บทที่ 1390 ไร้สาระสิ้นดี
เหลียนฟางโจวยิ้มบางๆ อย่างไม่สะทกสะท้าน
ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย “คนที่อยากให้ข้าตายไม่ใช่ท่านเป็นคนแรก
ดังนั้นไม่ต้องใช้ถ้อยคำที่เปี่ยมไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกหรือน้ำเสียงที่หนักแน่นขนาดนั้นเพื่อสื่อความหมายหรอก
ข้าเข้าใจอารมณ์ท่านดี! ทว่าข้านี่สิช่างอยุติธรรมนัก
ตัวท่านเป็นพ่อแต่กลับสั่งสอนลูกไม่ดีเองแท้ๆ แต่กลับมาโทษข้า
ไม่รู้สึกว่าน่าขำบ้างหรือ? หากข้าเป็นฝ่ายยั่วยวนบุตรชายท่านก็ว่าไปอย่าง
แต่นี่ข้าไม่เคยแม้แต่จะปั้นหน้าดีด้วยเลยสักครั้ง!
ถึงกระนั้นก็ยังเป็นความผิดของข้าอยู่อีก
สกุลเหลียงของพวกท่านช่างเผด็จการเสียจริง!
การที่สกุลเหลียงตกต่ำลงถึงเพียงนี้ท่านไม่ต้องไปโทษใครหรอก เพราะมันเป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นอยู่แล้ว
ลำพังข้ากับสามี อาศัยบารมีราชสำนัก บวกกับวรยุทธ์ของเขาและสติปัญญาของข้า
การจะโค่นล้มสกุลเหลียงเพียงตระกูลเดียว... เหอะ ท่านคิดว่ามันยากเย็นนักหรือ?
ในสายตาคนอื่นสกุลเหลียงอาจจะดูน่าเกรงขาม แต่ในสายตาข้า
พวกท่านไม่ได้สลักสำคัญอะไรเลย!”
“เจ้า!” นายท่านผู้เฒ่าใหญ่เหลียงหอบหายใจด้วยความโกรธแค้น
เขาถลึงตาจ้องเหลียนฟางโจวด้วยความอัปยศอดสู
เหลียนฟางโจวเหยียดยิ้มอย่างดูแคลน พลางชี้ไปที่ม่อเว่ยแล้วเอ่ยต่อ
“ท่านไม่มีสิทธิ์บีบบังคับให้เขาฆ่าตัวตาย! เพราะเขาไม่ได้ติดค้างอะไรท่านอีกแล้ว!
เขาลงมือลอบสังหารข้าไปครั้งหนึ่งแล้ว แต่น่าเสียดายที่ดวงไม่ดีนัก
สาวใช้ข้างกายข้าถลาเข้ามาขวางคมกระบี่นั้นไว้แทน!
พอเขาลงมืออีกครั้งก็พ่ายแพ้ให้แก่สามีข้า สามีข้าไว้ชีวิตเขา
ข้าในฐานะภรรยาก็ควรจะได้รับอานิสงส์เป็นผู้มีพระคุณช่วยชีวิตเขาครึ่งหนึ่งด้วยกระมัง? ลองถามดูซิว่าเขายังมีเหตุผลอะไรที่ต้องลงมือกับข้าอีก?”
“อีกอย่าง!” เหลียนฟางโจวแค่นเสียงหึ “โลกนี้ไม่มีตรรกะเช่นนี้!
มีที่ไหนที่ผู้จ้างวานสั่งให้คนอื่นฆ่าตัวตายเพื่อชดใช้ภารกิจ?”
ดวงตาของม่อเว่ยพลันเป็นประกาย
เขาอดไม่ได้ที่จะลอบมองเหลียนฟางโจวด้วยความทึ่ง
ทว่านายท่านผู้เฒ่าใหญ่เหลียงกลับแผดเสียงตะโกนอย่างเดือดดาล
“เหตุใดจะไม่ได้! นั่นคือคำมั่นสัญญาที่มันติดค้างข้า! ในเมื่อมันไม่ยินยอมฆ่าเจ้า
ก็ให้มันฆ่าตัวเองเสียสิ!”
“หึ!” เหลียนฟางโจวหัวเราะพรวดออกมา เอ่ยอย่างระอาใจว่า
“ดูท่าคำพูดก่อนหน้าของข้าท่านคงไม่เข้าหูเลยสินะ เขาเคยสังหารข้าไปแล้วครั้งหนึ่ง
ต่อให้หนี้แค้นที่ติดค้างท่านจะยังไม่หมดสิ้น
แต่อย่างน้อยก็ชดใช้ไปเกินครึ่งแล้วกระมัง? แม้แต่สามีข้ายังไม่กล้ารับประกันว่าตนจะชนะศึกทุกครั้ง
แล้วนับประสาอะไรกับมือสังหาร? จะไม่ให้เขาทำงานพลาดบ้างเลยหรืออย่างไร?
ให้เขาฆ่าตัวตายงั้นรึ? ท่านล้อข้าเล่นอยู่หรือ!
ข้าไม่เคยได้ยินว่ามือสังหารคนไหนจะรับงานพรรค์นี้มาก่อน! หากเป็นเช่นนั้นจริง
อาชีพมือสังหารคงสาบสูญไปจากโลกนานแล้ว! ติดค้างบุญคุณกันแล้วอย่างไร? ต้องเอาชีวิตเข้าแลกเชียวรึ? ท่านก็ประเมินค่าบุญคุณของท่านสูงเกินไปหน่อยมั้ง!”
“เจ้า! เจ้ามันพวกสีข้างเข้าถู!”
นายท่านผู้เฒ่าใหญ่เหลียงโกรธจนเส้นเลือดที่หน้าผากปูดโปน ดวงตาลุกเป็นไฟ
“สีข้างเข้าถู?” เหลียนฟางโจวเริ่มหมดความอดทน
“สิ่งที่ข้าพูดคือเหตุผลที่กระจ่างแจ้ง
เพียงแต่ท่านไม่ยินยอมรับฟังและไม่ยอมรับมัน
ท่านจึงยัดเยียดชื่อนั้นให้สติปัญญาที่เหนือกว่าของข้า! หากท่านไม่ยอมรับ
ท่านก็โต้แย้งข้ามาเสียสิ!”
กล้ามเนื้อบนใบหน้านายท่านผู้เฒ่าใหญ่เหลียงกระตุกอย่างแรง
แววตาที่จ้องมองมานั้นเปี่ยมไปด้วยความอาฆาตมาดร้าย
เหลียนฟางโจวแค่นยิ้มเย็น “ถลึงตาใส่ข้าทำไม? ท่านเกือบจะทำให้สาวใช้ของข้าต้องตาย
ข้ายังไม่คิดบัญชีกับท่านเลยนะ!”
“เจ้า!”
นายท่านผู้เฒ่าใหญ่เหลียงถึงกับน้ำท่วมปากอีกครั้งเมื่อเจอคำพูดตอกกลับของนาง
เกือบทำสาวใช้ของนางตาย
นางเลยมีเหตุผลอันชอบธรรมที่จะมาคิดบัญชีกับเขาอย่างนั้นรึ?
เขาเป็นใคร? และสาวใช้ของนางเป็นใครกัน?
เขาคือนายท่านผู้เฒ่าใหญ่แห่งสกุลเหลียงผู้เกรียงไกร อย่าว่าแต่
‘เกือบ’ ทำสาวใช้ตายเลย
ต่อให้เขาจะสั่งโบยสาวใช้ให้ตายคามือตามความพอใจหรือไม่พอใจ
มันก็ไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอะไรเลยสักนิด!
น่าแค้นใจนักที่นางบังอาจใช้ถ้อยคำเช่นนี้มาหยามเกียรติเขาต่อหน้าต่อตา!
“ท่านไม่ต้องทำท่าไม่ยอมรับหรอก!” เหลียนฟางโจวเอ่ยเสียงเย็น
“นายท่านผู้เฒ่าใหญ่เหลียงย่อมเข้าใจดีกว่าข้า ว่า ‘นักโทษ’
ไม่มีสิทธิ์มาอวดดีต่อหน้า ‘ผู้ชนะ’! ท่านว่าจ้างมือสังหารมาลอบกัดข้า
เกือบทำสาวใช้ข้าตาย ข้ายังไม่ถือสาหาความกับคนในตระกูลเหลียงที่ติดอยู่ในคุกนี้ก็ดีเท่าไหร่แล้ว
ท่านควรจะคุกเข่าโขกศีรษะขอบคุณข้าถึงจะถูก!
อย่ามาวางท่าต่อหน้าข้าให้เสียเวลาเลย!”
เหลียนฟางโจวกล่าวจบก็เลิกสนใจนายท่านผู้เฒ่าใหญ่เหลียงที่ใบหน้าพลันขาวซีด
นางหันไปเอ่ยกับม่อเว่ยเสียงเย็น “เสียแรงที่เป็นถึงมือสังหาร
ข้าละสงสัยนักว่าเจ้าคว้าตำแหน่งยอดฝีมืออันดับหนึ่งแห่งหนานเจียงมาได้อย่างไร...
ช่างโง่เขลานัก! พวกเรากลับ!”
นางสะบัดหน้าเดินจากไปอย่างไร้สัญญาณเตือนเหมือนตอนที่มา
โดยมีลั่วกว่างและคนอื่นๆ ห้อมล้อมติดตามออกไป
เสียงฝีเท้าค่อยๆ แผ่วจางจนเลือนหายไปในที่สุด
นายท่านผู้เฒ่าใหญ่เหลียงและม่อเว่ยต่างจ้องประสานสายตากันอย่างเย็นเยียบเนิ่นนานโดยไม่มีใครเอ่ยคำใด
ผ่านไปครู่ใหญ่ ม่อเว่ยจึงเอ่ยเสียงเรียบ “ข้านี่มัน... โง่เง่าจริงๆ”
พูดจบเขาก็หันหลังเดินจากไปเช่นกัน
เดินไปได้ไม่กี่ก้าวเขาก็ชะงักเท้า ทิ้งท้ายโดยไม่หันกลับไปมอง
“อย่างไรเสีย ยามนั้นท่านก็เคยยื่นมือเข้าช่วยข้า เอาเป็นว่าเมื่อคำตัดสินโทษลงมา
ข้าจะช่วยรักษาทายาทสกุลเหลียงไว้ให้หนึ่งสายเลือด
ถือเสียว่าชดใช้ชีวิตคืนให้ท่านแล้ว! ส่วนหลี่ฮูหยิน...”
น้ำเสียงของเขาเด็ดขาดและหนักแน่น “ข้าจะไม่สังหารนางอีกเป็นอันขาด!”
นายท่านผู้เฒ่าใหญ่เหลียงแค่นหัวเราะขื่นๆ ไม่ได้เอ่ยสิ่งใดอีก
ส่วนม่อเว่ยนั้นสาวเท้าจากไปไกลแล้ว
เดิมทีเหลียนฟางโจวคิดว่าม่อเว่ยจะจากจวนสกุลหลี่ไปเสียที
ทว่าวันถัดมานางกลับได้รับรายงานว่าเขายังคงสุมหัวกระซิบกระซาบกับนายน้อยอยู่ในสวนเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เห็นได้ชัดว่าเขายังไม่ไปไหน
นางประหลาดใจไม่น้อย ก่อนจะลอบยิ้มออกมาบางๆ
หงอวี้ซึ่งอาการบาดเจ็บดีขึ้นมากแล้วเริ่มทนอุดอู้อยู่บนเตียงไม่ไหว
จึงกลับมาปรนนิบัตินาง เมื่อได้ยินเรื่องนี้ก็อดรนทนไม่ไหวรีบเตือนว่า
“ฮูหยินเจ้าคะ คนผู้นั้นอย่างไรเสียก็คือนักฆ่า มิใช่คนดีมีการมีงานทำที่ไหน!
ท่านปล่อยให้นายน้อยคลุกคลีกับเขาทุกวันโดยไม่ห้ามปราม
หากถูกสอนให้เสียคนจะทำอย่างไร นายน้อยยังเล็กนักนะเจ้าคะ!”
ชุนซิ่งเองก็ร่วมวงหัวเราะอย่างเห็นด้วย “หงอวี้พูดถูกเจ้าค่ะ
บ่าวว่าจะเรียนท่านตั้งหลายวันแล้วแต่ก็ลืมไปเสียสนิท
ท่านและนายท่านควรจะเข้มงวดเรื่องนี้เสียหน่อยนะเจ้าคะ!”
เหลียนฟางโจวหลุดขำออกมา พลางเอ่ยเย้า “พวกเจ้าหวังดีข้าเข้าใจ
แต่ดูเบานายน้อยของพวกเจ้าเกินไปแล้ว! เจ้านั่นน่ะหัวแข็งจะตาย
ใครจะมาจูงจมูกเปลี่ยนใจเขาได้ง่ายๆ? วางใจเถิด เขารู้ความเกินกว่าที่พวกเจ้าคิด อีกอย่าง
ข้ามองดูแล้วม่อเว่ยไม่ใช่คนประเภทนั้น เขาไม่สอนอะไรเหลวไหลหรอก และที่สำคัญ...
นิสัยอย่างนายน้อยน่ะ ต่อให้ข้าสั่งห้ามไม่ให้คบหา เขาก็ไม่ฟังข้าหรอก!”
คำพูดนี้ทำเอาชุนซิ่งและหงอวี้ถึงกับพูดไม่ออกไปตามๆ กัน
จวบจนใกล้เที่ยง หลี่ฟู่ก็นำกองกำลังองครักษ์กลับมาจากเมืองหลางฉี สภาพของเขาดูอิดโรยและเต็มไปด้วยฝุ่นผงจากการเดินทาง
หลังจากอาบน้ำผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าสะอาดสะอ้านแล้ว
เหลียนฟางโจวก็ยกน้ำชามาปรนนิบัติด้วยตนเองพลางยิ้มกล่าว
“ยินดีด้วยเจ้าค่ะท่านแม่ทัพที่กำชัยเหนือศัตรู! ครานี้ท่านคงเบาใจได้เสียที
ปัญหาเรื่องชนเผ่าต่างๆ ก็ได้รับการสะสางไปพร้อมกันด้วย”
หลี่ฟู่สบตานางอย่างรู้ใจพลางเอ่ยว่า “นั่นสิ
ถือเป็นโชคดีที่ไม่ได้คาดคิดไว้
ข้าเองก็คิดไม่ถึงว่าการปราบกบฏครั้งนี้จะราบรื่นเพียงนี้
เดิมทีนึกว่าจะต้องเปลืองแรงเสียมากกว่านี้อีก... เฮ้อ!”
เหลียนฟางโจวหลุดขำออกมาพลางค้อนให้เขาวงหนึ่ง
“ราบรื่นน่ะไม่ดีหรืออย่างไร? หรือต้องรอให้เมืองหนานไห่ระส่ำระสาย
ราษฎรเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้าถึงจะเรียกว่าดี?”
“ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น เจ้าคิดไปถึงไหนกัน!”
หลี่ฟู่จิบน้ำชาก่อนจะวางลงพลางยิ้ม
“สามีของเจ้าไม่จำเป็นต้องใช้ผลงานสงครามครานี้มาประดับบารมีเพิ่มหรอก”
“เช่นนั้นท่านจะทอดถอนใจทำไมกัน?” เหลียนฟางโจวย้อนถามด้วยรอยยิ้ม ทำเอาเขาจุกอกไปทันที
หลี่ฟู่เม้มริมฝีปาก เมื่อมองสบดวงตาสีนิลที่ฉายแววสงสัยของภรรยา
ในใจเขาก็พลันบังเกิดความระเหี่ยใจจนต้องลอบถอนหายใจออกมาอีกครา
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น