วันอังคารที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1280 ไต่ถามถึงมารดา

 

บทที่ 1280 ไต่ถามถึงมารดา

ข่าวฮูหยินหลี่หายตัวไป ปิดเท่าไรก็ปิดไม่อยู่ ค่ำวันนั้นค่อย ๆ แพร่ในวงคนรู้จักกัน ทั้งตกใจทั้งซุบซิบอยู่ในบ้าน บ้างก็ทอดถอนใจว่านางเคราะห์ซ้ำกรรมซัด ไม่กล้าเอาไปพูดให้เอิกเกริกนัก

เหลียงจิ้นพอได้ยินก็ตกตะลึง พลันนึกถึงถ้อยคำที่มารดาคุยกับตนเมื่อไม่กี่วันก่อน สัญชาตญาณฟันธงว่าสองเรื่องนี้ต้องเกี่ยวกันแน่ จึงมิได้ช้า รีบตรงไปเรือนของฮูหยินเอกตระกูลเหลียงทันที

ทั้งวันออกไปดูแข่งเรือมังกร ฮูหยินเอกเหลียงล้าอยู่แล้ว กำลังจะเข้านอน ครั้นรู้ว่าลูกชายมา ก็เดาวัตถุประสงค์ได้ทันที โทสะพุ่งพล่าน ทุบโต๊ะตวาดเย็นชา บอกไปว่าข้านอนแล้ว! ให้เขากลับไป!”

คำยังไม่ทันขาดปาก เหลียงจิ้นก็ชะแง้ม่านเข้าไป กลับทำหน้าขรึมไล่จินมอหมอกับบ่าวไพร่ทั้งหมดออกไปไม่เหลือ

สีหน้าเขามืดทะมึน อำนาจกดดันกระจายกลิ่นสังหาร บ่าวไพร่ทั้งหลายถูกกดจนไม่กล้าขัดคำ ต่างเงียบกริบถอยออกไป

ฮูหยินเอกเหลียงเห็นดังนั้นยิ่งโกรธตัวสั่น ชี้นิ้วด่า เจ้าจะทำอะไร! เจ้านี่เลวสิ้นดี คิดจะฆ่ามารดารึ!”

ท่านทำใช่หรือไม่?” เหลียงจิ้นทำหน้าขรึมถาม สายตาจ้องฮูหยินเอกเหลียงไม่กะพริบ

ฮูหยินเอกเหลียงจ้องเขา แล้วหัวเราะเยาะไม่ขาดเสียง

เหลียงจิ้นหงุดหงิด ทุบกระเบื้องข้างกายแตกไปสองชิ้น เอ่ยเย็นชา ท่านทำอะไรนางไว้?”

ฆ่าแล้ว!” ฮูหยินเอกเหลียงยิ้มเย็น พ่นสองคำออกมาเบา ๆ เชิดคางจ้องเหลียงจิ้น กล่าวเสียงเย็น แล้วเจ้าจะฆ่าข้า แก้แค้นให้นางหรือ?”

น้ำเสียงพลันแข็งกร้าว นางชี้ไปที่ลำคอตัวเองตะโกน มาเลย! แทงตรงนี้มา!”

แม้เหลียงจิ้นจะไม่เชื่อคำนี้สักนิด และมั่นใจว่าแม่เพียงประชดเอากับตน
แต่หัวใจก็ยังสะท้านวูบ ตีบแน่นฉับพลัน ฝ่ามือกำแน่นโดยไม่รู้ตัว

ท่านแม่!” ใบหน้าเขาขาวซีดน่าตกใจ เสียงเรียบไร้อารมณ์ บอกความจริงกับข้าได้ไหม? ถ้าท่านไม่บอก ข้าจะไปสืบเอง! และข้าต้องสืบจนพบแน่!”

ฮูหยินเอกเหลียงอึดอัดคับแค้น จมูกแสบร้อน ลดเสียงลงเงอะงะถอนใจ เหตุใดเจ้าดื้อด้านนัก! ดื้อด้านนักเชียว!”

เหลียงจิ้นมิได้ตอบ เพียงจ้องนางนิ่ง

ฮูหยินเอกเหลียงรู้สึกราวกับอวัยวะภายในลุกเป็นไฟบิดม้วนเป็นก้อน
กล่าวเย็นชา เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับข้าจริง ๆ ยิ่งไม่ใช่ข้าทำ! เหลียนฟางโจว—ฮึ! เจ้าจะไปสืบก็ไปสิ! นางใช่ว่าจะไม่มีศัตรูเสียเมื่อไร!”

เหลียงจิ้นไม่อาจเชื่อคำของมารดาได้ทั้งหมด แม้นางจะไม่ได้ลงมือเอง
แค่ท่าทีเย็นชาไม่แยแสนั้นก็บ่งบอกชัดเจน—เรื่องนี้ ต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับนางแน่นอน!

เกี่ยวกับมารดา แล้วก็ยังเป็นศัตรูของฟางโจวอีก เหลียงจิ้นแทบไม่ต้องคิดให้มากก็รู้แล้วว่า—เป็นใคร!

ขอบคุณท่านแม่ที่ชี้ทาง!” เหลียงจิ้นกล่าวเย็นชาทิ้งไว้เพียงประโยคเดียว ก่อนหันหลังเดินออกไปอย่างรวดเร็ว

จูอวี้อิ๋งยังไม่ทันฟื้นคืนจากอาการตื่นตระหนกที่ถูกเติ้งเมิ่งหานลากเข้าสู่วังวนบ้าคลั่ง ก็ถูกคนของเหลียงจิ้นบุกเข้าจับตัวพาไปอย่างแข็งขัน

จูอวี้อิ๋งทั้งโกรธทั้งตกใจ พยายามดิ้นรนร้องลั่น แต่บรรดาหญิงรับใช้ที่รับคำสั่งมานั้นกลับไม่สนใจแม้แต่น้อย ลากตัวนางไปหน้าตาเฉย บ่าวไพร่ในจวนนั้นรู้จักคนที่มาจับตัวดีว่าเป็นคนของคุณชายใหญ่ จึงไม่มีใครกล้าออกปากขัดขวาง

เหลียงอี้รู้ข่าวรีบมาทันที แต่ก็ยังไม่กล้าลงมือแย่งตัวจูอวี้อิ๋งจากมือหญิงรับใช้พวกนั้น ได้แต่ตวาดสั่งให้พวกนางปล่อยตัว บอกว่าจะพานางไปพบพี่ชายเอง เพื่อถามให้ชัดว่า "ครั้งนี้...พี่ชายคิดอะไรอยู่? เหตุใดถึงต้องลงมือกับอวี้เอ๋อร์อีก!"

หญิงรับใช้ทั้งสามทำงานคล่องแคล่วดีนัก สองคนที่จับตัวอยู่รีบปล่อยมือทันที อีกคนหนึ่งยิ้มพูดเยาะ ๆ ว่า ถ้าเช่นนั้น…ขอเชิญคุณชายรองพาแม่นางอวี้ไปเองเถอะ! นิสัยของคุณชายใหญ่…แต่ไหนแต่ไรก็ไม่ใช่คนจะรอใครได้ง่าย ๆ หรอกนะเจ้าคะ!”

จูอวี้อิ๋งทรุดลงร้องไห้ในอ้อมแขนเหลียงอี้ น้ำตาไหลพรากแทบขาดใจ
เหลียงอี้เจ็บใจนัก อยากปฏิเสธไม่ยอมทำตามคำสั่งพี่ชาย ทว่าพอคิดถึงนิสัยอันแข็งกร้าวของพี่ ก็ได้แต่กล้ำกลืนความรู้สึก นำจูอวี้อิ๋งเร่งรุดไปโดยไม่อาจลังเล หากชักช้า…นิสัยของพี่ชายคนนั้น…

ไม่ต้องกลัว ข้าไปกับเจ้าเอง!” เหลียงอี้พูดปลอบ จูอวี้อิ๋ง พี่ใหญ่คงแค่เข้าใจผิด หรืออยากถามอะไรเจ้าสักอย่างเท่านั้นเอง มีข้าอยู่ ไม่มีทางเกิดเรื่องร้ายแน่!”

เขาพูดพลางเร่งนางให้รีบตามไป

จูอวี้อิ๋งได้แต่ฝืนกลั้นเสียงสะอื้น เช็ดน้ำตาด้วยความน้อยใจ สีหน้าอ่อนระโหย ทั้งหวาดหวั่นทั้งอ่อนแอ เดินตามเหลียงอี้ไปอย่างเงียบ ๆ

ในใจกลับแผดเผาไปด้วยเพลิงแค้นแทบคลั่ง —“ทำไม! ทำไมกัน! ผู้ชายคนนี้…ไม่ใช่บอกว่ารักข้า ห่วงข้านักหรือ? แต่พอถึงเวลา กลับไม่กล้าทำอะไรเพื่อข้าเลยแม้แต่น้อย!”

หากเป็น...แม่ทัพหลี่ล่ะ? หากเป็นเขา...!”

ปลายนิ้วของจูอวี้อิ๋งจิกแน่นเข้าไปในฝ่ามือจนเลือดแทบซึม ริมฝีปากแย้มรอยยิ้มเยียบเย็นในใจ —“เหลียนฟางโจว ข้าไม่ได้มีวาสนาเช่นนั้น แต่เจ้า…ก็อย่าหวังจะมี! จากนี้ไป เจ้าไม่มีทางหลุดพ้น จะต้องดิ้นรนทุรนทุรายอยู่ในนรกไปตลอดชีวิต ไม่มีวันได้เห็นแสงตะวันอีก!”

เมื่อไปถึงเขตเรือนของเหลียงจิ้น บรรดาบ่าวไพร่ภายในลานต่างเงียบกริบแทบไม่กล้าหายใจ เดินเหินอย่างเกร็งกลัว ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้ามอง พอเห็นเหลียงอี้กับจูอวี้อิ๋งเดินเข้ามา ก็ไม่มีผู้ใดกล้าออกมาทักทายแม้แต่น้อย

เหลียงอี้เองก็ใจเต้นระรัว ไม่มีแก่ใจจะดุบ่าวที่ไม่ทำตามพิธี เขายืนอยู่นอกประตู สูดลมหายใจเรียกสติ แล้วตะโกนออกไปเสียงดัง พี่ใหญ่!” จากนั้นจึงจูงจูอวี้อิ๋งเข้าไปด้านใน

ภายในห้องสว่างจ้าด้วยแสงโคมไฟ แสงตะเกียงสะท้อนกับเงาสลัวของราตรีจนบรรยากาศตึงเครียด เหลียงจิ้นในชุดคลุมสีดำ ท่าทางองอาจดุดัน นั่งอยู่บนที่นั่งประธาน

เมื่อทั้งสองก้าวเข้ามา แววตาเยียบเย็นดั่งคมมีดก็พุ่งตรงเข้าหา สีหน้าของเหลียงจิ้นเข้มขรึมดั่งเหล็กกล้า

เหลียงอี้กับจูอวี้อิ๋งถึงกับชะงักงันในทันที

พี่ใหญ่…” เหลียงอี้พยายามฝืนกล้ามเนื้อบนใบหน้าที่แทบแข็งจนขยับไม่ได้ ยกยิ้มฝืดเฝื่อนขึ้นมาเล็กน้อย พลางหัวเราะแห้ง ๆ สองครั้ง “ฮะ ฮะ” น้ำเสียงนั้นช่างฝืดเคืองจนแม้ตนเองยังรู้ว่าฝืนเพียงใด

เขาพูดพยายามให้เสียงฟังดูเบา พี่ใหญ่เรียกอวี้เอ๋อร์มา... จะสอบถามเรื่องใดหรือ?”

ถาม…ยังดีกว่าโดนตี—ในใจเขาหวาดกลัวจนเย็นวาบไปทั้งร่าง

เหลียงจิ้นเพียงส่งเสียง “อืม” เบา ๆ แล้วพยักหน้า ก่อนชี้คางไปทางประตู เจ้าออกไป ข้าจะคุยกับนางลำพัง”

หัวใจที่เพิ่งคลายความตึงของเหลียงอี้พลันหดแน่นอีกครั้ง เขารีบยิ้มกลบเกลื่อน พี่ใหญ่มีอะไรจะถาม ก็ถามได้เลยมิใช่หรือ? เราเป็นพี่น้องกัน จะมีอะไรต้องปิดกันล่ะ? เผื่อข้าพอช่วยตอบให้ได้บ้าง”

เหลียงจิ้นหัวเราะเย็นเฉียบ เจ้าหรือ? ข้าหวังว่าเจ้าจะ ตอบไม่ได้ จะดีกว่า—ไม่อย่างนั้น เราก็ไม่ต้องเป็นพี่น้องกันอีก! ยังไม่ออกไปอีกหรือ!”

เหลียงอี้ชะงักไปครู่หนึ่ง แต่เมื่อสบเข้ากับสายตาเยียบเย็นดั่งคมดาบของพี่ชาย ก็ไม่กล้าขัดอีกต่อไป ได้แต่ฝืนยิ้มพยักหน้า ค้อมศีรษะแล้วถอยออกจากห้องไป

เหลียงจิ้นก้าวเข้าหาจูอวี้อิ๋งทีละก้าว เพียงหนึ่งก้าวของเขา ก็เพียงพอจะทำให้นางตัวสั่นสะท้านไปทั่วร่าง ความเย็นเยียบแผ่กระจายไปทั่วสรรพางค์ หัวใจเต้นแรงจนแทบทะลุอก นางถอยกรูดอย่างหวาดหวั่น แต่สองขากลับหมดเรี่ยวแรง อ๊า!” ร้องเบา ๆ แล้วทรุดฮวบลงบนพรม

เหลียงจิ้นหัวเราะเย็น ดวงตาเต็มไปด้วยแววดูแคลน เขาเหยียบปลายเท้าขึ้นเล็กน้อย แล้วเตะเบา ๆ ร่างของจูอวี้อิ๋งก็หงายหลังลงกับพื้น

ปลายเท้าของเขาเหยียบลงกลางอกนางอย่างเยียบเย็น เสียงต่ำแข็งกร้าวดังก้องในห้องสว่างจ้า

นังสารเลว—เจ้าพาฟางโจวไปไว้ที่ไหน!”

เพียงคำพูดเดียว จูอวี้อิ๋งก็เหมือนถูกฟ้าผ่าลงกลางกระดูกสันหลัง วิญญาณแทบหลุดลอยจากร่าง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัว ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด สั่นสะท้านไปทั้งร่าง

เหลียงจิ้นรู้ได้อย่างไร? ไม่! เป็นไปไม่ได้! หากเขารู้จริง ป่านนี้คงไม่ปล่อยให้นางลงมือสำเร็จแน่! เขากำลังหลอกนางอยู่! ใช่! ต้องเป็นเช่นนั้นแน่นอน!

 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น