บทที่ 1257 มุ่งสู่เมืองเฉวียนโจว
"มิได้!"
นายท่านใหญ่ตระกูลเหลียงขมวดคิ้วมิน้อย พลางเอ่ยเสียงเข้ม
"เจ้ามิเห็นจุดจบของตาเฒ่าเติ้งหรือ? ตระกูลเหลียงเราจักมิยอมเป็นนกที่โผล่หัวออกมาให้เขาตีเล่น
ตราบใดที่เขามิมาตอแยเรา เราก็กอบโกยลาภผลของเราไป อย่าได้ไปรนหาเรื่องใส่ตัว!"
กล่าวพลางตำหนิบุตรชายต่อ "เจ้านี่มันอย่างไรกัน? เหตุใดพอเอ่ยถึงใต้เท้าหลี่ผู้นี้
ถึงได้ดูเคียดแค้นชิงชังนัก? คราก่อนที่เราลอบสังหารพลาดไป
ต่างฝ่ายต่างก็รู้แก่ใจในที เมื่อเรื่องผ่านไปแล้วก็ให้มันแล้วไป เหอะ...
ถือว่าเขายังรู้จักเอาตัวรอด
ยามนี้มิมีความจำเป็นอันใดต้องไปขัดแข้งขัดขาเขา!"
รอให้เขากับตระกูลอื่นๆ ฟาดฟันกันจนบอบช้ำทั้งสองฝ่าย
ถึงยามนั้นตระกูลเหลียงค่อยลงมือ มิใช่จะมั่นคงกว่าหรือ?
นายท่านใหญ่เป็นบุรุษ
ย่อมมิคิดเล็กคิดน้อยเรื่องความรักความใคร่ดั่งเช่นฮูหยินใหญ่
หากเขาล่วงรู้ว่าบุตรชายตนเองเฝ้าพยาบาทผู้อื่นเพียงเพราะคะนึงหาภรรยาของเขา
มีหวังคงได้กระอักเลือดตายเป็นแน่!
เหลียงจิ้นเอ่ยอย่างรำคาญใจ "ท่านพ่อ ข้าเพียงไปดูลาดเลาเท่านั้น
วางใจเถิด ข้าจะมิเผยร่องรอยให้เขาไหวตัวทัน
ข้ามิได้เขลาถึงเพียงจะส่งที่คีบให้เขาจับได้หรอก!
ท่านพ่อว่าข้าชิงชังเขาจนเข้าไส้ หึหึ... แล้วท่านพ่อมิชิงชังหรือ? เราต่างรู้กันดีว่าเขามาที่หนานไห่เพื่อสิ่งใด
ช้าเร็วอย่างไรก็ต้องปะทะกันอยู่ดี!"
นายท่านใหญ่เห็นบุตรชายยืนกรานจะไปเฉวียนโจวให้ได้
ก็คร้านจะต่อความยาวสาวความยืดเรื่องเล็กน้อย จึงโบกมือพยักหน้าพลางว่า
"ในเมื่อเจ้าอยากไปดูนักก็ไปเถิด! แต่จงจำไว้ อย่าได้ไปตอแยคนแซ่หลี่
และอย่าได้สอดมือเข้าไปในเรื่องของตระกูลฝูเด็ดขาด!"
"วางใจเถิดท่านพ่อ!"
เหลียงจิ้นเมื่อสมปรารถนาจึงหัวเราะหึๆ แล้วปลีกตัวจากไป
ส่วนคำเตือนของบิดาที่มิให้ไปตอแยหลี่ฟู่นั้น เขาหาได้ใส่ใจไม่
หากมีโอกาสอันควร ย่อมต้องลองดีดูสักครา!
หึ... กองกำลังคุ้มกันของตระกูลฝูนับว่าองอาจดุดันมิน้อย
ครานี้หลี่ฟู่ถือว่าล่วงเกินตระกูลฝูเข้าอย่างจัง
หากเขาสามารถยั่วยุให้เจ้าเด็กฝูเว่ยเกิดจิตสังหารขึ้นมาได้
เรื่องราวย่อมจักสนุกยิ่งขึ้น...
วันรุ่งขึ้นยามแสงเงินแสงทองเริ่มจับขอบฟ้า
ขบวนของหลี่ฟู่ก็เริ่มออกเดินทาง
สองพ่อลูกตระกูลฝูควบม้านำไปพร้อมกับผู้กองหลี่และหลี่ฟู่
ส่วนฮูหยินทั้งสองของตระกูลฝูนั่งรถม้าโดยมีเหล่ายอดมือปราบคอยคุ้มกันตามมาเบื้องหลัง
ถึงยามนี้สองพ่อลูกตระกูลฝูต่างรู้ซึ้งแล้วว่า
มิอาจง้างปากถามความอันใดจากมือปราบหลีได้เลย จึงได้แต่ปิดปากเงียบ
เร่งเดินทางมุ่งหน้าไปเพียงอย่างเดียว
ขอเพียงกลับถึงเฉวียนโจว ทุกอย่างย่อมกระจ่างแจ้ง!
