บทที่ 1251 มุ่งหน้าสู่เมืองหนานไห่เพื่อจับตัวคน
แต่ใครเล่าจะคาดคิดได้?
ฝูลี่นั้นเดิมทีก็เป็นคนของตระกูลฝู ตอนออกจากบ้านก็โตเป็นหนุ่มแล้ว
จะไม่รู้เรื่องกิจการของตระกูลได้อย่างไร? หลังจากนั้นเขายังออกมาทำกิจการค้าขายด้วยตนเอง
ตลอดยี่สิบปีที่ผ่านมา สั่งสมประสบการณ์มามากมายเพียงใด? ยิ่งไปกว่านั้น—ทุกเรื่องเกี่ยวกับตระกูลฝู
เขาไม่เคยปล่อยให้หลุดสายตา สั่งให้คนของตนคอยจับตาเฝ้าดูความเคลื่อนไหวตลอดเวลา เขาจะไม่รู้...เป็นไปได้อย่างไร?
ความเข้าใจของเขาต่อกิจการของตระกูลฝู อาจไม่ได้น้อยไปกว่าเจิ้งอี้เหนียงกับบุตรชาย
หรือพวกหลงจู๊ทั้งหลายเสียด้วยซ้ำ!
ต่อให้ไม่มีการส่งมอบงานอย่างเป็นทางการ เขาก็หาได้สะดุดหรือติดขัดไม่
เพียงแค่ได้สนทนากับเหล่าหลงจู๊และผู้ดูแลที่เหลืออยู่ไม่กี่ประโยค
ทุกคนต่างก็แอบตระหนกตกใจอยู่ในใจ
ต่างพากันเก็บพับความรู้สึกดูหมิ่นดูแคลนหรือความคิดที่จะลองดีทิ้งไป
และไม่กล้ามีความคิดเล็กคิดน้อย (ตลบตะแลง) อีกต่อไป...
ขณะเดียวกัน ณ
เมืองหนานไห่ สองสามีภรรยาและบุตรชายตระกูลฝู (ฝูเจียเยว่)
กลับไม่ระแคะระคายเลยสักนิดว่าที่เมืองเฉวียนโจวได้เกิดการเปลี่ยนแปลงชนิดพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินขึ้นแล้ว
สองพ่อลูกยังคงปรึกษาแผนการอันยิ่งใหญ่ที่จะคบหาสมาคมกับมิตรสหายเพิ่ม
และเตรียมจัดงานเลี้ยงรับรองแขกเหรื่อที่คฤหาสน์ตากอากาศ
ฝ่ายฮูหยินตระกูลถังก็กำลังเลือกเฟ้นเสื้อผ้าและเครื่องประดับ
เพื่อจะพาหลิวซื่อผู้เป็นลูกสะใภ้ออกไปร่วมงานเลี้ยง
ทว่า
ใครจะคาดคิด ในช่วงโพล้เพล้ของวันที่สิบเจ็ดเดือนอ้าย
กลุ่มเจ้าหน้าที่จากที่ทำการเจ้าเมืองเฉวียนโจวกว่ายี่สิบคนกลับบุกเข้ามาในเมืองด้วยท่าทางดุดัน
ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์และนิ้วมือที่ชี้ชวนกันดูของชาวบ้าน
กลุ่มเจ้าหน้าที่มุ่งตรงไปยังคฤหาสน์ตากอากาศของตระกูลฝูทันที
ในเวลานั้น
มีเพียงถังซื่อและหลิวซื่อผู้เป็นลูกสะใภ้ที่อยู่ในคฤหาสน์ตากอากาศ ส่วนฝูเจียเยว่และฝูเว่ยผู้เป็นบุตรชายยังมีนัดกินเลี้ยงอยู่ที่เหลาอาหารยังไม่กลับมา
เจ้าหน้าที่เหล่านี้หาได้สนใจสิ่งใดไม่
พวกเขาตบประตูเปิดออกอย่างหยาบคาย
หัวหน้ามือปราบหลีชูเอกสารทางการที่ออกโดยท่านเจ้าเมืองขึ้นโบกสะบัด
ก่อนจะผลักบ่าวเฝ้าประตูออกไปให้พ้นทาง
แล้วสะบัดมือสั่งการลูกน้องเสียงเฉียบขาดให้บุกเข้าไปจับกุมคน
เมื่อเป็นการจับกุมนักโทษสำคัญย้อนหลัง
ย่อมไม่มีการละเว้นเรื่องชายหญิงห้ามใกล้ชิดอีกต่อไป
ถังซื่อและหลิวซื่อเพิ่งจะได้รับรายงานครึ่งๆ
กลางๆ จากบ่าวที่วิ่งหน้าตั้งมาส่งข่าว
ยังไม่ทันจะได้ทำความเข้าใจว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น
หัวหน้ามือปราบหลีก็พาคนบุกเข้ามาถึงข้างในเสียแล้ว!
