วันจันทร์ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1272 บรรลุจุดมุ่งหมาย

 

บทที่ 1272 บรรลุจุดมุ่งหมาย

เขายังกล่าวทิ้งท้ายด้วยความเสียดายอย่างสุดซึ้งว่า... หากนายท่านเติ้งมาเร็วกว่านี้สักก้าวก็คงดี!

วาจานี้ทำให้นายท่านเติ้งถึงกับหมดความมานะ จะโกรธก็โกรธไม่ออก

อย่างไรก็ตาม ฝูลี่รับปากว่าจะช่วยเจรจาให้ฮูหยินหลี่ยอมถอยก้าวหนึ่ง มิให้ถึงขั้นกลืนกินส่วนแบ่งการค้ากึ่งหนึ่งของตระกูลฝูไปเสียหมด ทั้งยังยิ้มกล่าวว่าในเมืองเฉวียนโจวยังมีพ่อค้าอีกมาก เขาจะส่งพรรคพวกที่ช่ำชองสถานการณ์ร่วมติดตามนายท่านเติ้งไปเจรจากับเจ้าอื่น เพื่อชดเชยผลประโยชน์ที่สูญเสียไป

เมื่อเห็นอีกฝ่ายผ่อนปรนให้ถึงเพียงนี้ นายท่านเติ้งจะยังเรียกร้องสิ่งใดได้อีก? แม้ในใจจะยังมีรอยร้าวทว่าก็ได้แต่พยักหน้าตอบรับไปแกนๆ

หลังพักผ่อนชั่วครู่ คนทั้งสี่ก็กลับมาล้อมวงเจรจากันใหม่

ประหนึ่งว่าซินสือซานเหนียงได้เกลี้ยกล่อมเหลียนฟางโจวมาแล้วชั้นหนึ่ง เมื่อพบกันอีกครา ท่าทีของเหลียนฟางโจวจึงมิได้แข็งกร้าวเท่าคราแรก

ในที่สุด หลังผ่านการลับฝีปากและต่อรองกันอย่างดุเดือด เหลียนฟางโจวก็ยอมรับข้อเสนอ ลดส่วนแบ่งที่ต้องการจากกึ่งหนึ่งเหลือเพียงสามส่วน

ความจริงนายท่านเติ้งยังมิตระการใจนัก ด้วยตระกูลเติ้งกับตระกูลฝูนั้นมีมิตรภาพเก่าแก่กันมานับสิบปี!

การค้าที่เคยรุ่งเรืองกลับถูกคนมาชิงตัดแบ่งชิ้นเนื้อไปกองโตเช่นนี้ เป็นใครย่อมต้องเจ็บกระดองใจเป็นธรรมดา!

แต่เมื่อเห็นใบหน้าอันแปลกหน้าของฝูลี่ นายท่านเติ้งก็คร้านจะอาละวาด ได้แต่ปลอบใจตนเองว่า... เท่านี้ก็นับว่าโชคดีถมไปแล้ว!

เพื่อมิให้เรื่องราวบานปลายตามมาภายหลัง ทุกฝ่ายจึงตกลงลงนามในสัญญา ณ ที่แห่งนั้นทันที

เหลียนฟางโจวถือครองสามส่วน ตระกูลเติ้งสี่ส่วน อีกสามส่วนที่เหลือแบ่งให้ตระกูลเล่อเจิ้งและตระกูลเหลียงตระกูลละหนึ่งส่วน ส่วนที่เหลืออีกหนึ่งส่วนกระจายไปตามตระกูลเล็กๆ อื่นๆ

แท้จริงแล้วส่วนแบ่งของผู้อื่นหาได้ขยับเขยื้อนไม่ มีเพียงเหลียนฟางโจวที่เฉือนเนื้อไปจากตระกูลเติ้งโดยตรงถึงกึ่งหนึ่ง!

นายท่านเติ้งนึกแค้นใจจนอกแทบระเบิด พลางคาดโทษในใจ: ฝากไว้ก่อนเถิด!

ฝูลี่เอ่ยปากชวนทั้งสองพักค้างอ้างแรมที่คฤหาสน์ตระกูลฝูเพื่อทำหน้าที่เจ้าบ้าน ทั้งยังบอกว่าอีกสองวันตนจะเดินทางไปยังเมืองหนานไห่เพื่อเยี่ยมเยียนท่านผู้ว่าการมณฑลและขุนนางอีกสองท่าน รวมถึงจะไปเยือนตระกูลเหลียงและตระกูลเล่อเจิ้งด้วย หากเดินทางกลับพร้อมกันย่อมดียิ่ง

เหลียนฟางโจวเป็นสตรี ต่อให้เป็นเรื่องการค้า แต่ในเมื่อมิได้สนิทชิดเชื้อย่อมไม่อาจพักแรมในจวนผู้อื่น หรือร่วมทางกลับไปพร้อมกันได้

นางจึงแย้มยิ้มพลางกล่าวปฏิเสธด้วยไมตรี

นายท่านเติ้งฉุกคิดได้ว่านี่เป็นโอกาสทองที่จะผูกสัมพันธ์กับประมุขคนใหม่ จึงตอบรับด้วยความยินดี ทั้งยังเชิญฝูลี่ว่าเมื่อถึงหนานไห่ให้ไปพักที่บ้านตน

แม้จวนเก่าตระกูลเติ้งมิได้อยู่ในหนานไห่ แต่ตั้งแต่เสียเปรียบเหลียนฟางโจวครั้งแล้วครั้งเล่า นายท่านเติ้งก็มิกล้าห่างจากเมืองหนานไห่อีกเลย!