เฉวียนโจวคือถิ่นของตระกูลฝู วันเวลาภายภาคหน้ายังอีกยาวไกลนัก...
ยามเซิน (ประมาณ 15.00 - 17.00 น.) ขบวนเดินทางก็ควบม้าเข้าสู่ประตูเมืองเฉวียนโจว
เมืองเฉวียนโจวยังคงรุ่งเรืองและคึกคักดั่งเก่า
ตลาดร้านรวงเนืองแน่นด้วยผู้คน
เสียงร้องขายสินค้าและเสียงเซ็งแซ่ดังประสานกันมิตขาดสาย
เมื่อกลับมาถึงถิ่นที่คุ้นเคย
ใจของสองพ่อลูกตระกูลฝูก็เริ่มมั่นคงขึ้น
ทั้งคู่ต่างลอบระบายลมหายใจยาวด้วยความโล่งอก
ครั้นเข้าเมืองมาถึงช่วงถนนที่ผู้คนเบาบาง
สองพ่อลูกก็สบตากันพลางกระตุกบังเหียนชะลอม้าลง
"เหตุใดจึงหยุดม้า?" มือปราบหลีหยุดตามพลางขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ
นายท่านฝูประสานมือคำนับหลี่ฟู่และมือปราบหลีพลางยิ้มกล่าว
"เดินทางไกลกรำฝุ่นมาตลอดทาง จะเข้าหาทางการในสภาพนี้ได้อย่างไร? พวกเราพ่อลูกขอตัวกลับไปชำระกายและผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ให้เรียบร้อยเสียก่อนแล้วจะรีบตามไป
วางใจเถิด พวกเรามิกล้าให้เสียงานแน่นอน!
ใต้เท้าและเหล่ายอดพี่น้องทุกท่านลำบากมามากแล้ว
ไว้ภายหลังข้าน้อยจะขอเป็นเจ้ามือเลี้ยงรับรองเป็นการตอบแทน
หวังว่าใต้เท้าและทุกท่านจะช่วยผ่อนปรนให้สักครา!"
ฝูเว่ยพยายามปั้นยิ้มเอ่ยเสริมบิดา
ทว่าในใจกลับแทบระเบิดด้วยความโทสะ: ยอดพี่น้องสุนัขสิ!
เป็นแค่ลูกกระจ๊อกในคุกหลวง
ยามปกติเห็นข้าเป็นต้องคลานเข้ามาคำนับข้ายังมิอยากจักเหลือบแล
ยามนี้ราศีเสือตกสระถูกสุนัขรังแก กลับกลายเป็นท่านปู่ไปเสียได้!
มือปราบหลีหันไปมองทางหลี่ฟู่
หลี่ฟู่ลูบแผงคอม้าเบาๆ พลางยิ้มบางๆ "แขกย่อมต้องตามใจเจ้าบ้าน
ที่นี่มิใช่หนานไห่แต่เป็นเฉวียนโจว
ทุกอย่างย่อมสุดแท้แต่ใต้เท้าเจ้าเมืองจะวินิจฉัย
ข้ามิสะดวกจะใช้อำนาจก้าวก่าย"
มือปราบหลีพลันยืดอกขึ้นทันที เอ่ยอย่างรำคาญใจ
"จะพิธีรีตองอันใดนักหนา? ราชการยังมิเสร็จสิ้น คิดจะกลับคฤหาสน์งั้นหรือ? เลิกพล่ามไร้สาระ
แล้วมุ่งหน้าไปศาลาว่าการเสีย!"
"มือปราบหลี!"
"หากยังปากมาก ข้าจะพันธนาการด้วยโซ่ตรวน!
อย่าได้ริอ่านสุราคารวะไม่ดื่ม ชอบดื่มสุราลงทัณฑ์!" มือปราบหลีถลึงตาใส่
มิยอมไว้หน้าแม้เพียงนิด
สองพ่อลูกตระกูลฝูโกรธจนตัวสั่น ทว่าทำได้เพียงสะกดกลั้นความอัปยศ
เดินตามขบวนไปอย่างจำใจ
ก่อนหน้านี้มีม้าเร็วรุดไปแจ้งข่าวที่ศาลาว่าการแล้ว
เมื่อใต้เท้าไป๋แห่งเฉวียนโจวทราบว่าหลี่ฟู่เดินทางมาด้วยตนเอง
ก็รีบนำเหล่าขุนนางน้อยใหญ่มาคอยต้อนรับที่หน้าประตู
พร้อมสั่งทหารเคลียร์เส้นทางและคุมเข้มอย่างกวดขัน
ครั้นพบหน้ากัน หลี่ฟู่พลิกกายลงจากหลังม้า
รู้สึกเกรงใจมิน้อยที่เห็นใต้เท้าไป๋โน้มกายคำนับ
จึงรีบเข้าไปประคองไว้พลางยิ้มว่า "ใต้เท้าไป๋มิต้องมากพิธี!
ข้าเพียงผ่านมาท่องเที่ยวและขอรับฟังอยู่ข้างๆ เท่านั้น
มิจำเป็นต้องจัดขบวนใหญ่โตถึงเพียงนี้ เรื่องราวในศาลาว่าการเฉวียนโจวของท่าน
พวกท่านก็จัดการกันเองเถิด!"