ถังซื่อเห็นเช่นนั้นก็โกรธจัด
นางผุดลุกขึ้นยืนพลางตวาดกร้าว "บังอาจ!" ทว่าคำพูดยังไม่ทันสิ้นประโยค
ก็ถูกเสียงคำรามที่ดังยิ่งกว่าขัดจังหวะขึ้นว่า "มัดตัวซะ!"
สองแม่สามีลูกสะใภ้ไม่มีโอกาสแม้แต่จะโต้แย้งหรือดิ้นรน
ก็ถูกบรรดามือปราบลงมือหนักทั้งมือทั้งเท้าจับมัดจนแน่นหนา
หลิวซื่อนั้นยังเยาว์วัยนัก
นางไม่เคยพบเจอเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อนจึงหวาดกลัวจนหน้าถอดสี ขาแข้งอ่อนแรง
ร้องห่มร้องไห้ออกมาไม่หยุด แม้ถังซื่อจะตวาดปรามก็ไม่เป็นผล
นางจึงได้แต่จ้องเขม็งไปยังหัวหน้ามือปราบหลีด้วยสายตาโกรธแค้นพลางแค่นยิ้มกล่าวว่า
"ดี! ข้าจำหน้าเจ้าไว้แล้ว! รอจนนายท่านของข้ากลับมาก่อนเถอะ
เจ้าเตรียมตัวไว้ได้เลย!"
หัวหน้ามือปราบหลีแสดงท่าทางดูแคลน
เขาแค่นหัวเราะ "หึ" ก่อนจะกล่าวอย่างทะนงตัวว่า "วางใจเถอะ
ข้าจะรอดู! แต่เกรงว่าเจ้าคงจะไม่มีโอกาสได้รอดูแล้วล่ะ ฮูหยินฝูยังไม่รู้สินะ? บุตรชายคนโตสายตรงของตระกูลฝูที่แม่สามีของเจ้าเคยใส่ร้ายจนต้องระเห็จออกจากบ้านไปเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน...
บัดนี้คุณชายใหญ่กลับมาแล้ว! ในเวลานี้ ฮูหยินผู้เฒ่าเจิ้ง..แม่สามีของเจ้าถูกจับโยนเข้าคุกหลวงไปแล้ว
และตำแหน่งเจ้าบ้านตระกูลฝูก็เปลี่ยนมือแล้วด้วย!
พวกเจ้ายังจะฝันกลางวันอยู่อีกรึ!"
เกี่ยวกับเรื่องราวในอดีตของตระกูลฝูนั้น
นางมิได้อยู่ในเหตุการณ์ด้วยตนเอง
อีกทั้งเรื่องนั้นยังเป็นเรื่องต้องห้ามของตระกูลที่ไม่มีใครกล้าเอ่ยถึง
นางเคยได้ยินคนพูดถึง "คุณชายใหญ่" หรือ "ฮูหยินคนก่อน"
ขึ้นมาแว่วๆ ด้วยความสงสัยจึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากถามสามีไปสองสามคำ
แต่นั่นกลับทำให้เขาโกรธจัดและดุด่านางอย่างรุนแรง
มิหนำซ้ำยังไปนอนค้างที่ห้องของอนุภรรยาอยู่เป็นเดือน
ตั้งแต่นั้นมานางก็ไม่กล้าซักไซ้เรื่องนี้ส่งเดชอีกเลย
ใครจะรู้ อยู่ๆ
ก็มี "บุตรชายคนโตสายตรง" โผล่มาจากไหนก็ไม่รู้
และแม่สามีของนางก็กลับกลายเป็นเพียง "อนุ" เสียอย่างนั้น!
แถมตระกูลฝูยังเปลี่ยนเจ้าของ! นี่มันไม่ต่างอะไรกับสายฟ้าฟาดลงมากลางวันแสกๆ!
"เป็นไปไม่ได้!
เป็นไปไม่ได้! นี่มันเป็นไปไม่ได้!" ใบหน้าของถังซื่อซีดเผือดราวกับกระดาษ
ความตระหนกตกใจภายในใจนั้นรุนแรงจนสุดจะพรรณนา
แน่นอนว่านางย่อมเข้าใจดีว่าเรื่องนี้มีโอกาสเป็นไปได้สูงยิ่ง
มิเช่นนั้น
เจ้าหน้าที่เหล่านี้คงไม่มีทางกล้าทำกิริยาไร้มารยาทต่อสองแม่สามีลูกสะใภ้เช่นนี้แน่!
นางยังคิดจะซักถามอะไรบางอย่าง
ทว่ายังไม่ทันอ้าปากก็ถูกหัวหน้ามือปราบหลีตวาดลั่น "คุมตัวไป!"
ก่อนจะถูกผลักไสให้เดินออกไป
หัวหน้ามือปราบหลีสั่งให้คนคุมตัวบ่าวไพร่ในคฤหาสน์ตากอากาศแห่งนี้มารวมกันที่ลานบ้าน
ห้ามมิให้ผู้ใดออกไปเด็ดขาด
และสั่งให้ขังสองแม่สามีลูกสะใภ้ตระกูลถังไว้ในห้องข้าง
จากนั้นเมื่อซักถามจนทราบชื่อเหลาอาหารที่ฝูเจียเยว่และบุตรชายไปร่วมงานเลี้ยงแล้ว
เขาก็พาลูกน้องอีกสิบสองนายมุ่งหน้าตรงไปยังที่นั่นด้วยท่าทางดุดันทันที
การจะเข้าจับกุมพ่อลูกตระกูลฝูนั้น
เห็นทีจะมิใช่เรื่องง่ายดายเช่นนั้นแล้ว
ในค่ำคืนนี้
สองพ่อลูกตระกูลฝูกำลังร่วมงานเลี้ยงอยู่ที่เหลาอาหารชื่อดังของเมืองหนานไห่ที่ชื่อว่า
"จวี้เซียงชุน"
โดยมีแขกเหรื่อร่วมโต๊ะทั้งพี่น้องตระกูลเหลียงเหลียงจิ้น, นายท่านเติ้ง, คนจากตระกูลหลัว, ตระกูลไป๋ และสองพ่อลูกจากบ้านรองตระกูลเล่อเจิ้ง
รวมแล้วประมาณสิบสองถึงสิบสามคน
ทันทีที่แขกเหรื่อมากันครบและเริ่มนั่งประจำที่
ในขณะที่ทุกคนกำลังพูดคุยหัวเราะร่าโดยที่ยังไม่ทันได้ขยับตะเกียบ
หัวหน้ามือปราบหลีก็พาเหล่ามือปราบทั้งสิบสองนายบุกพรวดขึ้นไปยังชั้นบนของเหลาอาหารอย่างอหังการ
ตลอดทางที่ผ่านมามีชาวบ้านหลายสิบคนเดินตามดูเหตุการณ์อยู่ห่างๆ
กลายเป็นจุดสนใจที่ชวนให้ผู้คนแตกตื่นสงสัยยิ่งนัก
"ปัง!"
ประตูห้องรับรองส่วนตัวถูกผลักออกอย่างแรง เสียงพูดคุยหัวเราะหยุดกึกลงในทันที
ทุกคนต่างมองไปยังกลุ่มมือปราบที่ไม่ควรจะปรากฏตัว ณ ที่แห่งนี้ด้วยความตกตะลึง
จนตั้งตัวกันไม่ติดไปชั่วขณะ
วันนี้นายท่านเติ้งเป็นเจ้าภาพเลี้ยงแขก
เขาจึงหน้าดำคร่ำเครียดด้วยความไม่พอใจ
ตวัดสายตาไปมองหลงจู๊ของเหลาอาหารที่ห้ามไม่ทันและกำลังยืนหน้าเสียด้วยความหวาดกลัว
ก่อนจะแค่นยิ้มกล่าวกับหัวหน้ามือปราบหลีด้วยเสียงเย็นชาว่า
“ข้าไม่สนว่าเจ้าจะมีธุระอะไร ไสหัวออกไปรอข้างนอก! ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่ใครก็นึกจะเข้ามาได้!”
หัวหน้ามือปราบหลีไม่ใช่คนเมืองหนานไห่
จึงไม่ได้มีความยำเกรงต่อบุคคลประเภทที่ 'กระทืบเท้าทีเดียวแผ่นดินก็สะเทือน' เหล่านี้เข้ากระดูกดำนัก
เขาประสานมือคารวะกล่าวกับนายท่านเติ้งอย่างสุภาพตามมารยาทว่า “ล่วงเกินแล้ว!”
จากนั้นจึงหันไปทางสองพ่อลูกตระกูลฝูแล้วกล่าวว่า “นายท่านฝู คุณชายฝู
ผู้น้อยคือหัวหน้ามือปราบจากเมืองเฉวียนโจว เชิญทั้งสองท่านตามผู้น้อยไปสักประเดี๋ยวเถิด!”
มีหรือที่สองพ่อลูกตระกูลฝูจะไม่รู้จักเขา?