ใครจะรู้ว่าฮูหยินผู้ว่าการมณฑลผู้คาดเดาไม่ได้คนนี้ ภายใต้การหนุนหลังของสามีที่ดูจะ "พึ่งพาไม่ได้" ยิ่งกว่า จะก่อเรื่องพิสดารอันใดขึ้นมาอีก?

วันต่อมา เหลียนฟางโจวก็พาซวี่เอ๋อร์ออกเดินทางกลับหนานไห่ เมื่อสามีภรรยาและพ่อแม่ลูกได้พบนหน้ากัน ความสุขสันต์แห่งครอบครัวย่อมอวลล้น

ทางด้านตระกูลเติ้งนั้นเรียกได้ว่าถูกเหลียนฟางโจวจูงจมูกโดยสมบูรณ์ ต่อให้นายท่านเติ้งจะฉลาดหลักแหลมเพียงใด ตราบเท่าที่เขายังมีใจริษยา ไม่ยินยอม และกระหายที่จะทวงคืนจากเหลียนฟางโจว เขาก็จะติดกับดักนางอย่างถอนตัวไม่ขึ้น ตระกูลเติ้งคงถูกนางปั่นป่วนจนสิ้นฤทธิ์เข้าสักวัน!

จากสถานการณ์ปัจจุบัน นายท่านเติ้งถลำลึกไปไม่น้อยแล้ว หลี่ฟู่เองก็มีความเชื่อมั่นในฝีมือภรรยาตนอย่างยิ่ง

ส่วนตระกูลฝูนั้น แท้จริงก็คือคนของตนเองที่ควบคุมไว้เบ็ดเสร็จ ย่อมไร้กังวล

ตระกูลเล่อเจิ้งยึดถือวิถีทางสายกลาง วาจาและการกระทำระมัดระวังรอบคอบ ตราบที่สถานการณ์ยังไม่แจ่มชัดย่อมไม่เลือกข้าง และเมื่อใดที่สถานการณ์ชัดเจนแล้ว การเลือกข้างของพวกเขาก็คงไม่อาจสร้างคลื่นลมใดๆ ได้อีก จึงพักไว้ก่อนได้

จะมีก็แต่ตระกูลเหลียง... ที่ส่งคนมาลอบสังหารเป้าหมายถึงสองครา แม้หลังจากนั้นจะเงียบสงบไร้ร่องรอย แต่หลี่ฟู่มิกล้าชะล่าใจ กลับยิ่งรู้สึกกระวนกระวายใจมากขึ้นทุกที

พวกไล่จื่อและพรรคพวก แม้จะติดต่อกลับมาได้แล้ว ทว่าการจะสืบเสาะหาที่ตั้งของเหมืองเหล็กและเหมืองทองของตระกูลเหลียงนั้นกลับมิใช่เรื่องง่ายดาย หากเพียงระบุตำแหน่งทั้งสามแห่งนี้ได้เมื่อใด แล้วกรีธาทัพเข้ากวาดล้างให้สิ้นซาก เมื่อนั้นตระกูลเหลียงย่อมถึงกาลอวสาน!

"ช่างรวดเร็วนัก! พวกเราฉลองปีใหม่ในเมืองหนานไห่จนล่วงเลยมาครึ่งปีแล้วหรือนี่" หลี่ฟู่ทอดถอนใจแผ่วเบา

เหลียนฟางโจวชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเข้าไปคล้องแขนและเอนกายพิงเขา พลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "ท่านพี่กำลังคิดคำนึงถึงองค์รัชทายาทอยู่หรือ?"

ความคิดถึงรัชทายาท ย่อมหมายถึงความกังวลในอาการประชวร

หลี่ฟู่ก้มหน้ายิ้มให้นาง พลางดึงแขนออกเพื่อโอบไหล่นางไว้แล้วบีบเบาๆ "หามีสิ่งใดรอดพ้นสายตาของน้องหญิงไปได้ไม่! เวลาล่วงเลยมาครึ่งปีแล้ว ทว่าข่าวคราวของ 'หญ้าชำระไขกระดูก' กลับยังมืดแปดด้าน ข้าไหนเลยจะไม่ร้อนใจ? ไม่รู้ว่าป่านนี้องค์รัชทายาทจะเป็นอย่างไรบ้าง... เฮ้อ!"

เหลียนฟางโจวยิ้มกล่าว "ลั่วเอ๋อร์ก็อยู่ที่เมืองหลวงมิใช่หรือ? หากนางไม่อยู่ พี่ใหญ่เซวย่อมต้องกลับไปแล้ว มีพวกเขาสองคนอยู่ ท่านยังกังวลสิ่งใด? หากทางโน้นเกิดเหตุแปรผันย่อมต้องมีข่าวส่งมาถึงเราแน่ ยามนี้พวกเราเพียงมุ่งมั่นทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุดก็พอ เรื่องบางอย่างมิได้อยู่ในกำมือเรา ต่อให้ร้อนรุ่มไปก็หาประโยชน์อันใดได้ไม่"

หลี่ฟู่หัวเราะ "น้องหญิงกล่าวได้ถูกต้อง! เป็นข้าที่วู่วามไปเอง เรื่องนี้สำคัญยิ่งยวด หากยังมิอาจสะสางให้ลุล่วง ใจข้าย่อมมิอาจสงบนิ่งได้เลย!"

เหลียนฟางโจวแค่นเสียงหึพลางยิ้ม "หญ้าชำระไขกระดูกนั้นหาพบนยาก ทว่าข้าไม่เชื่อหรอกว่าเหมืองเหล็กสองแห่งกับเหมืองทองอีกแห่งที่กว้างขวางปานนั้นจะหาไม่พบ! ขอเพียงค้นหาจนเจอและโค่นตระกูลเหลียงลงได้ เมื่อนั้นทั่วทั้งมณฑลหนานไห่ย่อมอยู่ในอำนาจของท่านพี่ ถึงคราวนั้นค่อยระดมคนออกค้นหาหญ้าตัวยาก็ยังไม่สาย!"

"จริงแท้แน่นอน!" หลี่ฟู่บังเกิดความฮึกเหิมขึ้นในอก เขาโอบกอดเหลียนฟางโจวพลางหัวเราะ "น้องหญิงของข้ากล่าวได้ประเสริฐ! สถานที่ใหญ่โตปานนั้น ไฉนเลยจะกังวลว่าจะหาไม่พบ!"

ดูท่าเขาต้องเปลี่ยนกลยุทธ์เสียใหม่ ด้านหนึ่งส่งคนสนิทลอบสืบอย่างลับๆ อีกด้านต้องหาทางให้พวกไล่จื่อสร้างผลงานให้ตระกูลเหลียง เพื่อให้ได้รับความไว้วางใจและเข้าถึงความลับขั้นยอดของขุมกำลังตระกูลเหลียงให้ได้...

ย่างเข้าสู่กลางเดือนสี่ มณฑลหนานไห่ก็เข้าสู่ฤดูฝนอันยาวนาน

บรรยากาศเช่นนี้ช่างน่ารำคาญใจนัก ฝนเดี๋ยวตกเดี๋ยวหยุด พลันใหญ่พลันน้อย ตกต่อเนื่องไม่ลืมหูลืมตาหลายวันติดต่อกัน ช่างต่างจากฝนทางเหนือที่ตกหนักรุนแรงทว่าเมื่อหยุดแล้วฟ้าจะใสสะอาด

ทุกหย่อมหญ้าเปียกชื้นและปกคลุมด้วยไอหมอก แม้แต่ในเรือนก็อับชื้นจนรู้สึกเหนียวเหนอะหนะไปทั้งตัว ชวนให้ลำบากยิ่งนัก!

หลี่ฟู่ได้ออกจดหมายแจ้งไปยังทุกอำเภอ กำชับให้ขุนนางท้องถิ่นเร่งระบายน้ำในลำคลอง เฝ้าระวังระดับน้ำ และระวังเหตุหินถล่ม ดินโคลนถล่ม รวมถึงเตรียมการกู้ภัยหากเกิดภัยพิบัติ

วันหนึ่ง ที่ว่าการได้รับแจ้งเหตุว่า ณ หมู่บ้านปาเจียว ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองหนานไห่ไปยี่สิบลี้ เกิดเหตุดินถล่มทับบ้านเรือนราษฎรเสียหายกว่ายี่สิบหลังคาเรือน

เมื่อเหตุเกิดใกล้เมืองเช่นนี้ ในฐานะผู้ว่าการมณฑลหนานไห่ หลี่ฟู่ย่อมต้องรุดไปตรวจตราและช่วยเหลือชาวบ้านด้วยตนเอง

หลี่ฟู่มิลำพองใจ รีบสั่งการให้เสมียนเตรียมเสบียง เสื้อผ้า และยาสมุนไพร พร้อมทั้งเชิญท่านหมอเพื่อออกเดินทางในทันที

เหลียนฟางโจวเกรงว่าหลี่ฟู่จะจัดการเรื่องหยุมหยิมได้ไม่รอบคอบ—ด้วยเรื่องงานธุรการทั่วไปนั้นความสามารถของสามีนางช่างน่ากังวลยิ่ง—นางจึงตัดสินใจร่วมเดินทางไปกับเขาด้วย

 

1 ความคิดเห็น: