วันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1348 แผนการจัดตั้งสมาคมการค้า

 

บทที่ 1348 แผนการจัดตั้งสมาคมการค้า

เดิมที นายท่านเติ้งวางแผนไว้ว่าในจังหวะที่สกุลเติ้งถอนตัวออกไป เขาจะจงใจปล่อยให้ตระกูลเหลียงเข้ารับช่วงต่อกิจการสำคัญๆ ทั้งหมด—มิใช่ว่าเขาไม่แค้นที่ตระกูลเหลียงนิ่งดูดายมิยอมช่วยชีวิต ทว่ามีเพียงการมอบทรัพยากรเหล่านี้ให้ตระกูลเหลียงเท่านั้น ที่จะทำให้ตระกูลเหลียงมีขุมกำลังกล้าแกร่งพอจะงัดข้อกับทางการ ซึ่งนั่นหมายถึงโอกาสที่ซ่อนอยู่สำหรับเขาในอนาคต!

อีกทั้งในอดีตยามทำธุรกิจ เขาเคยใช้วิธีการที่เหี้ยมเกรียมมาไม่น้อย ยามนี้เมื่อตกยาก ย่อมเลี่ยงมิได้ที่จะมีคนรอซ้ำเติมหรือหาจังหวะล้างแค้น การทำดีกับตระกูลเหลียงไว้จึงเป็นการฝากบุญคุณเพื่อให้ตระกูลเหลียงคอยคุ้มกะลาหัว ช่วยลดทอนปัญหาที่จะตามมาได้มหาศาล

ทว่าเมื่อกระแสลมเปลี่ยนทิศ โดยเฉพาะเมื่อได้ยินว่าฮูหยินผู้ว่าการมณฑลได้เปรยเจตนารมณ์นี้อย่างชัดเจนในงานเลี้ยงน้ำชาเหล่าฮูหยิน ไม่ว่าทางการจะให้ราคาเท่าใด สกุลเติ้งก็จำต้องส่งมอบเส้นทางการค้าทั้งหมดออกมา!

มิเช่นนั้น ย่อมเท่ากับเป็นการประกาศตัวเป็นศัตรูกับเหล่าพ่อค้าและเศรษฐีทั่วทั้งมณฑลหนานไห่! ถึงเวลานั้น ต่อให้มีสิบตระกูลเหลียง ก็มิอาจคุ้มครองความปลอดภัยให้สกุลเติ้งได้

ยิ่งกว่านั้น คนตระกูลเหลียงก็มิใช่คนโง่ ในสถานการณ์เช่นนี้ พวกเขาไม่มีทางรับช่วงเส้นทางการค้าจากสกุลเติ้งแน่ ตระกูลเหลียงต่อให้โอหังเพียงใดก็ยังต้องอาศัยอยู่ในหนานไห่ การล่วงเกินคนทั้งหมดในคราวเดียวมิต่างจากการขุดหลุมฝังศพตนเอง!

เติ้งไป๋อวี๋และเติ้งไป๋ทงเมื่อได้ยินข่าวลือเหล่านี้ ประกอบกับมีผู้คนมากมายดาหน้าเข้ามาประจบประแจงเพื่อสืบความ เพราะคิดว่าสกุลเติ้งต้องรู้ตื้นลึกหนาบาง ทำให้สองพี่น้องหงุดหงิดระคนแค้นใจยิ่งนัก

และเมื่อหลี่ฟู่สั่งการให้ใต้เท้าชานเจิ้งส่งเทียบเชิญนายท่านเติ้งและเหล่านายห้างชื่อดังหลายท่านมาพบกันที่ศาลาว่าการ ข้อสันนิษฐานต่างๆ ก็ยิ่งพวยพุ่งประดุจสาดน้ำมันเข้ากองไฟ

"ท่านพ่อ นี่คือโอกาสที่เจ้าหลี่ฟู่รนหาที่ตายมาถึงหน้าประตูบ้านเอง! เราต้องขูดรีดมันให้หนัก!" เติ้งไป๋อวี๋และน้องชายต่างเห็นพ้อง วาจาที่เอ่ยออกมาแฝงไปด้วยความสะใจที่ได้แก้แค้น

นายท่านเติ้งลอบผิดหวังในใจลึกๆ เหตุใดบุตรชายของเขาถึงได้สายตาสั้นเพียงนี้! ยามหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ ยังจะมาห่วงชิงดีชิงเด่นเรื่องนี้ไปเพื่ออะไร?

ยามนี้นายท่านเติ้งไม่มีกะจิตกะใจจะสั่งสอน จึงเอ่ยเพียงว่า "เรื่องนี้พวกเจ้าไม่ต้องยุ่ง! ข้ามีแผนการในใจแล้ว!"

เมื่อเห็นบุตรชายทั้งสองยังไม่ยินยอม เขาจึงทอดถอนใจพลางสำทับ "พวกเจ้าลองคิดดู ในเมื่อเราตัดสินใจจะถอนตัว เส้นทางการค้าเหล่านี้ย่อมต้องสละออกไป ยามนี้สามารถแลกเป็นเงินกลับมาได้ก็นับเป็นลาภลอยแล้ว อย่าได้ก่อเรื่องวุ่นวายสร้างอุปสรรคให้เสียการ มันไม่มีประโยชน์อันใดต่อเราเลย!"

"แต่นี่ทางการเป็นฝ่ายเสนอซื้อเองนะขอรับ มิใช่เราไปบังคับ การต่อรองราคาเป็นเรื่องปกติธรรมดาสามัญ มิได้ใช้เล่ห์กลอันใดเสียหน่อย!" เติ้งไป๋ทงแย้งอย่างไม่ลดละ

นายท่านเติ้งเอ่ยเสียงเรียบ "ข้าบอกแล้วไงว่า การแก่งแย่งชิงดีชั่วคราวไม่มีความหมายอันใด!"

เติ้งไป๋อวี๋และเติ้งไป๋ทงมิอาจขัดใจบิดาได้ จึงได้แต่สงบปากสงบคำ

ทว่าลับหลังบิดา ทั้งสองกลับปรับทุกข์กันด้วยความเวทนา: ท่านพ่อแก่ชราไปแล้วจริงๆ! สิ้นไร้ซึ่งความทะเยอทะยาน! สงสัยคราวที่ถูกกักตัวไว้ในศาลาว่าการคงจะถูกทรมานจนขวัญหนีดีฝ่อไปสิ้น ความมุ่งมั่นอันยิ่งใหญ่หายสาบสูญไปหมดแล้ว!

แม้ภาพนอกจะทำเป็นกตัญญูเชื่อฟัง ทว่าในใจกลับมีความคิดเป็นของตนเอง หรือที่เรียกว่า "ต่อหน้ามะพลับ ลับหลังตะโก"

ทางด้านหลี่ฟู่และเหล่าขุนนางกำลังเตรียมงานเลี้ยงเพื่อรับรองนายท่านเติ้งและบรรดาพ่อค้าผู้ครองเส้นทางการค้า ส่วนทางด้านเหลียนฟางโจวนั้นเล่า ก็นำเทียบเชิญส่งไปถึง สะใภ้สามแห่งสกุลเล่อเจิ้ง เพื่อเชิญมาชมบุปผาและสนทนาปราศรัยที่จวน

หลินอวี่ฮุ่ยย่อมล่วงรู้แก่ใจดีว่า ในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ การที่เหลียนฟางโจวเจาะจงเชิญนางมาชมบุปผาเพียงลำพัง ย่อมมิใช่เรื่องการชื่นชมดอกไม้เพียงอย่างเดียวแน่

เป็นไปตามคาด เหลียนฟางโจวแสร้งเผยเจตนารมณ์ออกมาอย่างแนบเนียนว่า ใต้เท้าผู้ว่าการมณฑลปรารถนาจะเชิญ ท่านผู้เฒ่าเล่อเจิ้ง มาดำรงตำแหน่ง "ประธานสมาคมการค้าหนานไห่" โดยให้เหตุผลว่าสกุลเล่อเจิ้งเป็นตระกูลเก่าแก่ที่ทรงอิทธิพลและมีชื่อเสียงเรื่องความเมตตาเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่มาโดยตลอด คุณธรรมของท่านผู้เฒ่าเป็นที่สรรเสริญไปทั่ว มีเพียงท่านเท่านั้นที่คู่ควรกับภารกิจอันหนักอึ้งนี้

ทั้งยังสำทับว่า ตำแหน่งประธานสมาคมจะมีวาระเพียง 3 ปี และดำรงตำแหน่งติดต่อกันได้ไม่เกิน 2 วาระ ย่อมมิทำให้ท่านผู้เฒ่าต้องตรากตรำจนเกินกำลัง

เหลียนฟางโจวยังทิ้งท้ายไว้ว่า นี่คือโอกาสอันดีที่จะได้สร้างคุณประโยชน์ให้แก่ชาวหนานไห่ หากท่านผู้เฒ่ามิจิตศรัทธาก็น่าเสียดายยิ่งนัก


ข่าวเรื่องที่ทางการจะเรียกคืนเส้นทางการค้าและจัดตั้งสมาคมการค้ากำลังเป็นที่โจษจันไปทั่ว หลินอวี่ฮุ่ยที่พำนักอยู่ในเมืองหนานไห่พร้อมกับเล่อเจิ้งซั่นฉางย่อมมิตกข่าวนี้ ลับหลังสามีของนางก็เคยปรารภถึงเรื่องนี้อย่างเป็นกลาง ทว่าเมื่อถามว่าดีหรือร้าย เล่อเจิ้งซั่นฉางกลับทำเพียงยิ้มขื่นแล้วตอบว่า "มิอาจเอ่ยได้!"

หลินอวี่ฮุ่ยในยามนั้นอาจมิกระจ่างแจ้งว่า เหตุใดสำหรับตระกูลเล่อเจิ้งถึง "มิอาจเอ่ยได้"

เพราะหากเรื่องนี้สำเร็จ ต่อไปในหนานไห่จะมิมีตระกูลใดสามารถผูกขาดการค้าจนยิ่งใหญ่ได้เพียงลำพังอย่างสกุลเติ้งอีก! นั่นหมายความว่า พลังอำนาจของตระกูลใหญ่ในหนานไห่จะถูกบั่นทอนลงอย่างมหาศาล เพราะมิมอาจใช้การผูกขาดมาเป็นเครื่องมือสร้างอิทธิพลได้อีกต่อไป

และแน่นอนว่า แผนการที่สกุลเล่อเจิ้งคิดจะฉวยโอกาสยามสกุลเติ้งล่มสลายเพื่อฮุบส่วนแบ่งเส้นทางการค้า ก็ย่อมพังทลายลงด้วยเช่นกัน!

ทว่า หากมองในแง่ของส่วนรวม การกระทำนี้ส่งผลดีต่อการพัฒนาหนานไห่อย่างยิ่งยวด เมื่อหนานไห่เจริญรุ่งเรือง สกุลเล่อเจิ้งที่หยั่งรากลึกอยู่ที่นี่ย่อมได้รับผลประโยชน์มหาศาลตามไปด้วย

ด้วยเหตุนี้เอง มันจึงเป็นเรื่องที่ "มิอาจเอ่ยได้" ว่าดีหรือร้ายกันแน่


ก่อนหน้านี้ ท่านผู้เฒ่าเล่อเจิ้งเมื่อทราบข่าว ก็รีบสั่งให้เล่อเจิ้งซั่นฉางจับตาดูความเคลื่อนไหวของสกุลเติ้งและสกุลเหลียง หากทั้งสองตระกูลมิยินยอมและลอบลงมือขัดขวาง สกุลเล่อเจิ้งก็สามารถ "ช่วย" อยู่ห่างๆ ได้อย่างเงียบเชียบ เพื่อมิให้ตนเองต้องแปดเปื้อน โดยอ้างว่าเป็นเพียงการตัดสินใจส่วนตัวของเล่อเจิ้งซั่นฉาง

หากมองจากผลประโยชน์ของตระกูล ท่านผู้เฒ่าย่อมมิปรารถนาให้เรื่องนี้สำเร็จ หรืออย่างน้อยก็มิควรสำเร็จโดยง่าย

ทว่าสิ่งที่น่าประหลาดคือ ทั้งสกุลเติ้งและสกุลเหลียงกลับสงบนิ่งอย่างผิดปกติ มิมีความเคลื่อนไหวใดๆ เลย เมื่อเป็นเช่นนี้ สกุลเล่อเจิ้งจึงมิกล้าขยับตัวเช่นกัน

หลินอวี่ฮุ่ยนำคำพูดทุกคำของเหลียนฟางโจวมาถ่ายทอดให้เล่อเจิ้งซั่นฉางฟัง เล่อเจิ้งซั่นฉางนิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่ก่อนจะยิ้มขื่น “ฮูหยินหลี่ท่านนี้ช่าง... ป่านนี้ท่านปู่คงจะโกรธจนกระโดดตัวลอยแล้วกระมัง!”

หลินอวี่ฮุ่ยขมวดคิ้วพลางว่า “ฮูหยินหลี่มีท่าทีอ่อนโยนยิ่งนัก มิได้แฝงคำข่มขู่แม้เพียงครึ่งคำ อีกทั้งวาระหนึ่งก็แค่สามปี หากท่านปู่ทำครบวาระแล้วมิปรารถนาจะทำต่อก็ย่อมได้ ข้าเชื่อว่าฮูหยินหลี่ก็คงมิถือโทษโกรธเคืองอันใด”

เล่อเจิ้งซั่นฉางหัวเราะ “หากยอมรับทำไปแล้ว จะวาระหนึ่งหรือสองวาระต่างกันตรงไหนเล่า? ว่าแต่... ฮุ่ยเอ๋อร์ เจ้าเห็นว่าท่านปู่ควรรับตำแหน่งนี้รึ?”

เจ้าค่ะ” หลินอวี่ฮุ่ยลังเลเล็กน้อยก่อนพยักหน้า “นี่เป็นเรื่องใหญ่ของหนานไห่ ยามนี้บ้านใดต่างก็วิพากษ์วิจารณ์กันเซ็งแซ่ พูดตามตรง หลายปีมานี้มิเคยมีเรื่องใดทำให้ผู้คนตื่นตัวและกระตือรือร้นได้ถึงเพียงนี้! หากท่านปู่มิรับตำแหน่ง ทั้งที่ฮูหยินหลี่อุตส่าห์เชิญชวนด้วยไมตรีถึงเพียงนี้ ข้าเกรงว่า... ชื่อเสียงและความเคารพยำเกรงต่อสกุลเล่อเจิ้งจะมัวหมองลงมิน้อย”

 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น