วันศุกร์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1388 ทั้งไม้นวมและไม้แข็ง

 

        บทที่ 1388 ทั้งไม้นวมและไม้แข็ง

เมื่อรออยู่ครู่หนึ่งแล้วไม่มีผู้ใดขานรับ หลี่ฟู่จึงแย้มยิ้มพลางเอ่ยว่า “เอาเถิด ในเมื่อทุกคนไม่มีแก่ใจจะประลองต่อ เช่นนั้นเราก็กลับไปที่โต๊ะ... ดื่มเหล้ากัน!”

พูดจบเขาก็สาวเท้ากลับไปยังงานเลี้ยงพลางผายมือเชิญ “ทุกท่าน เชิญ!”

“ท่านแม่ทัพหลี่เชิญก่อน!”

“ใต้เท้าเชิญ!”

เสียงตอบรับดังเซ็งแซ่ ทว่ากลับไม่มีใครกล้าเดินล้ำหน้าหลี่ฟู่ ทุกคนต่างเบี่ยงกายหลบให้เขาเดินนำด้วยความเคารพโดยสัญชาตญาณ บัดนี้บารมีของหลี่ฟู่ได้สยบคนเหล่านี้ไว้จนอยู่หมัด ไม่มีใครกล้าดูแคลนเขาอีกแม้แต่น้อย อีกทั้งยังเผื่อแผ่ความยำเกรงนั้นไปยังทางการและราชสำนักเพิ่มขึ้นหลายส่วน

เมื่อกลับมาถึงงานเลี้ยง ทุกคนกลับเข้าประจำที่เดิม ส่วนอาหมู่และกลุ่มเชลยไม่ได้ถูกมัดอีกต่อไป ทว่าต้องไปยืนรวมกันอยู่ที่มุมหนึ่งใต้โถงงานเลี้ยง สถานะช่างน่ากระอักกระอ่วนยิ่งนัก

หลี่ฟู่สั่งให้รินเหล้า ก่อนจะชูจอกขึ้นแล้วยิ้มกล่าวแก่ทุกคน “ความสงบสุขทางตะวันออกเฉียงใต้ของหนานไห่ในครั้งนี้ ต้องอาศัยกำลังของทุกท่าน ข้าหวังว่าพวกท่านจะไม่ทำให้ราชสำนักผิดหวัง จงเคารพกฎหมายและใช้ชีวิตอย่างสงบสุข ข้าเองก็ไม่ปรารถนาจะให้มีวันที่ต้องหันอาวุธเข้าหากัน... ทุกท่านมีความเห็นว่าอย่างไร?”

ถึงตอนนี้ทุกคนจึงตระหนักแจ้งว่า จุดประสงค์ที่หลี่ฟู่จัดงานเลี้ยงนี้คืออะไร

ชาวหนานหมานผู้จองหองเหล่านี้ไม่เคารพกษัตริย์ ไม่ยำเกรงราชสำนัก แต่กลับเคารพยกย่องเพียง “วีรบุรุษ”

การประลองเมื่อครู่ หลี่ฟู่ใช้เพียงพละกำลังและกระบวนท่าที่เปิดเผยตรงไปตรงมา ไร้ซึ่งเล่ห์กลใดๆ จุดนี้เองที่ทำให้พวกเขายอมรับนับถือจากใจจริง!

ประกอบกับบุคลิกและการกระทำของหลี่ฟู่ที่ดูห้าวหาญ เปิดเผย และเด็ดขาด ไร้ซึ่งจริตจะก้านของขุนนางในราชการ ยิ่งทำให้พวกเขารู้สึกถูกชะตาและยอมรับในตัวเขามากขึ้นโดยไม่รู้ตัว

