บทที่ 1334 เจตนาที่ยากแท้หยั่งถึง
ใครจะคาดคิด คนที่ถูกส่งไปเชิญหมอเทวดาเซวเกรงว่ายังมิทันถึงเมืองหลวงเสียด้วยซ้ำ
ข่าวคราวเรื่องหลี่ฮูหยินกลับคืนสู่เมืองหนานไห่ก็แพร่งพรายออกมา!
มิต่างอันใดกับสายฟ้าฟาดลงกลางวันแสกๆ!
เหลียนฟางโจวเฝ้าสังเกตการณ์อยู่ครู่หนึ่ง
ในใจก็กระจ่างแจ้งไปกว่าครึ่ง
เมื่อเห็นฮูหยินเติ้งยังคงแสร้งทำไขสือมิปริปากเอ่ยอันใด
นางก็ลอบแค่นยิ้มเย็นชาอยู่ในที
นางวางถ้วยชาในมือลงแผ่วเบา ก่อนจะเอ่ยยิ้มๆ
“มิได้พบคุณหนูสามตระกูลเติ้งเสียนาน นางอยู่ที่ใดเล่า? เหตุใดฮูหยินเติ้งมิเชิญนางออกมาพบปะกันเสียหน่อย?”
“เอ๊ะ!” ฮูหยินเติ้งอุทานเสียงหลง
สีหน้าเปลี่ยนแปรไปเล็กน้อย นางรวบรวมสมาธิฝืนปั้นยิ้มตอบว่า “หานเอ๋อร์นาง...
นางร่างกายมิสู้ดี ยามนี้พักรักษาตัวอยู่ที่ไร่นานอกเมือง มิได้อยู่ในจวนเจ้าค่ะ”
สิ้นคำนั้น ฮูหยินเติ้งพลันแสร้งทอดถอนใจ
สีหน้าเปี่ยมด้วยความเวทนาและระทมทุกข์
“เด็กคนนั้นนับแต่เสียโฉมจนการหมั้นหมายกับคุณชายใหญ่ตระกูลเหลียงต้องล้มเลิกไป
นางก็ได้รับความกระทบกระเทือนใจอย่างหนัก
จนสติสตังเริ่มเลอะเลือนฟั่นเฟือนไปเสียแล้ว เฮ้อ... บ่อยครั้งที่นางมิทราบด้วยซ้ำว่าตนเองกระทำสิ่งใดลงไป!
ข้าที่เป็นแม่ คิดขึ้นมาคราใดก็ปวดใจเหลือแสน!
เสียดายที่ทำได้เพียงเบิกตากลางมองดู มิอาจยื่นมือเข้าช่วยอันใดได้
ใครใช้ให้นางวาสนาน้อยเยี่ยงนี้เล่า...”
กล่าวพลางทอดถอนใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ยามคิดถึงเรื่องโศกเศร้าก็น้ำตาหยดร่วง ร้อนถึงต้องหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับเบาๆ
“นับว่ามิสู้ดีจริงๆ!” เหลียนฟางโจวเอ่ย
“มิคาดว่าคุณหนูสามจะมีวาสนาอาภัพถึงเพียงนี้ อายุยังน้อยกลับต้องมาเป็นเช่นนี้
ต่อไปจะทำเยี่ยงไรเล่า! มิทราบว่าอาการของคุณหนูสามเป็นเช่นนี้มานานเท่าใดแล้ว?”
“หานเอ๋อร์วาสนาน้อย จะทำประการใดได้!”
ฮูหยินเติ้งถอนใจพลางรำพันต่อ “นับแต่เสียโฉมแล้วส่องคันฉ่องดูตนเอง
นางก็เริ่มผิดปกติไป ยามนั้นยังมิทรุดหนักเท่าใด
ทว่าเมื่อสองเดือนก่อนกลับอาการหนักขึ้นเรื่อยๆ!
บางคราแม้แต่ข้าที่เป็นแม่นางก็ยังจำมิได้ ยามลุแก่โทสะก็ไล่ทุบตีผู้คนมิเลือกหน้า!
มิกลัวหลี่ฮูหยินจะหัวเราะเยาะ แม้แต่ข้าเอง...
ก็เคยถูกนางผลักจนล้มลุกคลุกคลานมาแล้ว!”
เหลียนฟางโจวลอบแค่นยิ้มในใจ: นี่คิดจะหาทางลงให้นางรึ? ก็นับว่ามิได้โง่เขลานัก! ทว่า ข้ออ้างก็คือข้ออ้าง
ใช้ปัดสอยไปได้เพียงชั่วคราวแต่หามีน้ำหนักไม่!
หากข้ายอมรามือเพียงเพราะคำกล่าวไม่กี่ประโยคนี้ มิมันง่ายดายเกินไปหน่อยหรือ!
เช่นนั้นแล้ว
ความทุกข์ระทมที่นางต้องเผชิญยามเฉียดกรายชายคาความตายมาหลายครานั้น
มิต้องสูญเปล่าหรอกรึ?
“นางเป็นคนป่วย เรื่องเยี่ยงนี้มีอันใดน่าขบขัน!”
เหลียนฟางโจวยิ้มพลางกล่าว “ในเมื่ออาการของคุณหนูสามทรุดโทรมถึงเพียงนี้
ฮูหยินเติ้งคงต้องจัดเตรียมคนรับใช้ที่ไว้ใจได้คอยปรนนิบัติพัดวีข้างกายอย่างใกล้ชิดกระมัง?”
ฮูหยินเติ้งอ้าปากค้าง ร่างกายพลันแข็งทื่อไปทันที
ในเมื่อรู้แจ้งว่าบุตรสาวล้มป่วย
หากมิจัดแจงคนดูแลให้รัดกุมจะฟังขึ้นได้อย่างไร? ตระกูลเติ้งก็หาใช่ชาวบ้านร้านตลาดที่ไร้กำลังจ้างบ่าวไพร่เสียเมื่อไหร่!
ทว่าในเมื่อจัดเตรียมคนดูแลไว้พร้อมสรรพ
แต่บุตรสาวกลับยังออกไปก่อเรื่องฉาวโฉ่เยี่ยงนั้นได้ เรื่องนี้จะอธิบายอย่างไร? จะหาเหตุผลใดมาล้างตัวให้พ้นผิด?
“เจ้า... เจ้าค่ะ... ย่อมเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว...”
รอยยิ้มบนหน้าฮูหยินเติ้งยามนี้ดูขี้เหร่ยิ่งกว่ายามร้องไห้เสียอีก
เหลียนฟางโจวยิ้มกว้างขึ้น พลันเอ่ยต่อ “ทว่า
จากที่ข้าได้พบคุณหนูเติ้งคราล่าสุด
ข้ากลับมิรู้สึกว่าอาการของนางจะเลวร้ายถึงเพียงนั้น! กิริยาท่าทางคำพูดคำจาของนาง
ล้วนดูปกติสามัญยิ่งนัก!
มิเห็นแววว่าจะเป็นผู้ที่สติฟั่นเฟือนหรือมีปัญหาทางจิตใจแม้แต่น้อย”
ฮูหยินเติ้งหน้าถอดสีอุทาน "เอ๊ะ!" ออกมาคราหนึ่ง
ก่อนจะสะดุ้งสุดตัวเงยหน้าจ้องมองเหลียนฟางโจวตาค้าง
ยามเมื่อสบประสานกับสายตาอันเย็นเยียบเยี่ยงเหมันตฤดูและทรงอำนาจที่จ้องตรงมา
ฮูหยินเติ้งถึงกับสั่นสะท้านไปทั้งร่าง รีบหลบสายตาด้วยความลนลานทำตัวมิถูก
เหลียนฟางโจวยิ้มบางๆ เตรียมจะลุกขึ้นกล่าวลา
ทว่ามิทันได้ขยับกาย เติ้งเมิ่งหานพลันพรวดพราดเข้ามาจากด้านนอก
บ่าวไพร่ที่พยายามขวางไว้มิอาจยับยั้งนางได้เลย
"ท่านแม่! ท่านแม่! ไฉนอยู่ดีๆ
ถึงจะให้ข้าไปที่ไร่นา? ข้าไม่ไป!
ข้าจะรอหมอเทวดารักษาหน้าของข้า! ข้าไม่ไปที่ใดทั้งนั้น!"
เติ้งเมิ่งหานก้าวเข้ามาพลางบ่นอุบอิบด้วยความมิจอยใจ
"หานเอ๋อร์!" ฮูหยินเติ้งใจหายวาบ
รู้ซึ้งว่ายามนี้มิอาจกู้สถานการณ์กลับคืนมาได้แล้ว
เหลียนฟางโจวยกยิ้มที่มุมปาก
นางยังคงนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้เยี่ยงผู้ที่ถือไพ่เหนือกว่า
ก่อนจะเอ่ยด้วยท่าทีสงบว่า "คุณหนูสามตระกูลเติ้ง มิได้พบกันเสียหลายวัน
ดูท่าทางคุณหนูจะสบายดีมิน้อยนะ!"
เติ้งเมิ่งหานตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาป
นางหันไปมองครั้นเห็นชัดว่าเป็นเหลียนฟางโจวก็กรีดร้องออกมา "อ๊าย!"
พลางโพล่งถาม "เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร!"
เหลียนฟางโจวยิ้มอย่างเกียจคร้าน "ข้ามาเยี่ยมเยียนในฐานะแขก
มีสิ่งใดน่าแปลกใจรึ?"
"เจ้า... เจ้า—"
เติ้งเมิ่งหานหวาดผวาจนวิญญาณแทบหลุดจากร่าง หัวใจเต้นระรัวปานกลองรบ
สีหน้าเปลี่ยนสลับไปมา จ้องมองเหลียนฟางโจวอย่างลนลานทำอะไรมิถูก
ส่วนฮูหยินเติ้งนั้นตกที่นั่งลำบากยิ่งกว่า นางเพิ่งจะปดไปหยกๆ
ว่าบุตรสาวมิได้อยู่ในจวน!
เหลียนฟางโจวยิ้มพลางลุกขึ้น "ยามนี้เริ่มจะค่ำมืดแล้ว
ข้ามิรบกวนดีกว่า ฮูหยินเติ้ง คุณหนูสาม ข้าขอลา! พรุ่งนี้... ข้าจะมาใหม่!"
กล่าวจบ นางก็ปรายตามองสองแม่ลูกด้วยสายตามีเลศนัย
ก่อนจะนำบ่าวไพร่เดินจากไปอย่างสง่าผ่าเผย
คล้อยหลังเหลียนฟางโจว เติ้งเมิ่งหานถึงกับเข่าอ่อนทรุดลงไป
ดีที่ยังคว้าที่เท้าแขนไว้ได้ทันจึงมิล้มพับลงกับพื้น
เหล่าสาวใช้ต่างร้องอุทานด้วยความตกใจ รีบปราดเข้าไปประคอง
เติ้งเมิ่งหานปล่อยให้บ่าวพยุงตัวนั่งลง
นางคว้าสาบเสื้อของมารดาไว้แน่นพลางละล่ำละลัก "ท่านแม่! ท่านแม่!
ไฉนนางถึงมาอยู่ที่นี่ได้! เป็นไปได้อย่างไร! นาง... นางควรจะตายไปแล้วมิใช่หรือ? นางควรจะตายไปแล้วสิ!"
ฮูหยินเติ้งไหนเลยจะกล้าบอกข่าวเรื่องเหลียนฟางโจวรอดชีวิตให้นางรู้? นางเพียรปกปิดมาตลอด
ใครจะคาดว่าสุดท้ายกลับความแตกเอาวันนี้!
"เจ้ายังมีหน้ามาพูดอีกรึ"
ฮูหยินเติ้งกล่าวปนน้ำตา "เจ้าถามข้า แล้วข้าจะไปถามใคร? พวกเจ้ายังเยาว์วัยนัก เห็นความแค้นใหญ่หลวงจนบังตา
คิดจะแก้แค้นพ่วงด้วยการระบายโทสะ!
ทว่าในโลกนี้มีเรื่องสมมาดปรารถนาถึงเพียงนั้นที่ใด? ในเมื่อเจ้ากล้าทำถึงเพียงนี้
เหตุใดมิบอกข้าแต่แรก ข้าย่อมมิปล่อยให้พวกเจ้าทำเรื่องเหลวไหลเช่นนี้
หากลงมือให้ปลิดทิ้งสิ้นซากแต่แรกย่อมดีกว่า!"
เติ้งเมิ่งหานเสียงสั่น "ท่านแม่ ข้าควรทำเช่นไรดี? นาง... นางจะจัดการข้าหรือไม่? ข้ามิต้องการเช่นนั้นนะท่านแม่!"
"เอาเถิดๆ! อย่ากลัวไปเลย!"
ฮูหยินเติ้งรวบบุตรสาวมากอดปลอบประโลม "แม่จะช่วยเจ้าเอง
แม่จะช่วยเจ้า..."
"ช่วยอย่างไร? ท่านแม่จะช่วยข้าประการใด?"
เติ้งเมิ่งหานราวกับพบขอนไม้กลางสมุทร นางเงยหน้าขึ้นทันที
ดวงตาที่รื้นด้วยคราบน้ำตาจ้องมองมารดาด้วยความกระวนกระวาย
"..." ฮูหยินเติ้งชะงักไปครู่หนึ่งก่อนกล่าว
"รอพ่อของเจ้ากลับมา แม่จะปรึกษากับเขา พ่อของเจ้าต้องมีวิธีแน่..."
อย่างมากก็แค่ให้กิจการของตระกูลเติ้งเสียหายไปบ้างเท่านั้น
เมื่อเติ้งเมิ่งหานได้ยินถึงบิดา
นางก็แสดงท่าทีขลาดกลัวออกมาอย่างเห็นได้ชัด ฮูหยินเติ้งเห็นแล้วยิ่งปวดใจ
ได้แต่ปลอบขวัญนางอยู่นาน
หลังมื้อค่ำ ฮูหยินเติ้งลังเลอยู่นาน
ในที่สุดก็แข็งใจบอกเล่าเรื่องราวทั้งหมด ตั้งแต่ต้นสายปลายเหตุให้ใต้เท้าเติ้งฟัง
มิทันที่นางจะกล่าวจบ ใต้เท้าเติ้งก็ทั้งตระหนกทั้งโกรธแค้น
บริภาษออกมามิน้อยว่า "นังลูกสารเลว!"
เมื่อฟังจบเขาก็สั่งคนให้ไปตามตัวเติ้งเมิ่งหานมาพบทันที
ฮูหยินเติ้งร้องไห้พลางรั้งเขาไว้ "เรื่องราวมาถึงขั้นนี้แล้ว
ต่อให้ท่านตีนางให้ตายจะมีประโยชน์อันใด! ท่านพี่รีบหาทางออกเถิด!
หานเอ๋อร์ก็น่าเวทนาพอแล้ว
ท่านพี่ทนเห็นหลี่ฮูหยินรังแกนางได้ลงคอเชียวหรือ!"
ขอบคุณค่ะ รอติดตามตอนต่อไปค่ะ
ตอบลบ