วันอาทิตย์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1334 เจตนาที่ยากแท้หยั่งถึง

 

บทที่ 1334 เจตนาที่ยากแท้หยั่งถึง

ใครจะคาดคิด คนที่ถูกส่งไปเชิญหมอเทวดาเซวเกรงว่ายังมิทันถึงเมืองหลวงเสียด้วยซ้ำ ข่าวคราวเรื่องหลี่ฮูหยินกลับคืนสู่เมืองหนานไห่ก็แพร่งพรายออกมา!

มิต่างอันใดกับสายฟ้าฟาดลงกลางวันแสกๆ!

เหลียนฟางโจวเฝ้าสังเกตการณ์อยู่ครู่หนึ่ง ในใจก็กระจ่างแจ้งไปกว่าครึ่ง เมื่อเห็นฮูหยินเติ้งยังคงแสร้งทำไขสือมิปริปากเอ่ยอันใด นางก็ลอบแค่นยิ้มเย็นชาอยู่ในที

นางวางถ้วยชาในมือลงแผ่วเบา ก่อนจะเอ่ยยิ้มๆ “มิได้พบคุณหนูสามตระกูลเติ้งเสียนาน นางอยู่ที่ใดเล่า? เหตุใดฮูหยินเติ้งมิเชิญนางออกมาพบปะกันเสียหน่อย?”

เอ๊ะ!” ฮูหยินเติ้งอุทานเสียงหลง สีหน้าเปลี่ยนแปรไปเล็กน้อย นางรวบรวมสมาธิฝืนปั้นยิ้มตอบว่า “หานเอ๋อร์นาง... นางร่างกายมิสู้ดี ยามนี้พักรักษาตัวอยู่ที่ไร่นานอกเมือง มิได้อยู่ในจวนเจ้าค่ะ”

สิ้นคำนั้น ฮูหยินเติ้งพลันแสร้งทอดถอนใจ สีหน้าเปี่ยมด้วยความเวทนาและระทมทุกข์ “เด็กคนนั้นนับแต่เสียโฉมจนการหมั้นหมายกับคุณชายใหญ่ตระกูลเหลียงต้องล้มเลิกไป นางก็ได้รับความกระทบกระเทือนใจอย่างหนัก จนสติสตังเริ่มเลอะเลือนฟั่นเฟือนไปเสียแล้ว เฮ้อ... บ่อยครั้งที่นางมิทราบด้วยซ้ำว่าตนเองกระทำสิ่งใดลงไป! ข้าที่เป็นแม่ คิดขึ้นมาคราใดก็ปวดใจเหลือแสน! เสียดายที่ทำได้เพียงเบิกตากลางมองดู มิอาจยื่นมือเข้าช่วยอันใดได้ ใครใช้ให้นางวาสนาน้อยเยี่ยงนี้เล่า...”

กล่าวพลางทอดถอนใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า ยามคิดถึงเรื่องโศกเศร้าก็น้ำตาหยดร่วง ร้อนถึงต้องหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับเบาๆ

นับว่ามิสู้ดีจริงๆ!” เหลียนฟางโจวเอ่ย “มิคาดว่าคุณหนูสามจะมีวาสนาอาภัพถึงเพียงนี้ อายุยังน้อยกลับต้องมาเป็นเช่นนี้ ต่อไปจะทำเยี่ยงไรเล่า! มิทราบว่าอาการของคุณหนูสามเป็นเช่นนี้มานานเท่าใดแล้ว?”

หานเอ๋อร์วาสนาน้อย จะทำประการใดได้!” ฮูหยินเติ้งถอนใจพลางรำพันต่อ “นับแต่เสียโฉมแล้วส่องคันฉ่องดูตนเอง นางก็เริ่มผิดปกติไป ยามนั้นยังมิทรุดหนักเท่าใด ทว่าเมื่อสองเดือนก่อนกลับอาการหนักขึ้นเรื่อยๆ! บางคราแม้แต่ข้าที่เป็นแม่นางก็ยังจำมิได้ ยามลุแก่โทสะก็ไล่ทุบตีผู้คนมิเลือกหน้า! มิกลัวหลี่ฮูหยินจะหัวเราะเยาะ แม้แต่ข้าเอง... ก็เคยถูกนางผลักจนล้มลุกคลุกคลานมาแล้ว!”

เหลียนฟางโจวลอบแค่นยิ้มในใจ: นี่คิดจะหาทางลงให้นางรึ? ก็นับว่ามิได้โง่เขลานัก! ทว่า ข้ออ้างก็คือข้ออ้าง ใช้ปัดสอยไปได้เพียงชั่วคราวแต่หามีน้ำหนักไม่! หากข้ายอมรามือเพียงเพราะคำกล่าวไม่กี่ประโยคนี้ มิมันง่ายดายเกินไปหน่อยหรือ!

เช่นนั้นแล้ว ความทุกข์ระทมที่นางต้องเผชิญยามเฉียดกรายชายคาความตายมาหลายครานั้น มิต้องสูญเปล่าหรอกรึ?

นางเป็นคนป่วย เรื่องเยี่ยงนี้มีอันใดน่าขบขัน!” เหลียนฟางโจวยิ้มพลางกล่าว “ในเมื่ออาการของคุณหนูสามทรุดโทรมถึงเพียงนี้ ฮูหยินเติ้งคงต้องจัดเตรียมคนรับใช้ที่ไว้ใจได้คอยปรนนิบัติพัดวีข้างกายอย่างใกล้ชิดกระมัง?”

ฮูหยินเติ้งอ้าปากค้าง ร่างกายพลันแข็งทื่อไปทันที

ในเมื่อรู้แจ้งว่าบุตรสาวล้มป่วย หากมิจัดแจงคนดูแลให้รัดกุมจะฟังขึ้นได้อย่างไร? ตระกูลเติ้งก็หาใช่ชาวบ้านร้านตลาดที่ไร้กำลังจ้างบ่าวไพร่เสียเมื่อไหร่!

ทว่าในเมื่อจัดเตรียมคนดูแลไว้พร้อมสรรพ แต่บุตรสาวกลับยังออกไปก่อเรื่องฉาวโฉ่เยี่ยงนั้นได้ เรื่องนี้จะอธิบายอย่างไร? จะหาเหตุผลใดมาล้างตัวให้พ้นผิด?

เจ้า... เจ้าค่ะ... ย่อมเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว...” รอยยิ้มบนหน้าฮูหยินเติ้งยามนี้ดูขี้เหร่ยิ่งกว่ายามร้องไห้เสียอีก

เหลียนฟางโจวยิ้มกว้างขึ้น พลันเอ่ยต่อ “ทว่า จากที่ข้าได้พบคุณหนูเติ้งคราล่าสุด ข้ากลับมิรู้สึกว่าอาการของนางจะเลวร้ายถึงเพียงนั้น! กิริยาท่าทางคำพูดคำจาของนาง ล้วนดูปกติสามัญยิ่งนัก! มิเห็นแววว่าจะเป็นผู้ที่สติฟั่นเฟือนหรือมีปัญหาทางจิตใจแม้แต่น้อย”

ฮูหยินเติ้งหน้าถอดสีอุทาน "เอ๊ะ!" ออกมาคราหนึ่ง ก่อนจะสะดุ้งสุดตัวเงยหน้าจ้องมองเหลียนฟางโจวตาค้าง

ยามเมื่อสบประสานกับสายตาอันเย็นเยียบเยี่ยงเหมันตฤดูและทรงอำนาจที่จ้องตรงมา ฮูหยินเติ้งถึงกับสั่นสะท้านไปทั้งร่าง รีบหลบสายตาด้วยความลนลานทำตัวมิถูก

เหลียนฟางโจวยิ้มบางๆ เตรียมจะลุกขึ้นกล่าวลา

ทว่ามิทันได้ขยับกาย เติ้งเมิ่งหานพลันพรวดพราดเข้ามาจากด้านนอก บ่าวไพร่ที่พยายามขวางไว้มิอาจยับยั้งนางได้เลย

"ท่านแม่! ท่านแม่! ไฉนอยู่ดีๆ ถึงจะให้ข้าไปที่ไร่นา? ข้าไม่ไป! ข้าจะรอหมอเทวดารักษาหน้าของข้า! ข้าไม่ไปที่ใดทั้งนั้น!" เติ้งเมิ่งหานก้าวเข้ามาพลางบ่นอุบอิบด้วยความมิจอยใจ

"หานเอ๋อร์!" ฮูหยินเติ้งใจหายวาบ รู้ซึ้งว่ายามนี้มิอาจกู้สถานการณ์กลับคืนมาได้แล้ว

เหลียนฟางโจวยกยิ้มที่มุมปาก นางยังคงนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้เยี่ยงผู้ที่ถือไพ่เหนือกว่า ก่อนจะเอ่ยด้วยท่าทีสงบว่า "คุณหนูสามตระกูลเติ้ง มิได้พบกันเสียหลายวัน ดูท่าทางคุณหนูจะสบายดีมิน้อยนะ!"

เติ้งเมิ่งหานตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาป นางหันไปมองครั้นเห็นชัดว่าเป็นเหลียนฟางโจวก็กรีดร้องออกมา "อ๊าย!" พลางโพล่งถาม "เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร!"

เหลียนฟางโจวยิ้มอย่างเกียจคร้าน "ข้ามาเยี่ยมเยียนในฐานะแขก มีสิ่งใดน่าแปลกใจรึ?"

"เจ้า... เจ้า—" เติ้งเมิ่งหานหวาดผวาจนวิญญาณแทบหลุดจากร่าง หัวใจเต้นระรัวปานกลองรบ สีหน้าเปลี่ยนสลับไปมา จ้องมองเหลียนฟางโจวอย่างลนลานทำอะไรมิถูก

ส่วนฮูหยินเติ้งนั้นตกที่นั่งลำบากยิ่งกว่า นางเพิ่งจะปดไปหยกๆ ว่าบุตรสาวมิได้อยู่ในจวน!

เหลียนฟางโจวยิ้มพลางลุกขึ้น "ยามนี้เริ่มจะค่ำมืดแล้ว ข้ามิรบกวนดีกว่า ฮูหยินเติ้ง คุณหนูสาม ข้าขอลา! พรุ่งนี้... ข้าจะมาใหม่!"

กล่าวจบ นางก็ปรายตามองสองแม่ลูกด้วยสายตามีเลศนัย ก่อนจะนำบ่าวไพร่เดินจากไปอย่างสง่าผ่าเผย

คล้อยหลังเหลียนฟางโจว เติ้งเมิ่งหานถึงกับเข่าอ่อนทรุดลงไป ดีที่ยังคว้าที่เท้าแขนไว้ได้ทันจึงมิล้มพับลงกับพื้น

เหล่าสาวใช้ต่างร้องอุทานด้วยความตกใจ รีบปราดเข้าไปประคอง

เติ้งเมิ่งหานปล่อยให้บ่าวพยุงตัวนั่งลง นางคว้าสาบเสื้อของมารดาไว้แน่นพลางละล่ำละลัก "ท่านแม่! ท่านแม่! ไฉนนางถึงมาอยู่ที่นี่ได้! เป็นไปได้อย่างไร! นาง... นางควรจะตายไปแล้วมิใช่หรือ? นางควรจะตายไปแล้วสิ!"

ฮูหยินเติ้งไหนเลยจะกล้าบอกข่าวเรื่องเหลียนฟางโจวรอดชีวิตให้นางรู้? นางเพียรปกปิดมาตลอด ใครจะคาดว่าสุดท้ายกลับความแตกเอาวันนี้!

"เจ้ายังมีหน้ามาพูดอีกรึ" ฮูหยินเติ้งกล่าวปนน้ำตา "เจ้าถามข้า แล้วข้าจะไปถามใคร? พวกเจ้ายังเยาว์วัยนัก เห็นความแค้นใหญ่หลวงจนบังตา คิดจะแก้แค้นพ่วงด้วยการระบายโทสะ! ทว่าในโลกนี้มีเรื่องสมมาดปรารถนาถึงเพียงนั้นที่ใด? ในเมื่อเจ้ากล้าทำถึงเพียงนี้ เหตุใดมิบอกข้าแต่แรก ข้าย่อมมิปล่อยให้พวกเจ้าทำเรื่องเหลวไหลเช่นนี้ หากลงมือให้ปลิดทิ้งสิ้นซากแต่แรกย่อมดีกว่า!"

เติ้งเมิ่งหานเสียงสั่น "ท่านแม่ ข้าควรทำเช่นไรดี? นาง... นางจะจัดการข้าหรือไม่? ข้ามิต้องการเช่นนั้นนะท่านแม่!"

"เอาเถิดๆ! อย่ากลัวไปเลย!" ฮูหยินเติ้งรวบบุตรสาวมากอดปลอบประโลม "แม่จะช่วยเจ้าเอง แม่จะช่วยเจ้า..."

"ช่วยอย่างไร? ท่านแม่จะช่วยข้าประการใด?" เติ้งเมิ่งหานราวกับพบขอนไม้กลางสมุทร นางเงยหน้าขึ้นทันที ดวงตาที่รื้นด้วยคราบน้ำตาจ้องมองมารดาด้วยความกระวนกระวาย

"..." ฮูหยินเติ้งชะงักไปครู่หนึ่งก่อนกล่าว "รอพ่อของเจ้ากลับมา แม่จะปรึกษากับเขา พ่อของเจ้าต้องมีวิธีแน่..." อย่างมากก็แค่ให้กิจการของตระกูลเติ้งเสียหายไปบ้างเท่านั้น

เมื่อเติ้งเมิ่งหานได้ยินถึงบิดา นางก็แสดงท่าทีขลาดกลัวออกมาอย่างเห็นได้ชัด ฮูหยินเติ้งเห็นแล้วยิ่งปวดใจ ได้แต่ปลอบขวัญนางอยู่นาน

หลังมื้อค่ำ ฮูหยินเติ้งลังเลอยู่นาน ในที่สุดก็แข็งใจบอกเล่าเรื่องราวทั้งหมด ตั้งแต่ต้นสายปลายเหตุให้ใต้เท้าเติ้งฟัง

มิทันที่นางจะกล่าวจบ ใต้เท้าเติ้งก็ทั้งตระหนกทั้งโกรธแค้น บริภาษออกมามิน้อยว่า "นังลูกสารเลว!" เมื่อฟังจบเขาก็สั่งคนให้ไปตามตัวเติ้งเมิ่งหานมาพบทันที

ฮูหยินเติ้งร้องไห้พลางรั้งเขาไว้ "เรื่องราวมาถึงขั้นนี้แล้ว ต่อให้ท่านตีนางให้ตายจะมีประโยชน์อันใด! ท่านพี่รีบหาทางออกเถิด! หานเอ๋อร์ก็น่าเวทนาพอแล้ว ท่านพี่ทนเห็นหลี่ฮูหยินรังแกนางได้ลงคอเชียวหรือ!"

 

1 ความคิดเห็น: