วันเสาร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1389 สังหารตัวเจ้าเองเสีย!

 

บทที่ 1389 สังหารตัวเจ้าเองเสีย!

ยามนี้ม่อเว่ยแทบจะใช้เวลาทั้งวันอยู่กับซวี่เอ๋อร์ บางคราก็สอนวิชาตัวเบา บางคราก็นั่งดูเด็กน้อยฝึกกระบี่—ซึ่งซวี่เอ๋อร์เองก็เริ่มชินเสียแล้วที่มีเขามานั่งเฝ้าอยู่ข้างๆ บางเวลาม่อเว่ยก็เอาแต่พูดจาเจื้อยแจ้วไม่หยุดปากราวกับทำนบแตก โดยไม่สนว่าเด็กชายจะฟังรู้เรื่องหรือไม่ ส่วนซวี่เอ๋อร์ก็ไม่ได้ใส่ใจว่าตนจะเข้าใจไหม ในเมื่ออีกฝ่ายอยากเล่า เขาก็แค่รับฟังไปอย่างนั้น

ทว่าบ่อยครั้งในช่วงบ่ายหรือวันถัดมา ซวี่เอ๋อร์มักจะโพล่งคำตอบออกมาไม่กี่คำ ทำเอาลูกศิษย์จำเป็นอย่างม่อเว่ยถึงกับงุนงงในตอนแรก ก่อนจะระเบิดหัวเราะออกมาเมื่อนึกขึ้นได้ว่านั่นคือคำตอบของเรื่องที่เขาชวนคุยไว้เมื่อวันก่อน

ไม่ต้องเดาก็รู้... เด็กน้อยคนนี้คงเอาเรื่องที่เขาพูดไปเล่าให้ท่านแม่ฟัง และคำตอบเหล่านี้ก็ล้วนมาจากปากของมารดาเขาทั้งสิ้น

ไปๆ มาๆ ม่อเว่ยกลับเริ่มสนุกกับกิจกรรมนี้ และขยันหาเรื่องมาคุยกับซวี่เอ๋อร์มากขึ้นเรื่อยๆ

ดั่งเช่นวันนี้ หลังจากเขาทิ้งท้ายประโยคดูแคลนไว้ พอตกบ่ายซวี่เอ๋อร์ก็ย้อนถามเขากลับมาประโยคหนึ่ง: “นั่นเพราะพวกเขาเป็นเพียงมนุษย์เดินดินธรรมดา ความปรารถนาของพวกเขาคือการมีกินมีใช้ มีเสื้อผ้าอบอุ่นใส่ และได้ใช้ชีวิตที่เรียบง่ายอบอวลด้วยไออุ่นของครอบครัว... พวกเขาไม่ใช่มือสังหาร!”

ประโยคนี้เอง... ที่ทำให้สีหน้าของม่อเว่ยเปลี่ยนไปในทันที

ดูเหมือนว่าเขาจะหลงลืมภารกิจของตนไปเสียสิ้น และเริ่มคุ้นชินกับการพำนักอยู่ในจวนสกุลหลี่มากขึ้นทุกวัน!

ม่อเว่ยลอบตระหนกในใจ ลึกๆ เริ่มรู้สึกสับสนจนทำตัวไม่ถูก

เขาเผลอวางความระแวดระวังลงตั้งแต่เมื่อไหร่กัน? เรื่องเช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้นกับเขามาก่อน!

ในอดีต เขาไม่มีทางทนพำนักในบ้านคนอื่นได้นานขนาดนี้ ด้วยสัญชาตญาณอาชีพ เขาไม่เคยไว้ใจผู้ใดง่ายๆ

ตามนิสัยเดิมของเขา ต่อให้ต้องจำใจอยู่ที่นี่ เขาย่อมต้องเก็บตัวเงียบเชียบอยู่ในห้อง ไม่คบค้าสมาคมกับใคร แม้แต่เรื่องอาหารการกินก็ต้องจัดหาด้วยตนเอง ไม่มีทางแตะต้องของที่บ่าวไพร่ยกมาให้เด็ดขาด

ทว่าบัดนี้มันเกิดอะไรขึ้น? ทันทีที่ตื่นนอน เขาก็ปรี่เข้าไปในเขตเรือนชั้นใน คลุกคลีอยู่กับเจ้าเด็กกะเปี๊ยกนั่น เด็กนั่นมีขนมอะไรก็แบ่งให้เขา เขาก็รับมากินอย่างหน้าตาเฉย ราวกับลืมไปเสียสนิทว่ามันอาจจะมีพิษหรือไม่!

ยังมีหลี่ฮูหยินผู้นั้นอีก... เพราะนางมักจะมาเดินเล่นในสวนและแวะมาหาบุตรชายบ่อยๆ เขาจึงได้พบนางนับครั้งไม่ถ้วน ทว่าไม่มีครั้งไหนเลยที่เขาจะนึกถึง ‘ภารกิจสังหาร’ ที่ได้รับมอบมา

ยิ่งไปกว่านั้น เขากลับพบว่ายามนี้การจะยกกระบี่ขึ้นชี้หน้าหลี่ฮูหยินกลายเป็นเรื่องยากเย็นแสนเข็ญ ยากเสียจนเขาไม่สามารถบังคับตัวเองให้ลงมือได้อีกต่อไป!

แต่เขาคือนักฆ่านะ! นี่มันเกิดอะไรขึ้นกับเขากันแน่?

ซวี่เอ๋อร์เห็นเขานิ่งไป สีหน้าดูหม่นหมองแววตาเหม่อลอยราวกับวิญญาณหลุดออกจากร่าง ก็รู้สึกฉงนใจอยู่บ้าง

แต่ซวี่เอ๋อร์ไม่ใช่เด็กที่ชอบยุ่งเรื่องชาวบ้าน เขาจึงไม่ได้สนใจม่อเว่ยที่ภายนอกดูแข็งทื่อทว่าในใจกำลังสับสนเจียนตาย เด็กน้อยถือกระบี่เดินเข้าสู่ลานฝึกทหารและเริ่มฝึกปรือท่าร่างอย่างตั้งใจ

ทว่าพอเขาสะบัดหน้าขึ้นมาอีกที ม่อเว่ยก็หายวับไปเสียแล้ว

ซวี่เอ๋อร์อึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพึมพำกับตัวเอง “ช่างเป็นคนประหลาดแท้ๆ” แล้วก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจอีก

ฝ่ายม่อเว่ยเร่งรุดออกจากจวนสกุลหลี่ ลอบเข้าไปในคุกหลวงของทำเนียบผู้ว่าการมณฑลอย่างง่ายดาย ก่อนจะไปหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าใต้เท้าใหญ่สกุลเหลียงด้วยแววตาเย็นเยียบ

สามพี่น้องสกุลเหลียงล้วนเป็นนักโทษฉกรรจ์ จึงถูกขังแยกห้องและอยู่คนละส่วนกับคนอื่นๆ ในตระกูล เพื่อป้องกันการติดต่อสื่อสารหรือสมคบคิดกัน

นายท่านผู้เฒ่าใหญ่เหลียงเงยหน้าขึ้นเห็นม่อเว่ยยืนอยู่หน้าห้องขัง ดวงตาก็พลันเป็นประกายด้วยความตื่นเต้น เขาพุ่งเข้าหาลูกกรงเหล็กทันทีพลางถามอย่างกระหาย “ม่อเว่ย! เจ้าลงมือสังหารฮูหยินของหลี่ฟู่เรียบร้อยแล้วใช่หรือไม่?”

หางตาของม่อเว่ยกระตุกวาบ เขาเอ่ยเสียงเย็น “ยัง และข้าไม่คิดจะฆ่านางแล้ว! ข้อตกลงนี้ถือเป็นโมฆะ เจ้าจงเลือกเป้าหมายใหม่มาเสีย แต่ต้องไม่ใช่คนในสกุลหลี่!”

“เจ้า!” นายท่านผู้เฒ่าใหญ่เหลียงทั้งตกใจทั้งโกรธจัด เขาถลึงตาจ้องม่อเว่ยอย่างไม่เชื่อหู ผ่านไปครู่ใหญ่จึงแค่นยิ้มเย็น “ม่อเว่ย! เจ้าเสียสติไปแล้วรึ! วงการมือสังหาร... ไม่เคยมีกฎเกณฑ์เช่นนี้!”

ถูกต้อง!” ม่อเว่ยแค่นยิ้มเย็น “สกุลหลี่มีพระคุณต่อข้า แม้ข้าจะเป็นมือสังหาร แต่ก็ชิงชังการเป็นคนเนรคุณ!”

ใต้เท้าใหญ่เหลียงถลึงตาจ้องเขาด้วยความแค้นเคือง พลันระเบิดเสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง ทันใดนั้นเขาก็จ้องเขม็งไปที่ม่อเว่ย เน้นทีละคำอย่างเย็นเยียบ “ม่อเว่ย... นอกจากคนสกุลหลี่แล้ว ไม่ว่าใครเจ้าก็ฆ่าได้จริงรึ? คราวนี้เจ้าคงไม่หาข้ออ้างมาปัดสอยข้าอีกกระมัง?”

ไม่แน่นอน! เจ้าว่ามา!” ม่อเว่ยลอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกโดยไม่รู้ตัว

ดี!” ใต้เท้าใหญ่เหลียงหัวเราะก้อง “ม่อเว่ย นี่เจ้าพูดเองนะ! หากเจ้ายังผิดคำพูดอีก ก็ไม่คู่ควรเป็นมือสังหารอีกต่อไป... ข้าต้องการให้เจ้า สังหารตัวเจ้าเองเสีย!

ม่อเว่ยใจหายวาบ เขาจ้องมองใต้เท้าใหญ่เหลียงด้วยความอึ้งงันจนพูดไม่ออกไปชั่วขณะ

ฝ่ายใต้เท้าใหญ่เหลียงก็จ้องเขาเขม็งไม่กะพริบตา ดวงตาฉายแววอำมหิตและย่ามใจในชัยชนะพลางเค้นถาม “ว่าอย่างไรล่ะท่านยอดมือสังหารม่อ บอกมาเสียสิว่าเจ้าจะฆ่า... หรือไม่ฆ่า!”

ม่อเว่ยกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูด กล้ามเนื้อบนใบหน้ากระตุกเกร็งอย่างรุนแรง เขาไม่ได้ปริปากพูดสิ่งใด มีเพียงแววตาที่ยิ่งมายิ่งมืดหม่นลงเรื่อยๆ

หึ!” ใต้เท้าใหญ่เหลียงแค่นหัวเราะอย่างดูแคลน “หรือท่านมือสังหารจะให้ข้าเปลี่ยนเป้าหมายใหม่อีกรอบล่ะ? เสียใจด้วยนะ! ชั่วประเดี๋ยวประด๋าวเช่นนี้ข้าคงหาคนที่สมควรตายได้ไม่มากนักหรอก! ในเมื่อท่านไม่เต็มใจ ก็แค่บอกมาตรงๆ ว่าไม่ทำ หรือบอกว่าข้อตกลงระหว่างเราเป็นโมฆะไปเสียก็สิ้นเรื่อง! อย่างไรเสียตอนนี้ข้าก็ติดคุก ทำอะไรไม่ได้อยู่แล้ว ไม่มีปัญญาไปป่าวประกาศความจริงให้โลกรับรู้หรอก! คำสาบานหรือคำมั่นที่เจ้าเคยให้ไว้ก็ถือเสียว่าลมปาก ไม่ต้องไปกังวลมันหรอก! ทันทีที่เดินพ้นคุกนี้ไป เจ้าก็ยังเป็นมือสังหารอันดับหนึ่งแห่งหนานเจียงผู้เกรียงไกรคนเดิม!”

ไม่ต้องมาใช้ยั่วโมโหข้า!” ม่อเว่ยแค่นยิ้ม ขบฟันกรอดพลางเอ่ย “ดี! เช่นนั้นข้าก็จะคืนชีวิตนี้ให้เจ้า!”

สิ้นคำ เขาสะบัดข้อมือเพียงคราเดียว กระบี่ยาวในมือก็ส่งเสียงเช้ง!” ออกจากฝัก เขาถือกระบี่กลับด้าน เตรียมจะปาดเข้าที่ลำคอของตนเอง

ทว่าในวินาทีวิกฤต กลับมีกรวดเม็ดหนึ่งบินมาจากทิศทางใดไม่ทราบ พุ่งเข้าใส่จุดชาที่ข้อมือของเขาอย่างแม่นยำ ม่อเว่ยที่ไม่ได้ระวังตัวเผลอปล่อยมือโดยสัญชาตญาณ กระบี่ยาวจึงร่วงหล่นลงพื้นทันที

หยุดมือ!” เสียงตวาดอันทรงอำนาจดังกังวาน พร้อมกับการปรากฏตัวของ เหลียนฟางโจว ที่เดินเข้ามาอย่างสง่างาม โดยมีลั่วกว่าง หงอวี้ ชุนซิ่ง และเหล่าผู้ติดตามรายล้อม

ม่อเว่ยสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย เขาเม้มริมฝีปากเงียบกริบพลางถอยฉากไปด้านข้าง

นายท่านผู้เฒ่าใหญ่เหลียงเมื่อเห็นผู้มาเยือนชัดตา ก็ระเบิดเสียงหัวเราะลั่นคุก “หลี่ฮูหยิน! ที่แท้ก็เป็นเจ้านี่เอง! เจ้ารู้หรือไม่ว่าคนผู้นี้เป็นใคร? เขาคือนักฆ่าที่ข้าจ้างมาเพื่อปลิดชีพเจ้า แต่เจ้ากลับช่วยชีวิตมันไว้! ฮ่าๆๆ! มีเรื่องใดในใต้หล้านี้จะน่าขำไปกว่านี้อีกไหม! ฮูหยินหลี่ เจ้าเสียสติไปแล้วรึ!”

งั้นหรือ?” เหลียนฟางโจวเอ่ยถามพร้อมรอยยิ้มละไม “ในเมื่อเป็นเช่นนั้น เหตุใดท่านถึงบีบให้เขากระทำอัตวินิบาตกรรมเล่า? ช่างน่าแปลกนัก! ใต้เท้าเหลียงอย่าบอกนะว่าท่านกำลังช่วยชีวิตข้าอยู่?”

หึ!” นายท่านผู้เฒ่าใหญ่เหลียงถลึงตาจ้องเหลียนฟางโจวด้วยความอาฆาตมาดร้าย “นางปีศาจ! หากไม่ใช่เพราะเจ้า อาจิ้นคงไม่ทำความผิดซ้ำซากเช่นนั้น และสกุลเหลียงของเราก็คงไม่ต้องพินาศย่อยยับเช่นนี้! ทั้งหมดนี้เป็นเพราะเจ้า เจ้าคือต้นเหตุของหายนะทั้งหมด! ข้าสาปแช่งให้เจ้าตายวันตายพรุ่ง แล้วข้าจะไปช่วยเจ้าได้อย่างไร! ฮูหยินหลี่ไม่จำเป็นต้องมาตีหน้าเซ่อต่อหน้าข้า ในเมื่อเจ้ากล้ามายืนอยู่ที่นี่ มีหรือจะไม่รู้ว่าเหตุใดข้าถึงต้องการให้มันตาย!”

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น