บทที่ 1347 ถอนตัว
หากมีการยักยอกเงินมหาศาลถึงเพียงนี้ เมื่อถูกเปิดโปงออกไป
ตำแหน่งผู้ว่าการมณฑลย่อมสั่นคลอนจนมิอาจรักษาไว้ได้! สกุลเติ้งแม้จะถดถอย
ทว่าเส้นสายและเครือข่ายขุมกำลังย่อมยังพอมีหลงเหลือ
นายท่านเติ้งเองก็ลอบหวั่นไหวในใจ
ทว่าเพียงครู่กลับส่ายหน้าพลางยิ้มขื่น “เจ้าลูกโง่
เจ้าลืมไปแล้วรึว่าราชสำนักส่งใต้เท้าผู้ว่าการมณฑลผู้นี้มาที่หนานไห่เพื่อการใด? พวกเราจะไปฟ้องร้องเขา? เหอะๆ
สุดท้ายผู้ที่ซวยจะเป็นใครย่อมมิอาจรู้ได้!”
เติ้งไป๋ทงร้อนรนรีบกล่าว “ท่านพ่อ อย่ามัวเอ่ยเรื่องเหล่านี้เลย
ท่านรั้งอยู่ที่หนานไห่เพื่อคุมสถานการณ์เถิด
ข้ากับพี่ใหญ่จะแยกย้ายกันไปตามสาขาต่างๆ เรื่องนี้ชักช้ามิได้
พวกเราจะออกเดินทางกันวันนี้เลย!”
เติ้งไป๋อวี๋พลันได้สติ รีบพยักหน้าเห็นพ้อง “ใช่แล้วท่านพ่อ!
น้องรองกล่าวถูกต้อง พวกเราต้องรีบไปเดี๋ยวนี้!”
ทว่านายท่านเติ้งกลับมีแววตาหม่นแสง สีหน้าเย็นเยียบประดุจน้ำแข็ง
เขาเงียบไปอึดใจใหญ่ก่อนจะทอดถอนใจพลางส่ายหน้าเบาๆ “มิต้องแล้ว!
เรียกตัวหลงจู๊และสมุห์บัญชีทั้งหมดมาพบข้า... กิจการของสกุลเติ้ง
จบสิ้นลงเพียงเท่านี้!”
“ท่านพ่อ!” เติ้งไป๋อวี๋และเติ้งไป๋ทงหน้าถอดสี
อุทานออกมาพร้อมกัน
“มิได้เด็ดขาด!” เติ้งไป๋อวี๋ร้อนใจจนอยู่มิสุข
“ท่านพ่อ ต่อให้ยามนี้เราจะเสียหายไปมิน้อย ทว่าสกุลเติ้งเรารากฐานมั่นคง
ทรัพย์สินเดิมยังมีมหาศาล
หากตั้งใจบริหารย่อมพอจะมีกำลังต่อกรและแย่งชิงกับพวกเขาสักตั้ง
จะมายอมแพ้ปิดตัวลงอย่างเร่งรีบเช่นนี้ ข้ามิยินยอม!”
“ข้าเองก็มิยินยอม!” เติ้งไป๋ทงช่วยเกลี้ยกล่อม
“ท่านพ่อ ก่อนหน้านี้เป็นเพราะพวกเราเลินเล่อ จึงถูกนางโจมตีจนตั้งตัวมิติด!
แต่ยามนี้เราตื่นตัวแล้ว นางคิดจะจัดการเราย่อมมิใช่เรื่องง่าย! เหอะ...
เมืองหนานไห่แห่งนี้ มิใช่ที่ที่ผู้ว่าการมณฑลจะชี้นกเป็นนกชี้ไม้เป็นไม้ได้ฝ่ายเดียว!”
เติ้งไป๋อวี๋สำทับต่อ “พวกเรายังสามารถติดต่อตระกูลอื่นมาร่วมสมาพันธ์
ข้ามิเชื่อหรอกว่า จะมิมีตระกูลใดกล้าลงเรือลำเดียวกับเรา!”
นายท่านเติ้งแค่นหัวเราะเยาะ "พวกเจ้าคิดตื้นเขินเกินไป!
การที่นางยอมเสียเงินรับซื้อสินค้าในเมืองเฉวียนโจว
คือการส่งสัญญาณว่ามิคิดบีบคั้นจนถึงตาย ยามนี้ทุกสิ่งล้วนอยู่ในกำมือนาง
ยิ่งดิ้นรนจะยิ่งพ่ายแพ้อย่างยับเยิน! พวกเจ้ามิใช่คู่ต่อนาง
และสกุลเติ้งเราก็เสียทีไปแล้ว! ส่วนเรื่องที่จะรวมตัวกับตระกูลอื่นรึ..."
นายท่านเติ้งเหยียดยิ้มเย็นชา "อย่าลืมว่าฝั่งนั้นคือขุนนาง!
ตระกูลใหญ่บ้านใดมิมีชนักติดหลังเรื่องผิดกฎหมายบ้าง? ใครจะกล้าออกหน้าเผชิญหน้ากับทางการตรงๆ ในยามนี้?
ตระกูลฝูเพิ่งเปลี่ยนประมุขคนใหม่ เขากำลังวุ่นกับการคุมอำนาจในตระกูล
รากฐานยังสั่นคลอนย่อมมิช่วยเราแน่ ตระกูลเล่อเจิ้งนั้นเล่าก็ประดุจต้นหญ้าบนกำแพง
(ลู่ตามลม) ย่อมหวังเพียงผลประโยชน์ที่แน่นอน มีหรือจะยอมร่วมทุกข์กับเรา? ส่วนสกุลเหลียง หึ... พวกนั้นทะนงตัวโอหัง
ป่านนี้คงรอซ้ำเติมเพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งเสียมากกว่า! ยามนี้มิเหมือนก่อน
กาลก่อนผู้ว่าการมณฑลต้องรับมือกับสี่ตระกูลใหญ่ แต่ยามนี้...
เป้าหมายของเขามีเพียงสกุลเติ้งเราเพียงบ้านเดียว!"
เติ้งไป๋อวี๋และเติ้งไป๋ทงมองหน้ากันนิ่งอึ้ง
"หรือต้องยอมจบสิ้นลงเพียงเท่านี้? สกุลเติ้งเราต้องล่มสลายจริงหรือ?"
"ลูกผู้ชายแก้แค้นสิบปีมิสาย!"
นายท่านเติ้งเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ "การเก็บตัวซ่อนคม เพื่อฟื้นฟูกำลังคือทางสายหลัก
การฝืนสู้จนพังภินท์ไปทั้งคู่คือการกระทำของคนโง่! หากจะถอยก็ต้องถอยให้สุด
สั่งเลิกจ้างหลงจู๊ สมุห์บัญชี และลูกจ้างทั้งหมด
ขายกิจการร้านค้าแล้วกลับบ้านเกิดไปเป็นเศรษฐีบ้านนอกเสีย
ขอเพียงในมือเรายังมีทองเงินมหาศาล รอเวลาที่เหมาะสมในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
จะห่วงไปไยว่าจะมิมีโอกาสตะวันชิงพลบ (กลับมายิ่งใหญ่)"
สายตาคมกริบของเขาปาดมองบุตรชายทั้งสอง
"ถือเสียว่าเป็นโอกาสให้เราถอยออกมาเป็นคนนอก
ดูพวกเขาสู้รบตบมือกันมิดีกว่าหรือ? พวกเจ้าพี่น้องจะได้มีเวลาทบทวนตนเองและเรียนรู้สิ่งใหม่
นี่มิใช่เรื่องเลวร้ายเสมอไป!"
จิตใจของสองพี่น้องค่อยๆ สงบลง
เปลวไฟแห่งความโกรธแค้นและไม่ยินยอมค่อยๆ มอดดับไป
"ตกลงขอรับ พวกเราจะทำตามท่านพ่อ
สักวันหนึ่งสกุลเติ้งจะกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง!"
"ข้ากับพี่ใหญ่จะไม่ทำให้ท่านพ่อต้องผิดหวัง!"
"ดี!" นายท่านเติ้งยิ้มออกมาได้ในที่สุด
"เรื่องนี้ต้องทำอย่างรวดเร็ว ชักช้าจะเกิดความเปลี่ยนแปลง
ยิ่งรั้งรอเราจะยิ่งเสียเงินทองที่จะใช้เป็นทุนรอนในภายหน้า
พวกเจ้าเข้าใจใช่หรือไม่?"
"ขอรับท่านพ่อ!" ทั้งสองรับคำหนักแน่น
"ส่วนเรื่องหานเอ๋อร์..."
นายท่านเติ้งทอดถอนใจ "หลายปีมานี้ข้ากับพวกเจ้ามัวแต่ตรากตรำข้างนอก
มีเพียงนางที่อยู่เป็นเพื่อนแม่เจ้าที่บ้านเดิม
นางจึงรักใคร่นางเป็นพิเศษซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา หานเอ๋อร์ถูกตามใจจนเสียคน
ข้าเองก็อบรมสั่งสอนมิดีพอ... เฮ้อ พวกเจ้าก็อย่าได้โทษนางเลย
ยามนี้นางก็ต้องเผชิญกับสภาพเช่นนี้แล้ว—"
เขาส่ายหน้าพลางว่า "อย่างไรนางก็คือน้องสาวของพวกเจ้า!"
เติ้งไป๋อวี๋และเติ้งไป๋ทงจะมิมีข้อกังขาได้อย่างไร? ความวิบัติทั้งมวลที่เกิดขึ้น
หากมิมีแพะรับบาปให้ระบายความแค้น จะให้พวกเขาโทษตนเองรึ? ต้นสายปลายเหตุล้วนมาจากคำว่า
'หากมิใช่เพราะนาง...'
ทว่าในเมื่อบิดาเอ่ยเช่นนี้ ทั้งสองจึงได้แต่ฝืนยิ้มรับคำ
นายท่านเติ้งแม้จะดูออกว่าบุตรชายยังมีปมในใจ แต่เขายังมีลมหายใจอยู่อีกหลายปี
ยามนี้จึงยังมิห่วงว่าพี่ชายจะทำอันใดน้องสาว จึงมิได้เอ่ยความต่อ
ข่าวการที่สกุลเติ้งเรียกตัวหลงจู๊และสมุห์บัญชีจากทั่วสารทิศมารวมตัวกันที่เมืองหนานไห่
ล่วงรู้ถึงหูของเหลียนฟางโจวและหลี่ฟู่ในทันที
พลันนั้น ข่าวใหญ่เรื่องหนึ่งก็ถูกประกาศออกมาจากจวนผู้ว่าการมณฑล
และแพร่สะพัดไปทั่วทั้งมณฑลหนานไห่ด้วยความเร็วปานพายุ: ทางการเตรียมจะกว้านซื้อเส้นทางการค้าทั้งหมด
เพื่อจัดตั้ง "สมาคมการค้าหนานไห่" โดยจะมีการประมูลเส้นทางการค้าเป็นประจำทุกปี
พ่อค้าที่มีทรัพย์สินถึงเกณฑ์ที่กำหนดสามารถเข้าร่วมประมูลได้
หรือจะรวมตัวกันสองสามตระกูลเพื่อเข้าชิงชัยก็ได้
ทว่าแต่ละกลุ่มการค้าจะประมูลได้สูงสุดเพียง 3 เส้นทางเท่านั้น เพื่อเปิดโอกาสให้เกิดการแข่งขันอย่างเป็นธรรม
ยิ่งไปกว่านั้น กิจการทั้งหมดจะบริหารงานโดยประธานสมาคมการค้า
โดยที่ทางการจะไม่เข้าแทรกแซง!
เมื่อข่าวนี้แพร่ออกไป พ่อค้าทั้งเล็กและใหญ่ต่างฮึกเหิมถึงขีดสุด!
สำหรับเศรษฐีผู้มั่งคั่ง ต่างพากันเตรียมพร้อม เลือดลมสูบฉีด
ออกสืบข่าวและหารือกันทุกหัวระแหง
หวังเพียงให้เรื่องนี้เกิดขึ้นจริงเพื่อเตรียมตัวประมูลในปีหน้า
ส่วนตระกูลขนาดกลางก็เริ่มมองหาพันธมิตรเพื่อหวังจะสร้างตัวให้ยิ่งใหญ่
แม้แต่พ่อค้ารายย่อย แม้ยามนี้จะยังมิมีส่วนร่วม
แต่การประมูลมีขึ้นทุกปี ขอเพียงพวกเขามุมานะ วันหน้าย่อมมีโอกาสแน่นอน
ทุกคนต่างเฝ้ารอให้โครงการนี้สำเร็จลุล่วง
ผู้คนมิเคยรู้สึกมาก่อนเลยว่า
ทางการจะมีอิทธิพลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของตนมหาศาลถึงเพียงนี้!
และมิมเคยสามัคคีกันสนับสนุนทางการเท่ายามนี้มาก่อน!
ยามที่ข่าวนี้ลอยมาถึงหูนายท่านเติ้ง เขาถึงกับยืนนิ่งอึ้งไปนานแสนนาน
ก่อนจะทอดถอนใจหนักหน่วงและพึมพำด้วยรอยยิ้มขมขื่น:
"นึกไม่ถึงจริงๆ...
ข้ายังคงดูแคลนนางต่ำเกินไป!"
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น