ทุกคนจึงรีบลุกขึ้นประสานมือรับคำเป็นเสียงเดียวกัน

“ดี!” หลี่ฟู่หัวเราะร่าพลางสะบัดมือ “นั่งลงเถิด ไม่ต้องมากพิธี! เรื่องราวในอดีตให้ถือว่าเลิกรากันไป ข้าจะดูเพียงการกระทำตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป! จงจำคำข้าไว้... นับจากนี้ไปต้องเคารพกฎหมาย ห้ามพิพาทกันเอง หากมีความขัดแย้งระหว่างเผ่าและไม่อาจตกลงกันได้ ให้แจ้งต่อทางการเพื่อพิจารณาความ หากใครบังอาจยกพวกตีกันเอง อย่าหาว่าข้าไม่เตือน! กฎหมายของต้าโจวไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ในเมื่อพวกเจ้าเป็นราษฎรของต้าโจว ก็ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด!”

ทุกคนใจสั่นสะท้าน ขานรับพร้อมกัน “ขอรับ ใต้เท้า!”

หลี่ฟู่พยักหน้า สายตาของเขาค่อยๆ เลื่อนไปทางกลุ่มผู้มีความผิดเผ่าเฮยหลีและไป๋อี๋ สีหน้าเริ่มเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมและเย็นเยียบ

เสียงสรวลเสเฮฮาพลันเงียบกริบดุจป่าช้า ทุกคนต่างใจหายวาบ ลอบมองไปทางกลุ่มเชลยด้วยความกระสับกระส่ายอย่างบอกไม่ถูก

“พวกเจ้ากลุ่มกบฏ มีอะไรจะสั่งเสียหรือไม่?” ผ่านไปครู่หนึ่ง หลี่ฟู่จึงเอ่ยถามช้าๆ

กลุ่มเชลยหน้าถอดสี ทราบดีว่าลางร้ายมาถึงแล้ว บางคนถึงกับฉายแววหวาดวิตกออกมาทางดวงตา

พวกเขาเคยคิดว่าตนไม่กลัวตาย ทว่าเมื่อความตายมาจ่ออยู่ตรงหน้า จะมีสักกี่คนที่ยังคงรักษาหน้าตาและท่าทีให้สงบนิ่งอยู่ได้

“ในเมื่อตกอยู่ในมือเจ้าแล้ว จะฆ่าจะฟันก็เชิญเถิด จะพูดพล่ามไปทำไม!” อาหมู่แหงนหน้าตะโกนอย่างไม่สบอารมณ์

“คำพูดนี้เจ้าเข้าใจผิด... ผิดมหันต์!” หลี่ฟู่จ้องเขาเขม็ง เอ่ยทีละคำอย่างหนักแน่น “ไม่ใช่ข้าจะฆ่าพวกเจ้าตามใจชอบ แต่เป็นเพราะกฎหมายของต้าโจวระบุไว้ว่า... พวกเจ้า ‘สมควรตาย’!”

เสียงสูดลมหายใจด้วยความตระหนกดังไปทั่ว ห้องโถงยิ่งเงียบงัน ใบหน้าแต่ละคนยิ่งซีดเผือด

หัวใจของอาหมู่กระตุกวาบ เขาแค่นเสียงหึ “เช่นนั้นก็ฆ่าเสียเถิด! ผู้ชนะเป็นเจ้า ผู้แพ้เป็นโจร ไม่มีอะไรต้องพูดอีก!”

“ตุบ!”

หัวหน้าเผ่าตงซานพลันคุกเข่าลง โขกศีรษะอ้อนวอนหลี่ฟู่ “ใต้เท้าหลี่! ข้าน้อยผิดไปแล้วที่หน้ามืดตามัว ข้าน้อยสมควรตาย! แต่ว่า... พวกคนเฒ่า ผู้หญิง และเด็กในเผ่าล้วนบริสุทธิ์ ขอใต้เท้าเมตตาละเว้นพวกเขาด้วยเถิด!”

“ขอใต้เท้าเมตตาด้วย!” ราวกับเขื่อนแตก ทุกคนต่างพากันคุกเข่าร้องขอความเมตตา

เมื่อนึกถึงคนข้างหลัง แม้แต่คนทระนงอย่างอาหมู่ก็อดไม่ได้ที่จะใจอ่อนลง และสุดท้าย... เข่าของเขาก็อ่อนตาม

เขาค่อยๆ ทรุดตัวลงคุกเข่า ประสานมือโน้มศีรษะลง “ขอ... ใต้เท้าหลี่... เมตตาด้วย!”

หลี่ฟู่ไม่ได้สั่งให้พวกเขาลุกขึ้น เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา “พวกเจ้ากระทำความผิดฐานกบฏ ทว่าเมื่อคำนึงถึงว่าพวกเจ้าอาศัยอยู่ในถิ่นทุรกันดารของหนานไห่ การขัดเกลาจากทางการยังเข้าไม่ถึง ทำให้พวกเจ้าไม่รู้จักกฎหมายของต้าโจวอย่างถ่องแท้ ในจุดนี้ทางการเองก็มีส่วนรับผิดชอบ จะโทษพวกเจ้าทั้งหมดก็ไม่ได้! เมื่อเห็นแก่ที่พวกเจ้ามีใจสำนึกผิด ข้าจะยกเว้นโทษประหารให้แก่คนทั่วไป แต่สำหรับหัวหน้าเผ่ากบฏต้องถูกประหารชีวิตเพื่อเป็นเยี่ยงอย่าง ส่วนที่เหลือโทษตายเว้นได้ แต่โทษเป็นยากจักเลี่ยง... พวกเจ้าพึงใจหรือไม่?”

ทุกคนอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะโห่ร้องด้วยความดีใจ พากันโขกศีรษะขอบคุณในความเมตตา ร้องตะโกนว่า “พึงใจยิ่งนัก!”

หลี่ฟู่พยักหน้าแล้วกล่าวต่อ “วันมะรืน ยามอู่ (11.00-13.00 น.) ให้ประหารหัวหน้าเผ่าที่ลานประหารทางเหนือของเมือง อนุญาตให้คนในเผ่าเซ่นไหว้และรับศพกลับไปได้ และอนุญาตให้พวกเจ้ากลับไปแจ้งข่าวให้ครอบครัวมาดูการประหารในวันนั้น! ส่วนคนอื่นๆ ที่เหลือ ให้รับโทษใช้แรงงานหนักเป็นเวลาห้าปี หากในระหว่างนี้ใครบังอาจกระทำผิดกฎหมายอีก... ข้าจะสั่งประหารโดยไม่ละเว้น!”

“ขอบพระคุณใต้เท้า! ขอบพระคุณใต้เท้าหลี่!”

“ความเมตตาของท่าน พวกข้าจะไม่มีวันลืมเลือนไปชั่วชีวิต!”

เหล่าเชลยต่างหมอบกราบกับพื้นพลางร่ำไห้ออกมาด้วยความตื้นตัน แม้แต่แขกเหรื่อบนโต๊ะจัดเลี้ยงยังรู้สึกสลดใจจนต้องลอบถอนใจออกมาเบาๆ

ทว่าหลี่ฟู่กลับนิ่งเฉยต่อภาพเหล่านั้น เมื่อเสียงร่ำไห้เริ่มเบาบางลง เขาจึงเอ่ยย้ำด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ครานี้ข้าถือเป็นกรณีพิเศษ! ข้าขอเตือนทุกชนเผ่าในที่นี้ หากมีคราวหน้า... ข้าจะสั่งประหารล้างบางไม่ให้เหลือแม้แต่คนเดียว!”

ทุกคนรีบลุกขึ้นยืน ก้มหน้าขานรับเป็นเสียงเดียวกัน

“อีกเรื่องหนึ่ง” หลี่ฟู่กล่าวต่อ “ในเมื่อพวกเจ้าไม่คุ้นเคยกับกฎหมายของต้าโจว เช่นนั้นหลังจากกลับไปแล้ว ให้แต่ละเผ่าคัดเลือกคนมาสามคนส่งมาที่เมืองหลางฉี ข้าจะสั่งให้เจ้าเมืองจัดหาอาจารย์กฎหมายมาอบรมสั่งสอนโดยเฉพาะ วันหน้าจะทำสิ่งใดจะได้คำนึงถึงขื่อแปบ้านเมืองเสียก่อน! จำไว้ให้ขึ้นใจ... กฎหมายนั้นไร้ความปรานี!”

ในนาทีนี้ ทุกคนทำได้เพียงก้มหน้ารับคำสั่งเท่านั้น

ในวันเดียวกันนั้น ตัวแทนจากเผ่าที่ก่อกบฏต่างรีบเดินทางกลับไปแจ้งข่าวและพาครอบครัวของหัวหน้าเผ่ามายังเมือง

จวบจนวันที่สาม ณ ลานประหารประจำเมือง นอกจากหัวหน้าเผ่าสามคนที่ถูกเหลียงจิ้นสังหารไปก่อนหน้า หัวหน้าเผ่าอีกสี่คนที่เหลือล้วนถูกคมดาบปลิดชีพสิ้นเกลี้ยง เสียงร่ำไห้ระงมดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วบริเวณ ไม่เพียงแต่บรรดาญาติมิตรของผู้ตายเท่านั้น ทว่าหัวหน้าเผ่าต่างๆ ที่มาร่วมงานรวมถึงราษฎรในพื้นที่ต่างพากันมามุงดูจนแน่นขนัด!

การใช้ทั้งพระเดชและพระคุณในครั้งนี้ ได้สยบความพยศของเหล่านักรบแดนใต้ลงได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

บ่ายวันนั้น หลี่ฟู่ก็นำกองกำลังองครักษ์ออกเดินทางกลับสู่เมืองหนานไห่ทันที โดยมอบหมายให้หูต้าไห่และขุนพลคนอื่นๆ นำทัพใหญ่ตามมาภายหลัง

เมื่อนึกถึงคำพูดทิ้งท้ายของเหลียงจิ้นก่อนจากไป หลี่ฟู่ก็รู้สึกหงุดหงิดงุ่นง่านใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก!

ไอ้สารเลวนั่น... มันกลับยืนกรานว่าต้องพบหน้า ‘ฟางโจว’ เท่านั้นจึงจะยอมเปิดปาก!

ข่าวการปราบกบฏที่เมืองหลางฉีอย่างราบคาบพุ่งไปถึงเมืองหนานไห่ก่อนตัวเขาเสียอีก ทั่วทั้งเมืองต่างตื่นเต้นยินดี ทุกคนล้วนปรารถนาชีวิตที่สงบสุข ไม่มีใครอยากเห็นแผ่นดินลุกเป็นไฟ แม้เดิมทีชาวเมืองจะศรัทธาในตัวใต้เท้าหลี่อยู่แล้ว แต่เมื่อได้รับข่าวว่าพายุร้ายผ่านพ้นไป ทุกคนก็ยิ่งเปี่ยมไปด้วยความสุข

ภายในคฤหาสน์สกุลหลี่ก็คึกคักไม่แพ้กัน ฟางโจวเองก็คลายความกังวลลง นางสั่งให้เสี่ยวเฉียนพ่อบ้านแจกเงินรางวัลคนละสองเดือน พร้อมทั้งมอบชุดใหม่ให้อีกคนละสำรับ ส่งผลให้คนรับใช้ทั้งในและนอกจวนต่างปลื้มปีติหน้าบานไปตามๆ กัน

จะมีก็แต่ ‘ม่อเว่ย’ ที่เบ้ปากด้วยความดูแคลน พลางเอ่ยกับ ‘ซวี่เอ๋อร์’ ว่า “แค่เงินเพียงไม่กี่ตำลึงกับเสื้อผ้าชุดเดียวก็ซื้อใจคนได้แล้ว คนพวกนี้ช่างหลอกง่ายเสียจริง... ช่างไร้รสนิยมสิ้นดี!”

1 ความคิดเห็น: