บทที่ 1273 โทสะของฮูหยินนายท่านใหญ่ตระกูลเหลียง
เหล่าบริวารล้วนเห็นจนชินตา จึงหามีผู้ใดเอ่ยขัดขวางไม่
ครั้นเตรียมการพรักพร้อม ขบวนแถวก็มุ่งทะยานสู่หมู่บ้านปาเจียวโดยพลัน
เหตุภัยพิบัติร้ายแรงกว่าที่ทางการแจ้งไว้นัก
เคราะห์ดีที่เหลียนฟางโจวร่วมเดินทางไปด้วย การจัดการของหลี่ฟู่จึงไร้ช่องโหว่
มวลชนรุมล้อมจัดการงานจนจวบจวนสิ้นแสงตะวันจึงแยกย้าย
หลี่ฟู่ยังสั่งการให้ผู้นำสารแยกย้ายไปแจ้งเตือนหมู่บ้านแถบขุนเขาอื่นมิให้ประมาท
เมื่อกลับถึงเมือง ทุกคนต่างเปรอะเปื้อนดินโคลนและอ่อนล้า
จึงแยกย้ายกลับเคหาสน์ของตน หลี่ฟู่และเหลียนฟางโจวก็กลับสู่หลังบ้านเช่นกัน
ทว่าทั้งคู่หาได้ล่วงรู้ไม่ว่า...
การเดินทางในครั้งนี้ได้ก้าวข้ามผ่านพายุร้ายที่ซุ่มซ่อนอยู่อย่างหวุดหวิด!
นับแต่เหลียงจิ้นทราบข่าวว่าหลี่ฟู่สั่งการเรื่องภัยน้ำหลาก ดินถล่ม
เขาก็ลอบเล็งเห็นโอกาสร้าย
จึงส่งสายลับคอยจับตาความเคลื่อนไหวของที่ว่าการอย่างไม่ลดละ
ครั้นได้รับแจ้งว่าหลี่ฟู่จะรุดไปตรวจสอบเหตุที่หมู่บ้านปาเจียวด้วยตนเอง
จิตสังหารของเขาก็พลุ่งพล่านขึ้นมาทันที
เหลียงจิ้นผู้นี้ทำตัวเหนือฟ้าไม่เกรงกลัวดิน
เมื่อคิดการใหญ่ก็ลงมือทันควัน! หากหลี่ฟู่ต้องจบสิ้นชีพวายภายใต้กองหินถล่ม
ย่อมถูกจัดว่าเป็นเพียงอุบัติเหตุจากฟากฟ้า ใครเล่าจะหาหลักฐานเอาผิดเขาได้?
นายท่านใหญ่เหลียงเองก็หลับตาข้างหนึ่ง มิได้ห้ามปราม
ด้วยหวังใจว่าบุตรชายผู้รวดเร็วเด็ดขาดอาจกู้ชื่อตระกูลได้สำเร็จ
หากหลี่ฟู่สิ้นชีพ ขุนนางในหนานไห่ย่อมแตกกระจายดั่งทรายกองเดียว
เมื่อนั้นตระกูลเหลียงจะชิงทรัพย์สินการค้าของเหลียนฟางโจวมารวบไว้ในมือ เพิ่มพูนอำนาจจนยากจะสั่นคลอน
ยามนั้น ตระกูลเติ้งก็บอบช้ำ ตระกูลฝูก็เปลี่ยนขั้วจนรากฐานสั่นคลอน
ตระกูลเยว่เจิ้งก็นิ่งเฉย หนานไห่แห่งนี้ย่อมเป็นของตระกูลเหลียงเพียงผู้เดียว!
ทว่าบุตรชายที่ยกพลไปอย่างเกรียงไกร
กลับถอยทัพกลับมาอย่างเงียบเชียบราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
หามีผู้ใดปลิดชีพสำเร็จไม่!
นายท่านใหญ่เหลียงมิได้ประหลาดใจนัก
ด้วยเคยประมือกับหลี่ฟู่มาหลายคราแต่ก็หาได้เพลี่ยงพล้ำง่ายดายเพียงนั้น
หากตายไปง่ายๆ สิถึงจะน่าแปลกใจ
แต่เมื่อตกค่ำ นายหญิงใหญ่กลับพกพาโทสะมารายงานว่า
บุตรชายที่เตรียมการอย่างว่องไวกลับมิได้ลงมือแม้เพียงปลายนิ้ว เหตุเพราะ... ฮูหยินผู้ว่าการมณฑลร่วมทางไปด้วย!
นายท่านใหญ่ยังมิแจ้งใจในนัยแฝง จึงตอบไปอย่างเฉยเมย
"ไม่ลงมือก็ช่างเถิด ครานี้เตรียมการเร่งร้อน โอกาสชนะก็น้อย
มิลงมือย่อมดีกว่าแหวกหญ้าให้งูตื่น"
นายหญิงใหญ่เหลียงแค่นเสียงอย่างแค้นเคือง "ท่านฟังข้าให้ดี!
ที่บุตรชายท่านมิลงมือ หาใช่เพราะเกรงงูจะตื่น หรือไร้โอกาสรุกฆาต ทว่าเขา... ห่วงอาลัยในตัวเมียของเจ้าขุนนางนั่นจนมิกล้าลงมือต่างหาก!"
"แล้วอย่างไรเล่า?" นายท่านใหญ่เหลียงยังคงมิแจ้งใจในเจตนาของภรรยา
เขาปรายตามองสตรีเบื้องหน้าที่กำลังขัดเคืองจนแทบคลั่งพลางเอ่ยอย่างกังขา
"นั่นย่อมแสดงว่าแผนการไม่รอบคอบ ในเมื่อเขามิลงมือ
ย่อมต้องมีเหตุผลอันสมควร... ช้าก่อน! เจ้าจะบอกว่า
เพราะฮูหยินผู้ว่าการมณฑลร่วมทางไปด้วย เขาจึงระงับมืออย่างนั้นรึ?"
"ในที่สุดท่านก็ตาสว่างเสียที!
ช่างยากเย็นเข็ญใจนัก!" ฮูหยินใหญ่เหลียงแค่นยิ้มเย็น
นายท่านใหญ่ขมวดคิ้วมุ่น "ฮูหยินหลี่น่ะรึ? ช่วงนี้ได้ยินว่านางแย่งชิงการค้ากับตระกูลเติ้งเสียจนดุเดือดเลือดพล่าน
นายท่านเติ้งผู้จองหองพองขนยังต้องปราชัยยับเยินคามือนาง
อีกทั้งสตรีผู้นี้ยังเชี่ยวชาญเชิงพิษ อาจิ้นมิลงมือย่อมต้องมีแผนการของเขา!"
"ท่าน!"
ฮูหยินนายท่านใหญ่รู้สึกจุกแน่นที่ทรวงอก แทบจะวูบดับไปต่อหน้าสามี
นางตบโต๊ะน้ำชาเสียงดังปัง พลางตวาด
"ท่านมีสมองไว้คั่นหูหรืออย่างไร? ข้าแจ้งแถลงไขถึงเพียงนี้ท่านยังมิกระจ่าง! เช่นนั้นข้าจะพูดให้ชัด...
บุตรชายของท่านน่ะ 'ต้องตา' เมียของผู้ว่าการหลี่เข้าแล้ว!
เขากลัวว่าหากลงมือไปจะทำให้นางต้องพลอยบาดเจ็บ จึงหักใจทำร้ายนางมิลง!"
วาจานี้ประหนึ่งนิทานเพ้อเจ้อสำหรับนายท่านใหญ่เหลียง
จนเขาแทบไม่เชื่อหูตนเอง!
เขานิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่
ก่อนจะทวนถามซ้ำอีกคราเพื่อให้แน่ใจว่าตนมิได้หูฝาดไป
จากนั้นจึงหัวเราะมิได้ร้องไห้มิออก "พวกเจ้าสตรีคิดอ่านสิ่งใดกัน? เรื่องนี้ช่างพิสดารเกินจริงไปแล้ว!
อาจิ้นกับฮูหยินหลี่น่ะรึ? ล้อข้าเล่นหรืออย่างไร
ทั่วทั้งหนานไห่ใครบ้างมิรู้ว่าผู้ว่าการมณฑลคนใหม่กับภรรยานั้นรักใคร่กลมเกลียวกันยิ่งนัก!"
"ท่านกล่าวได้ถูกต้อง!"
ฮูหยินนายท่านใหญ่ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความขัดใจ
"เพราะเหตุนี้ข้าจึงบอกว่าบุตรท่านน่ะผีเข้าสิงไปแล้ว!
ผัวเมียเขารักกันปานนั้น... หึ นางไม่แม้แต่จะชายตามองเขาด้วยซ้ำ
ทว่าเขากลับรนหาที่ตาย ไม่ยอมตัดใจเสียที!"
สีหน้าของนายท่านใหญ่เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม
เขาจ้องหน้าภรรยาอยู่อึดใจจึงเอ่ยเสียงต่ำ "จะล้อเล่นก็ให้มีขอบเขต!
วาจามิควรกล่าวอย่าพ่นออกมาส่งเด็ดขาด มิใช่เพื่อใคร
แต่เพื่อตัวบุตรชายของเจ้าเอง!"
"ท่านคิดว่าข้าอยากเอ่ยนักหรือ? ข้าล่ะอยากให้ตนเองเข้าใจผิดเสียยิ่งกว่าสิ่งใด!"
นางค้อนขวับพร้อมถอนใจ "มาถึงขั้นนี้ข้าก็คร้านจะปิดบังท่านแล้ว
ท่านคงยังมิรู้กระมัง? ยามที่บุตรชายท่านพาแม่นางผู้หนึ่งกลับมาจากถงหลิง...
หึ แม่นางผู้นั้นหาใช่ใครอื่นไม่ แต่คือฮูหยินผู้ว่าการมณฑลผู้นี้แหละ!
ข่าวลือที่หนาหูเมื่อคราวนั้น หาใช่เรื่องโคมลอยไม่!"
"เจ้าว่ากระไร!"
นายท่านใหญ่ตระหนกจนหน้าถอดสี
ด้วยเรื่องหลังบ้านเขามิเคยแยแส
เพราะเชื่อมือภรรยาที่จัดการทุกสิ่งได้เบ็ดเสร็จ
บุตรชายจะสำมะเลเทเมาหรือมักมากในกามไปบ้างก็นับเป็นวิสัยบุรุษ
เขาจึงเพียงแต่ฟังผ่านหูเมื่อคราวที่บุตรชายคนโตพาอนุภรรยากลับมา
และมิเคยใส่ใจใยดีว่านางเป็นใครมาจากไหน
ฮูหยินนายท่านใหญ่ลอบทอดถอนใจ
ก่อนจะเริ่มร่ายเรียงเรื่องราวตั้งแต่ต้นจนจบ รวมถึงเหตุเพลิงไหม้ที่หอพระ
ซึ่งคราวนั้นนางอ้างว่าเป็นเพียงอุบัติเหตุ
ใครจะคาดคิดว่าเบื้องหลังจะมีเล่ห์กลซ่อนเงื่อนถึงเพียงนี้!
นายท่านใหญ่เหลียงถึงกับกระทืบเท้าด้วยความขัดใจ
"เจ้าช่างเขลาเบาปัญญาเหลือเกิน! มิคิดเลยว่าคุมบ้านมาหลายปี
แก่ตัวลงกลับกลายเป็นคนโลเลเสียได้! ในเมื่อยามนั้นสงสัยในฐานะนาง
เหตุใดจึงมิสั่งฆ่าทิ้งเสียให้สิ้นเรื่องสิ้นราว!"
กำลังสนุกเลย ขอบคุณค่ะ
ตอบลบ