วันอังคารที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1273 โทสะของฮูหยินนายท่านใหญ่ตระกูลเหลียง

 

บทที่ 1273 โทสะของฮูหยินนายท่านใหญ่ตระกูลเหลียง

เหล่าบริวารล้วนเห็นจนชินตา จึงหามีผู้ใดเอ่ยขัดขวางไม่ ครั้นเตรียมการพรักพร้อม ขบวนแถวก็มุ่งทะยานสู่หมู่บ้านปาเจียวโดยพลัน

เหตุภัยพิบัติร้ายแรงกว่าที่ทางการแจ้งไว้นัก เคราะห์ดีที่เหลียนฟางโจวร่วมเดินทางไปด้วย การจัดการของหลี่ฟู่จึงไร้ช่องโหว่ มวลชนรุมล้อมจัดการงานจนจวบจวนสิ้นแสงตะวันจึงแยกย้าย

หลี่ฟู่ยังสั่งการให้ผู้นำสารแยกย้ายไปแจ้งเตือนหมู่บ้านแถบขุนเขาอื่นมิให้ประมาท เมื่อกลับถึงเมือง ทุกคนต่างเปรอะเปื้อนดินโคลนและอ่อนล้า จึงแยกย้ายกลับเคหาสน์ของตน หลี่ฟู่และเหลียนฟางโจวก็กลับสู่หลังบ้านเช่นกัน

ทว่าทั้งคู่หาได้ล่วงรู้ไม่ว่า... การเดินทางในครั้งนี้ได้ก้าวข้ามผ่านพายุร้ายที่ซุ่มซ่อนอยู่อย่างหวุดหวิด!

นับแต่เหลียงจิ้นทราบข่าวว่าหลี่ฟู่สั่งการเรื่องภัยน้ำหลาก ดินถล่ม เขาก็ลอบเล็งเห็นโอกาสร้าย จึงส่งสายลับคอยจับตาความเคลื่อนไหวของที่ว่าการอย่างไม่ลดละ

ครั้นได้รับแจ้งว่าหลี่ฟู่จะรุดไปตรวจสอบเหตุที่หมู่บ้านปาเจียวด้วยตนเอง จิตสังหารของเขาก็พลุ่งพล่านขึ้นมาทันที

เหลียงจิ้นผู้นี้ทำตัวเหนือฟ้าไม่เกรงกลัวดิน เมื่อคิดการใหญ่ก็ลงมือทันควัน! หากหลี่ฟู่ต้องจบสิ้นชีพวายภายใต้กองหินถล่ม ย่อมถูกจัดว่าเป็นเพียงอุบัติเหตุจากฟากฟ้า ใครเล่าจะหาหลักฐานเอาผิดเขาได้?

นายท่านใหญ่เหลียงเองก็หลับตาข้างหนึ่ง มิได้ห้ามปราม ด้วยหวังใจว่าบุตรชายผู้รวดเร็วเด็ดขาดอาจกู้ชื่อตระกูลได้สำเร็จ หากหลี่ฟู่สิ้นชีพ ขุนนางในหนานไห่ย่อมแตกกระจายดั่งทรายกองเดียว เมื่อนั้นตระกูลเหลียงจะชิงทรัพย์สินการค้าของเหลียนฟางโจวมารวบไว้ในมือ เพิ่มพูนอำนาจจนยากจะสั่นคลอน

ยามนั้น ตระกูลเติ้งก็บอบช้ำ ตระกูลฝูก็เปลี่ยนขั้วจนรากฐานสั่นคลอน ตระกูลเยว่เจิ้งก็นิ่งเฉย หนานไห่แห่งนี้ย่อมเป็นของตระกูลเหลียงเพียงผู้เดียว!

ทว่าบุตรชายที่ยกพลไปอย่างเกรียงไกร กลับถอยทัพกลับมาอย่างเงียบเชียบราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น

หามีผู้ใดปลิดชีพสำเร็จไม่!

นายท่านใหญ่เหลียงมิได้ประหลาดใจนัก ด้วยเคยประมือกับหลี่ฟู่มาหลายคราแต่ก็หาได้เพลี่ยงพล้ำง่ายดายเพียงนั้น หากตายไปง่ายๆ สิถึงจะน่าแปลกใจ

แต่เมื่อตกค่ำ นายหญิงใหญ่กลับพกพาโทสะมารายงานว่า บุตรชายที่เตรียมการอย่างว่องไวกลับมิได้ลงมือแม้เพียงปลายนิ้ว เหตุเพราะ... ฮูหยินผู้ว่าการมณฑลร่วมทางไปด้วย!

นายท่านใหญ่ยังมิแจ้งใจในนัยแฝง จึงตอบไปอย่างเฉยเมย "ไม่ลงมือก็ช่างเถิด ครานี้เตรียมการเร่งร้อน โอกาสชนะก็น้อย มิลงมือย่อมดีกว่าแหวกหญ้าให้งูตื่น"

นายหญิงใหญ่เหลียงแค่นเสียงอย่างแค้นเคือง "ท่านฟังข้าให้ดี! ที่บุตรชายท่านมิลงมือ หาใช่เพราะเกรงงูจะตื่น หรือไร้โอกาสรุกฆาต ทว่าเขา... ห่วงอาลัยในตัวเมียของเจ้าขุนนางนั่นจนมิกล้าลงมือต่างหาก!"

"แล้วอย่างไรเล่า?" นายท่านใหญ่เหลียงยังคงมิแจ้งใจในเจตนาของภรรยา เขาปรายตามองสตรีเบื้องหน้าที่กำลังขัดเคืองจนแทบคลั่งพลางเอ่ยอย่างกังขา "นั่นย่อมแสดงว่าแผนการไม่รอบคอบ ในเมื่อเขามิลงมือ ย่อมต้องมีเหตุผลอันสมควร... ช้าก่อน! เจ้าจะบอกว่า เพราะฮูหยินผู้ว่าการมณฑลร่วมทางไปด้วย เขาจึงระงับมืออย่างนั้นรึ?"

"ในที่สุดท่านก็ตาสว่างเสียที! ช่างยากเย็นเข็ญใจนัก!" ฮูหยินใหญ่เหลียงแค่นยิ้มเย็น

นายท่านใหญ่ขมวดคิ้วมุ่น "ฮูหยินหลี่น่ะรึ? ช่วงนี้ได้ยินว่านางแย่งชิงการค้ากับตระกูลเติ้งเสียจนดุเดือดเลือดพล่าน นายท่านเติ้งผู้จองหองพองขนยังต้องปราชัยยับเยินคามือนาง อีกทั้งสตรีผู้นี้ยังเชี่ยวชาญเชิงพิษ อาจิ้นมิลงมือย่อมต้องมีแผนการของเขา!"

"ท่าน!" ฮูหยินนายท่านใหญ่รู้สึกจุกแน่นที่ทรวงอก แทบจะวูบดับไปต่อหน้าสามี

นางตบโต๊ะน้ำชาเสียงดังปัง พลางตวาด "ท่านมีสมองไว้คั่นหูหรืออย่างไร? ข้าแจ้งแถลงไขถึงเพียงนี้ท่านยังมิกระจ่าง! เช่นนั้นข้าจะพูดให้ชัด... บุตรชายของท่านน่ะ 'ต้องตา' เมียของผู้ว่าการหลี่เข้าแล้ว! เขากลัวว่าหากลงมือไปจะทำให้นางต้องพลอยบาดเจ็บ จึงหักใจทำร้ายนางมิลง!"

วาจานี้ประหนึ่งนิทานเพ้อเจ้อสำหรับนายท่านใหญ่เหลียง จนเขาแทบไม่เชื่อหูตนเอง!

เขานิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่ ก่อนจะทวนถามซ้ำอีกคราเพื่อให้แน่ใจว่าตนมิได้หูฝาดไป จากนั้นจึงหัวเราะมิได้ร้องไห้มิออก "พวกเจ้าสตรีคิดอ่านสิ่งใดกัน? เรื่องนี้ช่างพิสดารเกินจริงไปแล้ว! อาจิ้นกับฮูหยินหลี่น่ะรึ? ล้อข้าเล่นหรืออย่างไร ทั่วทั้งหนานไห่ใครบ้างมิรู้ว่าผู้ว่าการมณฑลคนใหม่กับภรรยานั้นรักใคร่กลมเกลียวกันยิ่งนัก!"

"ท่านกล่าวได้ถูกต้อง!" ฮูหยินนายท่านใหญ่ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความขัดใจ "เพราะเหตุนี้ข้าจึงบอกว่าบุตรท่านน่ะผีเข้าสิงไปแล้ว! ผัวเมียเขารักกันปานนั้น... หึ นางไม่แม้แต่จะชายตามองเขาด้วยซ้ำ ทว่าเขากลับรนหาที่ตาย ไม่ยอมตัดใจเสียที!"

สีหน้าของนายท่านใหญ่เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม เขาจ้องหน้าภรรยาอยู่อึดใจจึงเอ่ยเสียงต่ำ "จะล้อเล่นก็ให้มีขอบเขต! วาจามิควรกล่าวอย่าพ่นออกมาส่งเด็ดขาด มิใช่เพื่อใคร แต่เพื่อตัวบุตรชายของเจ้าเอง!"

"ท่านคิดว่าข้าอยากเอ่ยนักหรือ? ข้าล่ะอยากให้ตนเองเข้าใจผิดเสียยิ่งกว่าสิ่งใด!" นางค้อนขวับพร้อมถอนใจ "มาถึงขั้นนี้ข้าก็คร้านจะปิดบังท่านแล้ว ท่านคงยังมิรู้กระมัง? ยามที่บุตรชายท่านพาแม่นางผู้หนึ่งกลับมาจากถงหลิง... หึ แม่นางผู้นั้นหาใช่ใครอื่นไม่ แต่คือฮูหยินผู้ว่าการมณฑลผู้นี้แหละ! ข่าวลือที่หนาหูเมื่อคราวนั้น หาใช่เรื่องโคมลอยไม่!"

"เจ้าว่ากระไร!" นายท่านใหญ่ตระหนกจนหน้าถอดสี

ด้วยเรื่องหลังบ้านเขามิเคยแยแส เพราะเชื่อมือภรรยาที่จัดการทุกสิ่งได้เบ็ดเสร็จ บุตรชายจะสำมะเลเทเมาหรือมักมากในกามไปบ้างก็นับเป็นวิสัยบุรุษ เขาจึงเพียงแต่ฟังผ่านหูเมื่อคราวที่บุตรชายคนโตพาอนุภรรยากลับมา และมิเคยใส่ใจใยดีว่านางเป็นใครมาจากไหน

ฮูหยินนายท่านใหญ่ลอบทอดถอนใจ ก่อนจะเริ่มร่ายเรียงเรื่องราวตั้งแต่ต้นจนจบ รวมถึงเหตุเพลิงไหม้ที่หอพระ ซึ่งคราวนั้นนางอ้างว่าเป็นเพียงอุบัติเหตุ

ใครจะคาดคิดว่าเบื้องหลังจะมีเล่ห์กลซ่อนเงื่อนถึงเพียงนี้!

นายท่านใหญ่เหลียงถึงกับกระทืบเท้าด้วยความขัดใจ "เจ้าช่างเขลาเบาปัญญาเหลือเกิน! มิคิดเลยว่าคุมบ้านมาหลายปี แก่ตัวลงกลับกลายเป็นคนโลเลเสียได้! ในเมื่อยามนั้นสงสัยในฐานะนาง เหตุใดจึงมิสั่งฆ่าทิ้งเสียให้สิ้นเรื่องสิ้นราว!"

 

1 ความคิดเห็น: