วันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1353 เชิญท่านผู้เฒ่าเล่อเจิ้ง

 

บทที่ 1353 เชิญท่านผู้เฒ่าเล่อเจิ้ง

เหลียนฟางโจวอดมิได้ที่จะหลุดขำออกมา นางพยักหน้าตอบรับเบาๆ ว่า "อื้ม" ภายใต้สายตาอันแรงกล้าที่จ้องเขม็งกดดันของหลี่ฟู่

นางจะกล่าวอันใดได้อีก? หากเอ่ยมากกว่านี้แม้เพียงคำเดียว บุรุษตรงหน้าคงได้กระโดดตัวลอยด้วยความหึงหวงเป็นแน่!

เหลียงจิ้น... สิ่งที่นางติดค้างเขานั้น ดูท่าคงมิอาจสะสางให้จบสิ้นได้โดยง่าย หากนางและอาเจี่ยนต้องตายด้วยน้ำมือเขา ก็คงมิมีสิ่งใดให้ต้องเอ่ยถึง แต่หากสกุลเหลียงพินาศด้วยน้ำมืออาเจี่ยน และเขาตกอยู่ในกำมือของอาเจี่ยน นางก็เชื่อมั่นว่าอาเจี่ยนย่อมจะรักษาสัญญาที่ให้ไว้... เพียงหวังว่าหลังจากนั้น เขาจะลืมนางเสีย และกลับไปใช้ชีวิตของตนเองให้ดี!

ทางด้านสกุลเล่อเจิ้ง ไม่นานนักหลินอวี่ฮุ่ยก็ได้นำคำตอบของท่านผู้เฒ่าเล่อเจิ้งมาแจ้งนาง ท่านผู้เฒ่ากล่าวว่า เขายังต้องขอเวลาไตร่ตรองดูอีกสักนิด รอให้สมาคมการค้าก่อตั้งเป็นรูปเป็นร่างเสียก่อน ถึงจะให้คำตอบที่แน่นอน!

เหลียนฟางโจวฟังแล้วก็นึกขำในใจ: เจ้าจิ้งจอกเฒ่าเอ๋ย!

ดูท่าท่านผู้เฒ่าเล่อเจิ้งจะยังมิค่อยเชื่อมั่นในความสามารถของทางการเท่าใดนัก ว่าจะจัดการเรื่องเส้นทางการค้าให้ลุล่วงได้อย่างไร! ทว่าหากมองจากนิสัยที่ระมัดระวังตัวจนเกินเหตุของสกุลเล่อเจิ้งแล้ว ท่าทีเช่นนี้ก็นับว่าเป็นเรื่องปกติ

เอาเถิด!

เหลียนฟางโจวจึงเอ่ยกับหลินอวี่ฮุ่ยด้วยรอยยิ้มอย่างใจกว้าง "มิเป็นไร! ข้าเพียงแต่เกริ่นให้ท่านผู้เฒ่าทราบล่วงหน้าไว้ก่อนเท่านั้น เรื่องใหญ่อย่างนี้มิอาจทำสำเร็จได้ในเวลาอันสั้นหรอก รอให้สมาคมการค้าจัดตั้งขึ้นจริงเสียก่อน ถึงตอนนั้นทางการจะส่งเทียบเชิญไปหาท่านผู้เฒ่าอย่างเป็นทางการอีกครั้ง เมื่อถึงเวลานั้นท่านผู้เฒ่าค่อยให้คำตอบก็ยังมิสาย!"

"เจ้าค่ะ ข้าจะนำคำพูดนี้ไปแจ้งให้ท่านปู่ทราบแน่นอน!" หลินอวี่ฮุ่ยพยักหน้า ก่อนจะเอ่ยกับเหลียนฟางโจวด้วยท่าทีเกรงใจ "ฮูหยินหลี่ ข้าต้องขออภัยจริงๆ... ท่านปู่ของข้าเวลาจะทำสิ่งใดต้องคิดให้รอบคอบถึงที่สุด หากมิถึงวินาทีสุดท้ายท่านจะมิยอมตัดสินใจเด็ดขาด ท่านผู้เฒ่าระมัดระวังตัวเช่นนี้มาทั้งชีวิต อีกทั้งเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องแปลกใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน และเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่งนัก ท่านปู่... จึงมิกล้าผลีผลามตัดสินใจ หวังว่าฮูหยินหลี่จะโปรดเมตตาเข้าใจด้วย!"

"เรื่องนี้มิเห็นจะต้องขออภัยอันใดเลย มิถึงขั้นนั้นหรอก!" เหลียนฟางโจวยิ้มกล่าว "การที่ท่านผู้เฒ่ามิได้บอกปัดออกมาตรงๆ ข้าก็รู้สึกขอบพระคุณยิ่งนักแล้ว!"

คำพูดนี้ยิ่งทำให้หลินอวี่ฮุ่ยรู้สึกผิดมากขึ้นไปอีก นางทำท่าเหมือนจะเอ่ยสิ่งใดแต่ก็ยั้งไว้ ได้แต่ส่งยิ้มอย่างจนใจให้นาง

เหลียนฟางโจวกุมมือนางไว้พลางบีบเบาๆ "ข้าเข้าใจดี เจ้าอยู่ในฐานะสะใภ้ ท่ามกลางตระกูลใหญ่เช่นนั้น ย่อมมิใช่ที่ที่เจ้าจะออกความเห็นได้ตามใจชอบ อีกอย่าง นี่เป็นเรื่องของราชการ ข้ามิเคยคิดจะใช้ความสนิทสนมส่วนตัวมาบีบบังคับให้เจ้าต้องทำสิ่งใด! การที่ข้าอยู่ที่นี่แล้วมีเพื่อนอย่างพวกเจ้าไว้พบปะสังสรรค์ พูดคุยคลายเหงา ก็นับว่าดีมากแล้ว จะกล้าเรียกร้องสิ่งใดไปมากกว่านี้ได้อีก? เจ้าน่ะ หากคิดมากไป วันหน้าข้าคงมิกล้าเชิญเจ้ามาเป็นแขกที่นี่อีกแล้วนะ!"

คำพูดนี้ทำให้หลินอวี่ฮุ่ยหลุดยิ้มออกมา นางย่อกายลงคารวะอย่างงดงาม "เป็นข้าเองที่เขลาเยี่ยงสตรี ไร้ทัศนวิสัย จนทำให้ฮูหยินต้องขำเสียแล้ว"

"จะเป็นเช่นนั้นได้อย่างไร? ดูสิ เจ้าพูดเรื่องนี้อีกแล้ว!" เหลียนฟางโจวค้อนนางอย่างไม่จริงจัง ทั้งสองสบตาแล้วยิ้มให้กัน

เมื่อหลี่ฟู่ได้รับทราบผลลัพธ์นี้ เขาก็มิได้รู้สึกแปลกใจแต่อย่างใด พลางยิ้มกล่าว "สมกับที่เป็นสกุลเล่อเจิ้งจริงๆ ป้องกันเสียแน่นหนาประดุจกำแพงเหล็ก ( น้ำสาดไม่เข้า) ใครก็อย่าหวังจะมาเอาเปรียบพวกเขาได้แม้เพียงกระผีกริ้น! และอย่าหวังจะมายืมอิทธิพลของพวกเขาได้ง่ายๆ เลย!"

เหลียนฟางโจวฟังแล้วก็อดขำมิได้ "ท่านผู้เฒ่าสกุลเล่อเจิ้งนี่ก็นะ ระมัดระวังตัวจนเกินขอบเขตไปเสียหน่อย! ทำตัวแบบนี้มิยอมล่วงเกินฝ่ายใดเลย คนอื่นน่ะช่างเถิด แต่สกุลเหลียงมีหรือจะไม่ขุ่นเคืองเขา?"

หลี่ฟู่รู้สึกสะกิดใจเหมือนนึกอะไรบางอย่างออก ทว่ากลับวูบหายไปจนนึกไม่ออกในทันที

สามวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว เมื่อนายท่านเติ้งและบรรดาพ่อค้ากลับมารวมตัวกันอีกครั้งที่โถงรับรองหลังศาลาว่าการ บรรยากาศกลับดูผ่อนคลายและคุ้นเคยกันมากขึ้น ต่างคนต่างทักทายปราศรัยกันอย่างเป็นกันเอง คำกล่าวที่ว่า "ครั้งแรกแปลกหน้า ครั้งที่สองคุ้นเคย" ช่างเป็นสัจธรรมที่แท้จริง

ผลการลงคะแนนออกมาอย่างรวดเร็ว พ่อค้ามากกว่าสองในสามแสดงเจตจำนงว่า ไม่ต้องการเงินสดชดเชย แต่ขอใช้ "ข้อแลกเปลี่ยนอื่น" เป็นการชดเชยแทน

หลี่ฟู่พร้อมกับใต้เท้าชานเจิ้งและชานอี้จึงตัดสินความตามนั้น ขั้นตอนต่อไปคือการหารือว่า "ข้อแลกเปลี่ยน" นั้นจะเป็นสิ่งใด ซึ่งเรื่องนี้มิมิอาจทำเป็นโจทย์เลือกตอบได้อีกต่อไป ทั้งสองฝ่ายต้องเจรจาต่อรองกันจนกว่าจะบรรลุข้อตกลง

ภายในโถงรับรอง พ่อค้าต่างถกเถียงกันจนอารมณ์พุ่งพล่าน เสียงดังระงมไม่ต่างจากตลาดสด หลี่ฟู่นั้นเป็นพวกแพ้ทางเรื่องการโยนกันไปมาแบบ "เตะลูกหนัง" เช่นนี้ ยิ่งได้ยินเสียงโต้เถียงก็ยิ่งปวดหัว จึงหาข้ออ้างปลีกตัวออกไปกลางคันอีกครั้ง

ทว่าครานี้ เขาไม่ได้ตำหนิหรือแสดงความไม่พอใจแม้แต่น้อย ทั้งยังกำชับให้ใต้เท้าชานเจิ้งและชานอี้ดูแลต้อนรับทุกคนให้ดี บรรดาพ่อค้าต่างรู้สึกเป็นครั้งแรกว่า ที่แท้ใต้เท้าผู้ว่าการมณฑลมิได้น่ากลัวอย่างที่คิด แต่กลับเป็นขุนนางที่ใจดีและเข้าถึงง่ายยิ่งนัก

เมื่อเป็นเช่นนี้ การถกเถียงจึงยิ่งดุเดือดและไร้ข้อกังวลมากขึ้นไปอีก

ใต้เท้าชานเจิ้งและชานอี้เห็นทุกคนถกเถียงกันตั้งแต่เช้าจนบ่าย โดยมีเพียงขนมไม่กี่ชิ้นรองท้อง แต่ละคนกลับยังมีเรี่ยวแรงเหลือเฟือและฮึกเหิมยิ่งนัก พวกเขาทั้งสองก็เริ่มจะปวดขมับขึ้นมาบ้าง จึงอาศัยจังหวะที่พอจะมีช่องว่าง รีบประกาศให้ทุกคนแยกย้ายกันไปก่อน โดยให้กลับไปปรึกษาหารือกันให้ดี แล้วอีกสิบวันค่อยส่ง "ข้อเสนอ" ของตนเองขึ้นมาเพื่อให้ใต้เท้าผู้ว่าการมณฑลพิจารณาและเจรจากันต่อ

เหล่าพ่อค้าซึ่งยามนี้เริ่มคุ้นชินกับวิธีการประชุมแบบนี้แล้ว ต่างรับคำและขอตัวลากลับไป

เมื่อหลี่ฟู่กลับมาถึงเรือนหลัง เขามองเหลียนฟางโจวด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเลื่อมใสระคนเห็นใจ: ที่แท้ภรรยาของเขาต้องรับมือกับคนพวกนี้ในโลกธุรกิจมาตลอดเลยรึ? ช่างน่าเหลือเกินจริงๆ...

วันต่อมา พ่อบ้านเสี่ยวเฉียน และ ลั่วกว่าง ก็กลับมาจากเขาเหยาซานด้วยท่าทางลิงโลด

พวกเขามิเพียงนำ "หญ้าชำระไขกระดูก" ที่หลี่ฟู่ต้องการกลับมาเท่านั้น แต่ยังนำสมุนไพรหายากที่ผลิตในท้องถิ่นอีกหลายชนิดมามอบให้หลี่ฟู่และเหลียนฟางโจวอีกด้วย

พ่อบ้านเสี่ยวเฉียนหน้าตาสดใส ยิ้มกว้างกล่าวกับเหลียนฟางโจวว่า “ฮูหยินปรีชานัก! ชาวไป๋เหยาเหล่านั้นพอใจกับของขวัญที่ฮูหยินเตรียมไว้ให้มาก ทุกคนต่างบอกว่าฮูหยินมีน้ำใจยิ่งนัก นี่แสดงว่าฮูหยินให้ความสำคัญกับพวกเขาและเห็นพวกเขาเป็นสหายจริงๆ!”

เขาบรรยายภาพตอนที่ชาวไป๋เหยาแบ่งปันของขวัญเหล่านั้นด้วยท่าทางมีชีวิตชีวา จนหงอวี้และชุนซิ่งอดไม่ได้ที่จะหัวเราะตามไปด้วย

เหลียนฟางโจวรับฟังด้วยรอยยิ้มพลางถามว่า “พวกเขาชอบก็ดีแล้ว แล้วพวกเขาต้อนรับพวกเจ้าดีหรือไม่? พวกเจ้าได้เผลอทำสิ่งใดที่เป็นการล่วงเกินหรือผิดข้อห้ามของเขาให้ลำบากใจบ้างหรือเปล่า?”

หามิได้ขอรับ! มิมีเลย!” พ่อบ้านเสี่ยวเฉียนตอบอย่างปลาบปลื้ม “คนเหล่านั้นช่างมีน้ำใจและกระตือรือร้นยิ่งนัก บ่าวกับท่านแม่ทัพลั่วต่างระลึกถึงคำสั่งของฮูหยินเสมอ ระวังคำพูดและกิริยายิ่งนัก! มิกล้าเดินไปไหนสุ่มสี่สุ่มห้า หรือเอ่ยวาจาใดมากความเลย!”

ดีมาก!” เหลียนฟางโจวพยักหน้าอย่างพอใจ “พวกเจ้าทั้งสองทำงานคราวนี้ได้ดีเยี่ยม ต้องมีรางวัลให้อย่างงาม! อื้ม... ให้รางวัลเป็นเงินคนละยี่สิบตำลึงก็แล้วกัน อยากได้สิ่งใดก็ไปหาซื้อเอาเองนะ!”

พ่อบ้านเสี่ยวเฉียนรีบคุกเข่าโขกศีรษะขอบคุณในความเมตตา

เหลียนฟางโจวโบกมือให้เขาลุกขึ้น จากนั้นก็ส่งยิ้มให้หงอวี้และชุนซิ่งเพื่อเป็นสัญญาณให้ถอยออกไปก่อน นางให้พ่อบ้านเสี่ยวเฉียนนั่งลง แล้วเริ่มซักถามรายละเอียดอย่างถี่ถ้วนเกี่ยวกับการไปพบชาวไป๋เหยาในครั้งนี้ ว่าเกิดเหตุการณ์ใดขึ้นบ้าง? มีการสนทนาสิ่งใดกันบ้าง?

พ่อบ้านเสี่ยวเฉียนรู้ดีว่านางถามเช่นนี้ย่อมต้องมีจุดประสงค์สำคัญ จึงปรับสีหน้าเป็นจริงจังและเล่าเหตุการณ์ตั้งแต่ต้นจนจบอย่างละเอียดถี่ถ้วน

เหลียนฟางโจวตั้งใจฟัง พลางพยักหน้าและยิ้มเป็นระยะ

สุดท้ายนางจึงเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “เช่นนี้ก็ดีมาก! ดูเหมือนว่าท่านผู้เฒ่าชูอู ท่านย่าซื่อเม่ย และเหล่าสมาชิกในเผ่าจะมีภาพจำที่ดีต่อพวกเรา เช่นนี้ก็ดีที่สุดแล้ว!”

 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น