ใต้เท้าไป๋ลอบถอนใจด้วยความโล่งอก
เอ่ยคำสุภาพตามธรรมเนียมแล้วเชิญหลี่ฟู่เข้าสู่ด้านใน
ส่วนสองพ่อลูกตระกูลฝูที่เคยเป็นแขกผู้ทรงเกียรติ
เข้าออกศาลาว่าการได้ตามใจชอบนั้น กลับถูกทุกคนเมินเฉยราวกับธาตุอากาศ
มิมีผู้ใดเดินเข้ามาทักทายปราศรัยแม้แต่ผู้เดียว
สองพ่อลูกพลันบังเกิดความพรั่นพรึงขึ้นกลางใจ
มิกล้าปั้นหน้ายิ้มแย้มเข้าไปสนทนาเหมือนเก่า ได้แต่ยืนมองตาปริบๆ
ดูเหล่าขุนนางห้อมล้อมหลี่ฟู่เข้าไปข้างในอย่างสำราญ
"สุนัขมองคนต่ำ!" ฝูเว่ยสบถด่าเบาๆ
ความรู้สึกที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
มองดูผู้อื่นหัวเราะร่าเริงโดยเห็นตนเป็นเพียงฝุ่นผง
ทำให้เขารู้สึกถึงความอัปยศอดสูจนใบหน้าร้อนผ่าวและแดงก่ำ
โดยเฉพาะเมื่อก่อนพวกเขาคือจุดศูนย์กลางที่ใครต่อใครต่างรุมล้อมประจบ
ยามเมื่อนำมาเปรียบเทียบกัน ความรู้สึกขุ่นเคืองรันทดใจยิ่งรุนแรงหนักข้อขึ้น
"เว่ยเอ๋อร์ อย่าพูดเหลวไหล!" ฝูเจียเยว่มีหรือจะมิขุ่นเคือง?
เพียงแต่เขาสุขุมลุ่มลึกกว่าบุตรชายเท่านั้น!
หากจะกล่าวว่าคราก่อนที่เมืองหนานไห่ การที่มือปราบหลีเสียมารยาทเขายังพอหลอกตัวเองได้ว่าอีกฝ่ายมันคนไร้สมอง
ทว่ายามนี้ แม้แต่ใต้เท้าเจ้าเมืองและขุนนางทั้งเฉวียนโจวต่างปฏิบัติกับเขาเช่นนี้
ฝูเจียเยว่ก็เริ่มใจคอคอไม่ดี
บังเกิดความหวาดหวั่นพรั่นพรึงขึ้นมาอย่างมิอาจหักห้าม...
ทว่าต่อให้ขบคิดจนศีรษะแทบระเบิด
เฝ้าทบทวนเรื่องราวใหญ่น้อยที่เกิดขึ้นตลอดสามปีที่ผ่านมาอย่างละเอียดถี่ถ้วนเพียงใด
เขาก็ยังมิกระจ่างแจ้งอยู่ดีว่าตนไปกระทำเรื่องราวโฉดเขลาเบื้องหลังลึกซึ้งถึงเพียงไหน
เหตุใดผลลัพธ์ที่ตามมาจึงได้ร้ายแรงปานนี้!
ฝูเจียเยว่พลันใจกระตุกวูบ: หรือว่า...
ใต้เท้าหลี่คิดจักใช้ตระกูลฝูเป็นหนูทดลอง? เริ่มลงดาบจัดการตระกูลฝูเป็นแห่งแรก?
คงมิใช่! หากเป็นเช่นนั้นจริง
ใต้เท้าหลี่คงมิยอมร่วมทางมาถึงเฉวียนโจว
แต่คงจักต้องสะบัดกายให้พ้นมลทินไปนานแล้ว!
อีกทั้งขุนนางน้อยใหญ่ในราชสำนักเฉวียนโจวนี้
มีผู้ใดบ้างมิเคยรับลาภผลจากเขา? ยิ่งไปกว่านั้นยังมีมิตรสหายสนิทชิดเชื้อกว่าผู้อื่นอยู่สองสามคน
หากเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นจริง
อย่างไรเสียคนพวกนี้ย่อมต้องส่งข่าวคราวหรือส่งสัญญาณเตือนให้รู้ตัวบ้าง
ทว่าจนถึงบัดนี้ เขายังมิล่วงรู้เลยว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่!
ประการสำคัญ หากใต้เท้าหลี่คิดจักลงดาบสังเวยใครสักคน
ก็ควรจะเป็นตระกูลเติ้งมิใช่หรือ? ฮูหยินของเขาเริ่มลงมือบีบคั้นตระกูลเติ้งทีละก้าวแล้ว
ตระกูลฝูอยู่ไกลถึงเมืองเฉวียนโจว
มิมีเหตุผลอันใดที่เขาจะละทิ้งศัตรูใกล้ตัวเพื่อมารังแกผู้อยู่ห่างไกลเช่นนี้...
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น