บทที่ 1346 ระส่ำระสาย
เหลียนฟางโจวยิ้มบางพลางเงยหน้ามองหลี่ฟู่ เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“เราสามีภรรยาล้วนเป็นหนึ่งเดียวกัน เหตุใดต้องเอ่ยวาจาเกรงใจเช่นนั้นด้วยเล่า? อืม... ดูเหมือนท่านจะมิได้พูดเช่นนี้กับข้านานแล้วนะ
ฟังแล้วช่างจั๊กจี้หูพิกล!”
“เจ้านี่นะ!” หลี่ฟู่หัวเราะออกมาอย่างขบขัน
เขาโน้มตัวลงจุมพิตนางคราหนึ่ง พลางทอดถอนใจด้วยความรักใคร่สุดแสน
“ผู้อื่นมิล่วงรู้ความดีงามของเจ้า
มีหรือจะเข้าใจว่าเหตุใดข้าถึงปักใจมั่นเพียงเจ้าผู้เดียว!”
ใบหน้าเหลียนฟางโจวขึ้นสีระเรื่อ นางก้มหน้าลงซบอิงแอบในอ้อมอกเขา
หัวใจเปี่ยมล้นด้วยความหวานล้ำ
“นายท่านเติ้งผู้นั้น...” ครู่หนึ่งนางจึงเอ่ยขึ้นเบาๆ
“ยามนี้กักขังเขาไว้ก็ดูท่าจะมิมีประโยชน์อันใดแล้ว ปล่อยเขากลับไปเถิด!
ให้เขาได้กลับไปเห็น 'ผลงานอันยอดเยี่ยม' ที่บุตรชายทั้งสองทำไว้เสียหน่อย!”
หลี่ฟู่ยิ้มตอบ “ข้าเองก็กำลังจะปรึกษาเจ้าเรื่องนี้พอดี!
เช่นนั้นข้าจะไปจัดการเดี๋ยวนี้!”
วันรุ่งขึ้น ณ หุบเขาแห่งหนึ่งห่างจากตัวเมืองไปยี่สิบหลี่
ชาวนาที่ออกไปทำงานแต่เช้าตรู่ได้พบร่างของนายท่านเติ้งนอนหมดสติอยู่ในพงหญ้าข้างทาง
จึงรีบแจ้งทางการทันที
ทางการส่งคนนำตัวนายท่านเติ้งกลับสู่สกุลเติ้ง
พร้อมประกาศต่อภายนอกว่า: ถูกโจรลักพาตัว!
ใต้เท้าหลี่ผู้ว่าการมณฑลแสดงท่าทีเดือดดาลยิ่งนัก
สั่งการให้คนออกค้นหาทั่วบริเวณขุนเขาอย่างเร่งด่วน และแน่นอนว่าย่อม
"พบร่องรอยโจร"
ทว่าน่าเสียดายที่พวกมันหลบหนีไปอย่างไร้ร่องรอยเสียแล้ว...
นายท่านเติ้งค่อยๆ ฟื้นคืนสติ เมื่อเห็นเติ้งฮูหยิน เติ้งไป๋อวี๋
และเติ้งไป๋ทง มีท่าทีลุกลี้ลุกลนกังวลใจ เขาก็ลอบถอนใจยาวพลางส่ายหน้า
“ข้ามิเป็นไร พวกเจ้ามิต้องกังวล!”
“นายท่านฟื้นก็ดีแล้ว หลายวันมานี้ท่านคงลำบากไม่น้อย!”
เติ้งฮูหยินซับน้ำตา
“ลำบากงั้นรึ?” นายท่านเติ้งแค่นเสียงเย็น
ย่อมต้องลำบากแน่นอน แม้อาหารการกินจะสมบูรณ์ดี
ทว่าความทุกข์ตรมในใจนั้นยากจะพรรณนา! หนี้แค้นนี้ เขาต้องสะสางในสักวัน!
นายท่านเติ้งมิอาจทนรั้งอยู่บนเตียงได้นาน
เขาทำความสะอาดร่างกายและรวบรวมพละกำลัง
ก่อนจะเรียกบุตรชายทั้งสองเข้าไปในห้องหนังสือทันที
“ยามที่ข้าไม่อยู่
ทุกอย่างในบ้านและร้านค้ายังเรียบร้อยดีอยู่หรือไม่?” นายท่านเติ้งถือถ้วยชาร้อน
เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเนิบช้า
เติ้งไป๋อวี๋และเติ้งไป๋ทงสบตากันด้วยความประหวั่น
ใจสั่นระรัวจนอึกอักมิกล้าเอ่ยคำจริงต่อหน้าบิดา
นายท่านเติ้งฉลาดปราดเปรื่องเพียงใด พลันคิดขึ้นได้ว่า: หลี่ฟู่และเหลียนฟางโจวกักขังข้าไว้หลายวันเช่นนี้
หรือคิดจะอาศัยจังหวะที่ข้าไม่อยู่ลงมือกับสกุลเติ้ง?
ยิ่งคิดก็ยิ่งใจหาย สีหน้านายท่านเติ้งพลันมืดครึ้ม ตวาดเสียงต่ำ
“หลังจากข้าไป เกิดเรื่องอันใดขึ้นในบ้านกันแน่ ยังไม่รีบสารภาพมาอีก!”
เติ้งไป๋อวี๋ในฐานะบุตรชายคนโตมิอาจเลี่ยงได้
จึงได้แต่กัดฟันเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดออกมา...
นายท่านเติ้งโกรธจนมือสั่น
ถ้วยชาในมือเอียงกะเท่เล่จนน้ำชารดรินรดตัวก็ยังมิรู้สึกตัว
เขาชี้หน้าบุตรชายทั้งสองด้วยอาการสั่นเทา “ดี! ดี! ดีมาก! เจ้าลูกเนรคุณทั้งสอง
หลายปีมานี้ข้าเสียแรงสั่งสอนพวกเจ้าจริงๆ! สาขาเฉวียนโจวปิดลงได้อย่างไร? เจ้าใหญ่... เจ้าโดนผีเข้าสิงหรือไร!”
เรื่องอื่นใดเมื่อเทียบกับเรื่องนี้ล้วนกลายเป็นเรื่องขี้ผง
ยามได้ยินว่าสาขาเฉวียนโจวถูกปิด
นายท่านเติ้งโกรธจนร่างกายเย็นเฉียบไปถึงขั้วหัวใจ!
เติ้งไป๋ทงลอบถอนใจด้วยความโล่งอก
เรื่องที่เฉวียนโจวนั้นมิเกี่ยวข้องกับเขาแม้แต่น้อย
แม้เขาจะไม่เข้าใจว่าเหตุใดบิดาถึงได้พิโรธเรื่องนี้เป็นพิเศษก็ตาม
ทว่าเติ้งไป๋อวี๋กลับคิดต่าง
เมื่อเห็นบิดาเอาแต่จี้จุดเรื่องที่เขาจัดการเพียงลำพัง—ที่สำคัญคือเขาคิดว่าเรื่องนี้เขาตัดสินใจได้ถูกต้องที่สุดแล้ว!
“ท่านพ่อ ข้ารู้ว่าท่านอาลัยอาวรณ์
ข้าเองก็ปวดใจไม่แพ้กัน ทว่าสถานการณ์ยามนั้นหากมิทำเช่นนี้ก็ไร้หนทางรอด!”
เติ้งไป๋อวี๋หน้าซีดเผือดพลางอธิบายเหตุผลอีกครา ในสถานการณ์ที่ต้องเลือก
เขาเลือกสิ่งที่คิดว่าเป็นประโยชน์ต่อสกุลเติ้งที่สุด มันผิดตรงไหน?
“เจ้ายังกล้าย้อนคำรึ!”
นายท่านเติ้งโกรธจนตบโต๊ะเสียงดังปัง “เจ้าลองใช้สมองตรองดู!
นั่นคือสาขาอันดับหนึ่งของสกุลเติ้ง เป็นร้านที่ใหญ่และดีที่สุด!
ยามนี้มันปิดตัวลงแล้ว
เจ้าคิดว่าบรรดาหลงจู๊และลูกจ้างที่อื่นจะมองสกุลเติ้งเราอย่างไร? พวกเขาจะคิดว่าสกุลเติ้งถึงกาลอวสาน ไร้กำลังจะค้ำจุนอีกต่อไป! มิเช่นนั้น
มีหรือจะยอมปิดสาขาอันดับหนึ่งลง! เมื่อใจคนแตกซ่าน
การค้ายังจะดำเนินต่อได้อีกรึ!”
เติ้งไป๋อวี๋และเติ้งไป๋ทงหน้าถอดสี อุทานออกมาด้วยความตระหนก
เติ้งไป๋อวี๋รู้สึกได้ถึงเหงื่อกาฬที่ไหลโซมหน้าผาก
เอ่ยด้วยเสียงสั่นเครือ “มิน่าเล่า... มิน่าเล่า...”
มิน่าเล่าเมื่อวานนี้บรรดาหลงจู๊และลูกจ้างถึงพากันขอลาออก
มิน่าเล่าเหล่าคู่ค้าถึงได้แห่กันมาทวงหนี้และสะสางบัญชีกันขนานใหญ่...
เติ้งไป๋อวี๋ทรุดกายลงคุกเข่า “ท่านพ่อ เป็นข้าที่เลอะเลือน!
ข้าเลอะเลือนไปแล้ว! ยามนี้เราควรทำเช่นไรดี!”
“ทำเช่นไรงั้นรึ?” นายท่านเติ้งรู้สึกปวดเสียดที่หน้าอก
เอ่ยว่า “ยังจะทำอันใดได้? อย่างน้อยก็ต้องตระเวนไปตามหัวเมืองต่างๆ
เจรจากับหลงจู๊ สมุห์บัญชี และหัวหน้าคนงานตามสาขาต่างๆ
เพื่อเรียกขวัญกำลังใจคืนมา... แต่ช่างเถิด!”
นายท่านเติ้งเอ่ยไปพลางใจก็ห่อเหี่ยวลง ทอดถอนใจว่า “ข้าประเมินพลาดไป
ข้านึกไม่ถึงจริงๆ! ฮูหยินหลี่ผู้นั้น... สตรีที่ยังเยาว์วัยเพียงนั้น
กลับมีเล่ห์เหลี่ยมและชั้นเชิงถึงเพียงนี้! ตั้งแต่ต้น
นางแสร้งเล่นละครเพื่อลวงตาข้า ข้าตกหลุมพรางนางเข้าเสียแล้ว! มิเช่นนั้น
ต่อให้ต้องส่งตัวหานเอ๋อร์ออกไป
ข้าก็ย่อมมิมีวันมอบเส้นทางการค้าทั้งสามสายนั้นให้นางเป็นอันขาด!
ก้าวพลาดเพียงก้าวเดียว พลาดพลั้งไปเสียทุกก้าว!
ยามนี้จะมาพูดเรื่องนี้อีกก็ไร้ประโยชน์แล้ว!”
นายท่านเติ้งหลับตาลงด้วยความเหนื่อยล้า
เติ้งไป๋อวี๋และเติ้งไป๋ทงต่างนิ่งเงียบ
พลันรู้สึกถึงความเศร้าสลดประดุจสุนัขจนตรอกที่สิ้นไร้หนทาง
เมื่อเพียงหนึ่งหรือสองเดือนก่อน
สกุลเติ้งยังคงรุ่งเรืองเฟื่องฟูประดุจอาทิตย์อุทัย ใครจะคาดคิดว่ายามวิมานพังทลาย
จะรวดเร็วปานสายฟ้าแลบถึงเพียงนี้!
ชั่วพริบตาเดียว ราวกับผ่านไปแล้วหนึ่งชาติภพ
ประหนึ่งติดอยู่ในความฝัน
นายท่านเติ้งแค่นหัวเราะ “เหอะๆ” เอ่ยเสียงเรียบว่า
“ยามนี้เงินทองในบ้านคงถูกผลาญไปเกือบสิ้นแล้วกระมัง? การค้าทุกหนแห่งคงติดขัดยากเข็ญไปหมดแล้วใช่หรือไม่?”
“ท่านพ่อ...”
เติ้งไป๋อวี๋และเติ้งไป๋ทงอับอายจนแทบแทรกแผ่นดินหนี
นายท่านเติ้งโบกมือพลางว่า “ยามกำแพงพัง ทุกคนย่อมรุมผลัก พวกเจ้าควรจะเข้าใจหลักการนี้ตั้งนานแล้ว
เพียงแต่เมื่อเกิดขึ้นกับตนเองจึงยากจะยอมรับได้! มิโทษพวกเจ้าหรอก!
เป็นเพราะฮูหยินหลี่ผู้นั้นวางแผนอย่างแยบยลในยามที่เรามิได้ระวัง
แม้แต่ข้ายังดูนางพลาดไป! นึกไม่ถึงจริงๆ ว่าในโลกนี้จะมีสตรีเช่นนาง! น่ากลัว...
ช่างน่ากลัวเหลือเกิน!”
เติ้งไป๋ทงยังนึกไม่ยินยอม แค่นเสียงว่า
“หากนางมิใช่ฮูหยินผู้ว่าการมณฑล...”
นายท่านเติ้งชายตาคว่ำมองเขา เอ่ยเรียบๆ ว่า
“หากนางมิใช่ฮูหยินผู้ว่าการมณฑล สกุลเติ้งของเราคงย่อยยับยิ่งกว่านี้!”
เติ้งไป๋อวี๋ก็มินึกยินยอมเช่นกัน
ทว่าเมื่อได้ยินบิดาเอ่ยเช่นนั้นก็มิกล้าขัดคอ จึงเอ่ยถามขึ้นว่า
“ข้าเพียงมิเข้าใจ เบี้ยหวัดของผู้ว่าการมณฑลจะมีสักเท่าใดกัน? ฮูหยินหลี่ไปเอาเงินทองมากมายมหาศาลเช่นนั้นมาจากที่ใด!”
สกุลเติ้งต้องพ่ายแพ้ครานี้ หากเอ่ยให้ถึงที่สุด
ก็คือพ่ายแพ้ต่ออำนาจเงินในมือนาง
นายท่านเติ้งชะงักไป พลันนึกสงสัยขึ้นมาเช่นกัน
ปัญหานี้เขาไม่เคยเฉลียวใจมาก่อน!
แม้ฮูหยินหลี่จะสนิทสนมกับเหล่าฮูหยินในเมืองหนานไห่อยู่มาก
ทว่าต่อให้หยิบยืมเงินทองมา ก็มิอาจรวบรวมได้มหาศาลถึงเพียงนี้ มิหนำซ้ำ
หากมีการหยิบยืมจริง ย่อมมิอาจปิดข่าวได้เงียบเชียบไร้ร่องรอยเช่นนี้!
“ท่านพ่อ!” นัยน์ตาของเติ้งไป๋อวี๋เป็นประกาย
เอ่ยหยั่งเชิงว่า “หรือว่า... พวกเราจะส่งฎีกาฟ้องร้องเขาต่อราชสำนักดี!”
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น