วันอาทิตย์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1390 ไร้สาระสิ้นดี

 

บทที่ 1390 ไร้สาระสิ้นดี

เหลียนฟางโจวยิ้มบางๆ อย่างไม่สะทกสะท้าน ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย “คนที่อยากให้ข้าตายไม่ใช่ท่านเป็นคนแรก ดังนั้นไม่ต้องใช้ถ้อยคำที่เปี่ยมไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกหรือน้ำเสียงที่หนักแน่นขนาดนั้นเพื่อสื่อความหมายหรอก ข้าเข้าใจอารมณ์ท่านดี! ทว่าข้านี่สิช่างอยุติธรรมนัก ตัวท่านเป็นพ่อแต่กลับสั่งสอนลูกไม่ดีเองแท้ๆ แต่กลับมาโทษข้า ไม่รู้สึกว่าน่าขำบ้างหรือ? หากข้าเป็นฝ่ายยั่วยวนบุตรชายท่านก็ว่าไปอย่าง แต่นี่ข้าไม่เคยแม้แต่จะปั้นหน้าดีด้วยเลยสักครั้ง! ถึงกระนั้นก็ยังเป็นความผิดของข้าอยู่อีก สกุลเหลียงของพวกท่านช่างเผด็จการเสียจริง! การที่สกุลเหลียงตกต่ำลงถึงเพียงนี้ท่านไม่ต้องไปโทษใครหรอก เพราะมันเป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นอยู่แล้ว ลำพังข้ากับสามี อาศัยบารมีราชสำนัก บวกกับวรยุทธ์ของเขาและสติปัญญาของข้า การจะโค่นล้มสกุลเหลียงเพียงตระกูลเดียว... เหอะ ท่านคิดว่ามันยากเย็นนักหรือ? ในสายตาคนอื่นสกุลเหลียงอาจจะดูน่าเกรงขาม แต่ในสายตาข้า พวกท่านไม่ได้สลักสำคัญอะไรเลย!”

“เจ้า!” นายท่านผู้เฒ่าใหญ่เหลียงหอบหายใจด้วยความโกรธแค้น เขาถลึงตาจ้องเหลียนฟางโจวด้วยความอัปยศอดสู

เหลียนฟางโจวเหยียดยิ้มอย่างดูแคลน พลางชี้ไปที่ม่อเว่ยแล้วเอ่ยต่อ “ท่านไม่มีสิทธิ์บีบบังคับให้เขาฆ่าตัวตาย! เพราะเขาไม่ได้ติดค้างอะไรท่านอีกแล้ว! เขาลงมือลอบสังหารข้าไปครั้งหนึ่งแล้ว แต่น่าเสียดายที่ดวงไม่ดีนัก สาวใช้ข้างกายข้าถลาเข้ามาขวางคมกระบี่นั้นไว้แทน! พอเขาลงมืออีกครั้งก็พ่ายแพ้ให้แก่สามีข้า สามีข้าไว้ชีวิตเขา ข้าในฐานะภรรยาก็ควรจะได้รับอานิสงส์เป็นผู้มีพระคุณช่วยชีวิตเขาครึ่งหนึ่งด้วยกระมัง? ลองถามดูซิว่าเขายังมีเหตุผลอะไรที่ต้องลงมือกับข้าอีก?”

“อีกอย่าง!” เหลียนฟางโจวแค่นเสียงหึ “โลกนี้ไม่มีตรรกะเช่นนี้! มีที่ไหนที่ผู้จ้างวานสั่งให้คนอื่นฆ่าตัวตายเพื่อชดใช้ภารกิจ?”

ดวงตาของม่อเว่ยพลันเป็นประกาย เขาอดไม่ได้ที่จะลอบมองเหลียนฟางโจวด้วยความทึ่ง

ทว่านายท่านผู้เฒ่าใหญ่เหลียงกลับแผดเสียงตะโกนอย่างเดือดดาล “เหตุใดจะไม่ได้! นั่นคือคำมั่นสัญญาที่มันติดค้างข้า! ในเมื่อมันไม่ยินยอมฆ่าเจ้า ก็ให้มันฆ่าตัวเองเสียสิ!”

“หึ!” เหลียนฟางโจวหัวเราะพรวดออกมา เอ่ยอย่างระอาใจว่า “ดูท่าคำพูดก่อนหน้าของข้าท่านคงไม่เข้าหูเลยสินะ เขาเคยสังหารข้าไปแล้วครั้งหนึ่ง ต่อให้หนี้แค้นที่ติดค้างท่านจะยังไม่หมดสิ้น แต่อย่างน้อยก็ชดใช้ไปเกินครึ่งแล้วกระมัง? แม้แต่สามีข้ายังไม่กล้ารับประกันว่าตนจะชนะศึกทุกครั้ง แล้วนับประสาอะไรกับมือสังหาร? จะไม่ให้เขาทำงานพลาดบ้างเลยหรืออย่างไร? ให้เขาฆ่าตัวตายงั้นรึ? ท่านล้อข้าเล่นอยู่หรือ! ข้าไม่เคยได้ยินว่ามือสังหารคนไหนจะรับงานพรรค์นี้มาก่อน! หากเป็นเช่นนั้นจริง อาชีพมือสังหารคงสาบสูญไปจากโลกนานแล้ว! ติดค้างบุญคุณกันแล้วอย่างไร? ต้องเอาชีวิตเข้าแลกเชียวรึ? ท่านก็ประเมินค่าบุญคุณของท่านสูงเกินไปหน่อยมั้ง!”

“เจ้า! เจ้ามันพวกสีข้างเข้าถู!” นายท่านผู้เฒ่าใหญ่เหลียงโกรธจนเส้นเลือดที่หน้าผากปูดโปน ดวงตาลุกเป็นไฟ

“สีข้างเข้าถู?” เหลียนฟางโจวเริ่มหมดความอดทน “สิ่งที่ข้าพูดคือเหตุผลที่กระจ่างแจ้ง เพียงแต่ท่านไม่ยินยอมรับฟังและไม่ยอมรับมัน ท่านจึงยัดเยียดชื่อนั้นให้สติปัญญาที่เหนือกว่าของข้า! หากท่านไม่ยอมรับ ท่านก็โต้แย้งข้ามาเสียสิ!”

กล้ามเนื้อบนใบหน้านายท่านผู้เฒ่าใหญ่เหลียงกระตุกอย่างแรง แววตาที่จ้องมองมานั้นเปี่ยมไปด้วยความอาฆาตมาดร้าย

เหลียนฟางโจวแค่นยิ้มเย็น “ถลึงตาใส่ข้าทำไม? ท่านเกือบจะทำให้สาวใช้ของข้าต้องตาย ข้ายังไม่คิดบัญชีกับท่านเลยนะ!”

“เจ้า!” นายท่านผู้เฒ่าใหญ่เหลียงถึงกับน้ำท่วมปากอีกครั้งเมื่อเจอคำพูดตอกกลับของนาง

เกือบทำสาวใช้ของนางตาย นางเลยมีเหตุผลอันชอบธรรมที่จะมาคิดบัญชีกับเขาอย่างนั้นรึ?

เขาเป็นใคร? และสาวใช้ของนางเป็นใครกัน?

เขาคือนายท่านผู้เฒ่าใหญ่แห่งสกุลเหลียงผู้เกรียงไกร อย่าว่าแต่ ‘เกือบ’ ทำสาวใช้ตายเลย ต่อให้เขาจะสั่งโบยสาวใช้ให้ตายคามือตามความพอใจหรือไม่พอใจ มันก็ไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอะไรเลยสักนิด!

น่าแค้นใจนักที่นางบังอาจใช้ถ้อยคำเช่นนี้มาหยามเกียรติเขาต่อหน้าต่อตา!

“ท่านไม่ต้องทำท่าไม่ยอมรับหรอก!” เหลียนฟางโจวเอ่ยเสียงเย็น “นายท่านผู้เฒ่าใหญ่เหลียงย่อมเข้าใจดีกว่าข้า ว่า ‘นักโทษ’ ไม่มีสิทธิ์มาอวดดีต่อหน้า ‘ผู้ชนะ’! ท่านว่าจ้างมือสังหารมาลอบกัดข้า เกือบทำสาวใช้ข้าตาย ข้ายังไม่ถือสาหาความกับคนในตระกูลเหลียงที่ติดอยู่ในคุกนี้ก็ดีเท่าไหร่แล้ว ท่านควรจะคุกเข่าโขกศีรษะขอบคุณข้าถึงจะถูก! อย่ามาวางท่าต่อหน้าข้าให้เสียเวลาเลย!”

เหลียนฟางโจวกล่าวจบก็เลิกสนใจนายท่านผู้เฒ่าใหญ่เหลียงที่ใบหน้าพลันขาวซีด นางหันไปเอ่ยกับม่อเว่ยเสียงเย็น “เสียแรงที่เป็นถึงมือสังหาร ข้าละสงสัยนักว่าเจ้าคว้าตำแหน่งยอดฝีมืออันดับหนึ่งแห่งหนานเจียงมาได้อย่างไร... ช่างโง่เขลานัก! พวกเรากลับ!”

นางสะบัดหน้าเดินจากไปอย่างไร้สัญญาณเตือนเหมือนตอนที่มา โดยมีลั่วกว่างและคนอื่นๆ ห้อมล้อมติดตามออกไป

เสียงฝีเท้าค่อยๆ แผ่วจางจนเลือนหายไปในที่สุด

นายท่านผู้เฒ่าใหญ่เหลียงและม่อเว่ยต่างจ้องประสานสายตากันอย่างเย็นเยียบเนิ่นนานโดยไม่มีใครเอ่ยคำใด

ผ่านไปครู่ใหญ่ ม่อเว่ยจึงเอ่ยเสียงเรียบ “ข้านี่มัน... โง่เง่าจริงๆ” พูดจบเขาก็หันหลังเดินจากไปเช่นกัน

เดินไปได้ไม่กี่ก้าวเขาก็ชะงักเท้า ทิ้งท้ายโดยไม่หันกลับไปมอง “อย่างไรเสีย ยามนั้นท่านก็เคยยื่นมือเข้าช่วยข้า เอาเป็นว่าเมื่อคำตัดสินโทษลงมา ข้าจะช่วยรักษาทายาทสกุลเหลียงไว้ให้หนึ่งสายเลือด ถือเสียว่าชดใช้ชีวิตคืนให้ท่านแล้ว! ส่วนหลี่ฮูหยิน...”

น้ำเสียงของเขาเด็ดขาดและหนักแน่น “ข้าจะไม่สังหารนางอีกเป็นอันขาด!”

นายท่านผู้เฒ่าใหญ่เหลียงแค่นหัวเราะขื่นๆ ไม่ได้เอ่ยสิ่งใดอีก ส่วนม่อเว่ยนั้นสาวเท้าจากไปไกลแล้ว

เดิมทีเหลียนฟางโจวคิดว่าม่อเว่ยจะจากจวนสกุลหลี่ไปเสียที ทว่าวันถัดมานางกลับได้รับรายงานว่าเขายังคงสุมหัวกระซิบกระซาบกับนายน้อยอยู่ในสวนเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เห็นได้ชัดว่าเขายังไม่ไปไหน

นางประหลาดใจไม่น้อย ก่อนจะลอบยิ้มออกมาบางๆ

หงอวี้ซึ่งอาการบาดเจ็บดีขึ้นมากแล้วเริ่มทนอุดอู้อยู่บนเตียงไม่ไหว จึงกลับมาปรนนิบัตินาง เมื่อได้ยินเรื่องนี้ก็อดรนทนไม่ไหวรีบเตือนว่า “ฮูหยินเจ้าคะ คนผู้นั้นอย่างไรเสียก็คือนักฆ่า มิใช่คนดีมีการมีงานทำที่ไหน! ท่านปล่อยให้นายน้อยคลุกคลีกับเขาทุกวันโดยไม่ห้ามปราม หากถูกสอนให้เสียคนจะทำอย่างไร นายน้อยยังเล็กนักนะเจ้าคะ!”

