วันพุธที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1400 ลาจากโดยมิบอกกล่าว

 

บทที่ 1400 ลาจากโดยมิบอกกล่าว

ไม่ต้อง!” ฮูหยินสามเล่อเจิ้งเอ่ยเสียงเรียบ “วันนี้ข้าเพียงมาปรากฏตัวให้เห็นพอเป็นพิธี พี่สะใภ้ใหญ่เองก็ทราบดี ยังต้องพูดอะไรอีก?”

เซี่ยหมอมอไม่กล้าทัดทานต่อ ได้แต่รับคำเบาๆ และช่วยประคองนางเดินออกไป

ครั้นเดินพ้นเขตสวนหย่อมมาได้ไม่ไกล ประจวบเหมาะกับที่หงอวี้กำลังนำสาวใช้กลุ่มหนึ่งยกถาดผลไม้และของว่างเดินสวนมาพอดี เมื่อเห็นฮูหยินสามเล่อเจิ้งนางก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบก้าวเข้าไปย่อกายคารวะพลางส่งยิ้มประจบ “นี่มิใช่ฮูหยินสามเล่อเจิ้งหรอกหรือเจ้าคะ? ท่านกำลังจะ—”

การที่เหลียนฟางโจวจะทำให้แผนการนี้สำเร็จย่อมไม่อาจทำเพียงลำพังได้ สุดท้ายนางจึงตัดสินใจบอกความลับนี้แก่ชุนซิ่งและหงอวี้อย่างระมัดระวัง เพื่อให้ทั้งสองคอยเป็นลูกมือและประสานงานตามสถานการณ์

หงอวี้ในยามนี้เมื่อเห็นฮูหยินสามเดินออกจากสวนมาเพียงลำพัง มีหรือจะไม่ตกใจ!

ไม่ต้องมากพิธี!” ฮูหยินสามยกมือขึ้นปรามพลางยิ้มบางๆ “ข้ารู้สึกไม่ค่อยสบายตัวกะทันหัน เลยตั้งใจจะขอตัวกลับก่อนน่ะ!”

เอ่อ—” หงอวี้ละล่ำละลักพลางฝืนยิ้ม “ฮูหยินของเรา... ทราบเรื่องนี้หรือยังเจ้าคะ?”

ฮูหยินสามมองหงอวี้ด้วยแววตาประหลาดใจเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มตอบ “พูดไปแล้วก็นับว่าข้าเสียมารยาทนัก เพียงแต่เห็นฮูหยินหลี่กำลังสนทนาอยู่กับเหล่าฮูหยินท่านอื่น ข้าจึงไม่อยากเข้าไปขัดจังหวะ รบกวนแม่นางช่วยหาจังหวะบอกฮูหยินหลี่ให้ข้าด้วยนะ! ลาก่อน”

นางพยักหน้าให้เล็กน้อยแล้วประคองเซี่ยหมอมอเดินจากไป

หงอวี้ได้แต่อ้าปากค้าง นางรีบซอยเท้าตามไปไม่กี่ก้าวแต่ก็หยุดชะงัก พลันเปลี่ยนทิศทางวิ่งไปยังระเบียงทางเดินใกล้ๆ ดักหน้าม่อเว่ย แล้วกระซิบสั่งเสียงรัว “เจ้าวิชาตัวเบาสูงส่งไม่ใช่รึ? รบกวนไปที่ศาลาอบเชยเดี๋ยวนี้ ไปหาพี่ชุนซิ่ง บอกนางว่าฮูหยินสามเล่อเจิ้งกำลังจะกลับแล้ว! ไหว้ล่ะ... เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้นะ!”

ม่อเว่ยที่กำลังจะไปหาซวี่เอ๋อร์ได้ยินดังนั้นก็ปรายตาขึ้นมองหงอวี้ด้วยสายตาประหลาดๆ แวบหนึ่ง โดยไม่ปริปากพูดสักคำ เขาก็ขยับกายวูบเดียว หงอวี้เพียงแค่กะพริบตา ร่างของเขาก็อันตรธานหายไปต่อหน้าต่อตา

คนผู้นี้! นึกว่าเก่งนักหรือไง!” หงอวี้กระทืบเท้าด้วยความขัดใจ นางเองก็ไม่แน่ใจว่าม่อเว่ยรับคำหรือเปล่า

นางรีบหันไปสั่งสาวใช้คนอื่นๆ ให้รีบยกของไปส่งในสวน ส่วนตัวนางเองรีบวิ่งกะหืดกะหอบไปดักฮูหยินสามเล่อเจิ้งไว้อีกครั้ง

ไม่ว่าจะอย่างไร จะปล่อยให้นางกลับไปตอนนี้ไม่ได้เด็ดขาด!

