ยคำใดเพียงแต่จับจ้องหัวหน้ามือปราบหลีด้วยสายตาเย็นชา

หัวหน้ามือปราบหลีแค่นยิ้ม “คุณชายฝูจะด่าข้าไปจะมีประโยชน์อันใด?” เขาโบกเอกสารราชการในมือพลางยิ้มกล่าวว่า “ข้าก็แค่ทำตามคำสั่งเท่านั้น คุณชายฝูมีอะไรจะพูดก็เชิญกลับไปเรียนต่อท่านเจ้าเมืองเอาเองเถิด!”

“ถุย! เอกสารแม่เจ้าสิ!” เมื่อต้องมารับความอัปยศอดสูต่อหน้าผู้คนมากมายเช่นนี้ ใบหน้าของฝูเว่ยก็แดงก่ำด้วยความโกรธ เส้นเลือดที่หน้าผากปูดโปน ยิ่งอับอายก็ยิ่งโมโห เขาโจนพรวดเข้าไปกระชากเอกสารราชการในมือหัวหน้ามือปราบหลีมาฉีกจนขาดวิ่น!

เขาขยำเศษกระดาษทิ้งลงกับพื้นแล้วแค่นเสียงด่า “ไสหัวไป!”

“เจ้า!” หัวหน้ามือปราบหลีทั้งตกใจทั้งโกรธแค้น เขารู้สึกเสียหน้าอย่างยิ่งต่อหน้าธารกำนัล มือข้างหนึ่งกดลงบนด้ามดาบ พลางกัดฟันแค่นยิ้มกล่าวว่า “คุณชายฝูนี่คิดจะขัดขืนการจับกุม และประกาศตัวเป็นศัตรูกับทางการอย่างเปิดเผยแล้วใช่ไหม?”

“เป็นแล้วจะทำไม—”

“มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่ หัวหน้ามือปราบหลีต้องพูดให้ชัดเจนเสียก่อนกระมัง?” ฝูเจียเยว่เอ่ยขัดจังหวะลูกชายพลางกล่าวเรียบๆ ว่า “พ่อลูกเรายึดมั่นในกฎหมายมาโดยตลอด จะเป็นการเข้าใจผิดอะไรกันหรือไม่? หัวหน้ามือปราบหลีพูดให้ชัดเจนเถิด อีกไม่กี่วันพ่อลูกเราก็จะกลับเฉวียนโจว ถึงตอนนั้นย่อมจะไปชี้แจงต่อหน้าท่านเจ้าเมืองเอง หัวหน้ามือปราบหลีไม่แยกแยะดีชั่ว บุกเข้ามาจะจับคนทันที หึหึ ดูจะเห็นตระกูลฝูของเราไม่อยู่ในสายตาเกินไปหน่อยแล้ว!”

เขาจ้องลึกเข้าไปในตาของหัวหน้ามือปราบหลี แล้วกล่าวต่ออย่างเนิบนาบว่า “หรือว่าทุกวันนี้ วงการขุนนางเมืองหนานไห่จะเปลี่ยนไปเป็นเช่นนี้แล้ว? ถึงได้ทำตัวไร้เหตุผลสิ้นดีเช่นนี้!”

ประโยคนี้สะกิดใจผู้คนในที่นั้นหลายต่อหลายคน ทุกคนต่างนึกถึงตั้งแต่ตอนที่หลี่ฟู่มาดำรงตำแหน่ง หากจะว่าเขาทำอะไรบ้าง เขาก็ทำจริงๆ อย่างน้อยตระกูลเหลียงและตระกูลเติ้งก็ไม่เคยได้ผลประโยชน์จากเขา มิหนำซ้ำยังเคยเสียท่าให้เขาไปไม่น้อย แต่หากจะว่าเขาจงใจตั้งตนเป็นศัตรูกับตระกูลใหญ่ทั้งหลาย นอกจากเรื่องเหล่านั้นแล้ว ก็ไม่เห็นเขาจะมีท่าทีอื่นใดอีก

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น