การเห็นเขาปรากฏตัวที่นี่ก็ทำให้ในใจรู้สึกประหลาดใจอย่างยิ่งอยู่แล้ว
ยิ่งเมื่อได้ยินเขาพูดเช่นนี้ก็ยิ่งตระหนก ฝูเว่ยนั้นยังหนุ่มและเลือดร้อน
จึงตวาดด้วยความโกรธเกรี้ยวว่า “คนแซ่หลี เจ้าเป็นตัวอะไร! ข้าไปทำความผิดอะไรไว้
เจ้าถึงกล้ามาแสดงอำนาจบาตรใหญ่ต่อหน้าข้า! ช่างขวัญกล้าเทียมฟ้านักนะ!
ยังไม่รีบไสหัวไปอีก!”
ฝูเจียเยว่สีหน้ามืดครึ้มดุจน้ำค้างแข็ง
เขาไม่เอ่ยคำใดเพียงแต่จับจ้องหัวหน้ามือปราบหลีด้วยสายตาเย็นชา
หัวหน้ามือปราบหลีแค่นยิ้ม
“คุณชายฝูจะด่าข้าไปจะมีประโยชน์อันใด?” เขาโบกเอกสารราชการในมือพลางยิ้มกล่าวว่า
“ข้าก็แค่ทำตามคำสั่งเท่านั้น
คุณชายฝูมีอะไรจะพูดก็เชิญกลับไปเรียนต่อท่านเจ้าเมืองเอาเองเถิด!”
“ถุย!
เอกสารแม่เจ้าสิ!” เมื่อต้องมารับความอัปยศอดสูต่อหน้าผู้คนมากมายเช่นนี้
ใบหน้าของฝูเว่ยก็แดงก่ำด้วยความโกรธ เส้นเลือดที่หน้าผากปูดโปน
ยิ่งอับอายก็ยิ่งโมโห
เขาโจนพรวดเข้าไปกระชากเอกสารราชการในมือหัวหน้ามือปราบหลีมาฉีกจนขาดวิ่น!
เขาขยำเศษกระดาษทิ้งลงกับพื้นแล้วแค่นเสียงด่า
“ไสหัวไป!”
“เจ้า!”
หัวหน้ามือปราบหลีทั้งตกใจทั้งโกรธแค้น เขารู้สึกเสียหน้าอย่างยิ่งต่อหน้าธารกำนัล
มือข้างหนึ่งกดลงบนด้ามดาบ พลางกัดฟันแค่นยิ้มกล่าวว่า
“คุณชายฝูนี่คิดจะขัดขืนการจับกุม
และประกาศตัวเป็นศัตรูกับทางการอย่างเปิดเผยแล้วใช่ไหม?”
“เป็นแล้วจะทำไม—”
“มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่
หัวหน้ามือปราบหลีต้องพูดให้ชัดเจนเสียก่อนกระมัง?” ฝูเจียเยว่เอ่ยขัดจังหวะลูกชายพลางกล่าวเรียบๆ
ว่า “พ่อลูกเรายึดมั่นในกฎหมายมาโดยตลอด จะเป็นการเข้าใจผิดอะไรกันหรือไม่? หัวหน้ามือปราบหลีพูดให้ชัดเจนเถิด
อีกไม่กี่วันพ่อลูกเราก็จะกลับเฉวียนโจว
ถึงตอนนั้นย่อมจะไปชี้แจงต่อหน้าท่านเจ้าเมืองเอง
หัวหน้ามือปราบหลีไม่แยกแยะดีชั่ว บุกเข้ามาจะจับคนทันที หึหึ
ดูจะเห็นตระกูลฝูของเราไม่อยู่ในสายตาเกินไปหน่อยแล้ว!”
เขาจ้องลึกเข้าไปในตาของหัวหน้ามือปราบหลี
แล้วกล่าวต่ออย่างเนิบนาบว่า “หรือว่าทุกวันนี้
วงการขุนนางเมืองหนานไห่จะเปลี่ยนไปเป็นเช่นนี้แล้ว? ถึงได้ทำตัวไร้เหตุผลสิ้นดีเช่นนี้!”
ประโยคนี้สะกิดใจผู้คนในที่นั้นหลายต่อหลายคน
ทุกคนต่างนึกถึงตั้งแต่ตอนที่หลี่ฟู่มาดำรงตำแหน่ง หากจะว่าเขาทำอะไรบ้าง
เขาก็ทำจริงๆ อย่างน้อยตระกูลเหลียงและตระกูลเติ้งก็ไม่เคยได้ผลประโยชน์จากเขา
มิหนำซ้ำยังเคยเสียท่าให้เขาไปไม่น้อย แต่หากจะว่าเขาจงใจตั้งตนเป็นศัตรูกับตระกูลใหญ่ทั้งหลาย
นอกจากเรื่องเหล่านั้นแล้ว ก็ไม่เห็นเขาจะมีท่าทีอื่นใดอีก
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น