ชุนซิ่งเองก็ร่วมวงหัวเราะอย่างเห็นด้วย “หงอวี้พูดถูกเจ้าค่ะ บ่าวว่าจะเรียนท่านตั้งหลายวันแล้วแต่ก็ลืมไปเสียสนิท ท่านและนายท่านควรจะเข้มงวดเรื่องนี้เสียหน่อยนะเจ้าคะ!”

เหลียนฟางโจวหลุดขำออกมา พลางเอ่ยเย้า “พวกเจ้าหวังดีข้าเข้าใจ แต่ดูเบานายน้อยของพวกเจ้าเกินไปแล้ว! เจ้านั่นน่ะหัวแข็งจะตาย ใครจะมาจูงจมูกเปลี่ยนใจเขาได้ง่ายๆ? วางใจเถิด เขารู้ความเกินกว่าที่พวกเจ้าคิด อีกอย่าง ข้ามองดูแล้วม่อเว่ยไม่ใช่คนประเภทนั้น เขาไม่สอนอะไรเหลวไหลหรอก และที่สำคัญ... นิสัยอย่างนายน้อยน่ะ ต่อให้ข้าสั่งห้ามไม่ให้คบหา เขาก็ไม่ฟังข้าหรอก!”

คำพูดนี้ทำเอาชุนซิ่งและหงอวี้ถึงกับพูดไม่ออกไปตามๆ กัน

จวบจนใกล้เที่ยง หลี่ฟู่ก็นำกองกำลังองครักษ์กลับมาจากเมืองหลางฉี  สภาพของเขาดูอิดโรยและเต็มไปด้วยฝุ่นผงจากการเดินทาง

หลังจากอาบน้ำผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าสะอาดสะอ้านแล้ว เหลียนฟางโจวก็ยกน้ำชามาปรนนิบัติด้วยตนเองพลางยิ้มกล่าว “ยินดีด้วยเจ้าค่ะท่านแม่ทัพที่กำชัยเหนือศัตรู! ครานี้ท่านคงเบาใจได้เสียที ปัญหาเรื่องชนเผ่าต่างๆ ก็ได้รับการสะสางไปพร้อมกันด้วย”

หลี่ฟู่สบตานางอย่างรู้ใจพลางเอ่ยว่า “นั่นสิ ถือเป็นโชคดีที่ไม่ได้คาดคิดไว้ ข้าเองก็คิดไม่ถึงว่าการปราบกบฏครั้งนี้จะราบรื่นเพียงนี้ เดิมทีนึกว่าจะต้องเปลืองแรงเสียมากกว่านี้อีก... เฮ้อ!”

เหลียนฟางโจวหลุดขำออกมาพลางค้อนให้เขาวงหนึ่ง “ราบรื่นน่ะไม่ดีหรืออย่างไร? หรือต้องรอให้เมืองหนานไห่ระส่ำระสาย ราษฎรเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้าถึงจะเรียกว่าดี?”

ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น เจ้าคิดไปถึงไหนกัน!” หลี่ฟู่จิบน้ำชาก่อนจะวางลงพลางยิ้ม “สามีของเจ้าไม่จำเป็นต้องใช้ผลงานสงครามครานี้มาประดับบารมีเพิ่มหรอก”

เช่นนั้นท่านจะทอดถอนใจทำไมกัน?” เหลียนฟางโจวย้อนถามด้วยรอยยิ้ม ทำเอาเขาจุกอกไปทันที

หลี่ฟู่เม้มริมฝีปาก เมื่อมองสบดวงตาสีนิลที่ฉายแววสงสัยของภรรยา ในใจเขาก็พลันบังเกิดความระเหี่ยใจจนต้องลอบถอนหายใจออกมาอีกครา

 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น