หากนางกลับไปเสียตอนนี้ จะไปหาโอกาสเชิญมาอีกครั้งได้จากที่ไหน?

ฮูหยินสามสุขภาพไม่สู้ดี ทั้งยังไม่ได้เดินเหินไกลๆ เช่นนี้มานาน โดยเฉพาะท่ามกลางแสงแดด แม้จะเป็นช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วงที่อากาศเริ่มเย็นลง แต่แสงแดดที่สาดส่องลงมาก็ยังแรงพอที่จะทำให้หน้ามืดตาลายได้ นางจึงเดินได้ช้ามาก เพียงครู่เดียวหงอวี้ที่วิ่งหอบซี่โครงบานก็สามารถตามมาดักหน้าไว้ได้ทันก่อนที่นางจะพ้นประตูชั้นใน

ฮู... ฮูหยินสามเจ้าคะ!” หงอวี้ยืนหอบพลางส่งยิ้มแห้งๆ ให้ฮูหยินสาม

ฮูหยินสามเห็นสาวใช้ผู้นี้วิ่งตามมาอีกรอบก็ขมวดคิ้วด้วยความประหลาดใจ นางเอ่ยปนหัวเราะขื่นอย่างจนใจว่า “แม่นางน้อย ข้ารู้สึกไม่สบายจริงๆ หรือว่าการมาเป็นแขกที่จวนสกุลหลี่แห่งนี้ ถึงอย่างไรก็ไม่อนุญาตให้แขกขอตัวกลับก่อนเชียวรึ?”

ไม่... ไม่ใช่เช่นนั้นเจ้าค่ะ! ฮูหยินสามเข้าใจผิดแล้ว!” หงอวี้ที่ร่างกายยังไม่ฟื้นตัวดีต้องใช้เวลาพักใหญ่กว่าจะหายใจคล่อง นางรีบใช้ปฏิภาณไหวพริบเอ่ยประจบว่า “ในเมื่อฮูหยินสามไม่สบาย เช่นนั้นมิสู้เข้าไปนั่งพักเหนื่อยสักครู่ก่อนเถิดเจ้าคะ? หากท่านกลับไปในสภาพเช่นนี้แล้วฮูหยินของเราทราบเข้า ย่อมต้องตำหนิพวกบ่าวว่ารับรองแขกไม่ดีเป็นแน่! ขอฮูหยินสามโปรดเห็นใจพวกบ่าวด้วยเถิดเจ้าค่ะ พักให้หายเหนื่อยจนดีขึ้นแล้ว เดี๋ยวบ่าวจะเป็นคนเดินไปส่งท่านที่หน้าประตูเองนะเจ้าคะ ท่านเห็นว่าดีไหมเจ้าคะ?”

นัยน์ตาของฮูหยินสามเล่อเจิ้งหม่นแสงลงเล็กน้อย นางจ้องมองหงอวี้ครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวขึ้นกะทันหัน “เซี่ยหมอมอ เจ้าถอยไปก่อน”

“...” เซี่ยหมอมอเหลือบมองนางทีหนึ่งแล้วหันไปมองหงอวี้ ก่อนจะรับคำ “เจ้าค่ะ” แล้วถอยออกไปยืนในระยะที่มั่นใจว่าจะไม่ได้ยินบทสนทนาของทั้งคู่

ฮูหยินสามเล่อเจิ้งพินิจหงอวี้แวบหนึ่งพลางยิ้มบางๆ แล้วเอ่ยเรียบๆ ว่า “ดูจากการแต่งกายของแม่นางแล้ว คงจะเป็นคนสนิทที่ฮูหยินหลี่ไว้เนื้อเชื่อใจกระมัง? เช่นนั้นแม่นางก็พูดมาตามตรงเถิด ที่พยายามดึงดันให้ข้าอยู่ต่อเช่นนี้ แท้จริงแล้วเป็นเพราะเหตุใด? ข้าเป็นคนนิสัยตรงไปตรงมา ชิงชังการพูดจาอ้อมค้อม หากแม่นางไม่บอกความจริง ข้าคงต้องขอตัวลา และหวังว่าแม่นางจะไม่เข้ามาขัดขวางอีก!”

บ่าว—” หงอวี้เผยรอยยิ้มขื่น “ฮูหยินของพวกเรามีเรื่องสำคัญจะปรึกษากับท่านจริงๆ เจ้าค่ะ ฮูหยินสามโปรดวางใจ มิใช่เรื่องร้ายแรงอันใด และฮูหยินของพวกเราก็มิเคยทำเรื่องบีบบังคับจิตใจผู้ใด! เพียงแต่... ต้องขอประทานอภัยจากฮูหยินสามด้วยที่บ่าวยังมิอาจพูดออกมาได้ในยามนี้! บ่าวทราบดีว่าฮูหยินสามมิเกรงกลัวสิ่งใด ทว่าหากท่านทำให้เรื่องนี้พังพินาศลงไป หากภายหลังท่านได้รับรู้ความจริง... เกรงว่าท่านจะเสียใจจนแทบกระอักทีเดียวเจ้าค่ะ!”

โอ้?” ฮูหยินสามเล่อเจิ้งหลุดหัวเราะหึๆ ในลำคอ แววตาแฝงความเย้ยหยันพลางกล่าวอย่างดูแคลน “ฮูหยินของพวกเจ้านี่... มักจะทะนงตนเช่นนี้เสมอเลยรึ?”

เสียใจจนแทบกระอักงั้นหรือ? ฮูหยินสามเล่อเจิ้งไม่มีทางเชื่อ! บนโลกใบนี้ ยังจะมีเรื่องใดที่พลาดไปแล้วจะทำให้นางต้องเสียใจได้อีก? ไม่มี! ไม่มีทางเป็นไปได้เด็ดขาด!

นางรู้สึกเพียงว่ามันช่างน่าขำสิ้นดี ไม่รู้ว่าฮูหยินหลี่ผู้นี้ หรือแม้แต่สาวใช้คนสนิทข้างกายของนาง ไปเอาความมั่นใจมหาศาลเช่นนี้มาจากไหนกัน!

หงอวี้มิได้ขุ่นเคืองกับคำพูดนั้น นางยังคงยิ้มและกล่าวตอบว่า “ฮูหยินสามเข้าใจผิดแล้วเจ้าค่ะ ฮูหยินของพวกเรามิได้ทะนงตนแม้แต่น้อย อีกทั้งยังเป็นคนระมัดระวังรอบคอบอย่างยิ่ง แต่หากจะว่ากันตามเนื้อผ้าแล้ว ฮูหยินของพวกเรามี ‘ต้นทุน’ มากพอที่จะทะนงตนได้จริงๆ เจ้าค่ะ!”

เจ้า—” ฮูหยินสามเล่อเจิ้งแววตาเย็นวาบ

ยามที่นางกำลังจะสะบัดหน้าจากไป พลันเห็นสาวใช้ตัวน้อยนามว่าหลิ่วเอ๋อร์วิ่งกระหืดกระหอบมาจากทิศทางของสวนหย่อมพลางร้องเรียก “พี่หงอวี้เจ้าคะ!” ฮูหยินสามเล่อเจิ้งพลันสงบนิ่งลงทันใด นางแค่นยิ้มเย็นในใจ: ข้าอยากจะรู้นักว่าฮูหยินหลี่ผู้นี้จะเล่นแง่อะไรอีก!

หงอวี้เองก็ลอบถอนใจอย่างโล่งอก คาดว่าหลิ่วเอ๋อร์คงได้รับคำสั่งจากฮูหยินให้เร่งรุดมาที่นี่ แต่เด็กน้อยเพียงเท่านี้จะรั้งฮูหยินสามเล่อเจิ้งไว้ได้อย่างไร? เหตุใดพี่ชุนซิ่งถึงไม่มาด้วยตนเองหนอ?

ทว่าพอนึกดูอีกที หากพี่ชุนซิ่งมาด้วยตนเองในขณะที่นางก็อยู่ที่นี่ มันจะดูเหมือนเป็นเรื่องใหญ่โตจนเกินไปและสะดุดตาผู้อื่นมากเกินไป

อา... ต้องเป็นเช่นนั้นแน่!

ฮูหยินยังคงรอบคอบที่สุด...

ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ฮูหยินย่อมต้องสั่งความบางอย่างผ่านหลิ่วเอ๋อร์มาแน่ นางจึงเบาใจลง

หลิ่วเอ๋อร์เดินเข้ามาทำความเคารพฮูหยินสามเล่อเจิ้ง ก่อนจะหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อส่งให้หงอวี้พลางยิ้มกล่าว “ช่างประจวบเหมาะที่มาเจอพี่สาวที่นี่ นี่คือสิ่งที่ฮูหยินสั่งให้บ่าวนำมามอบให้พี่เจ้าค่ะ!”

หงอวี้ยิ้มรับและพยักหน้า “เอาละ เจ้าไปทำงานต่อเถิด!”

เจ้าค่ะ บ่าวขอตัวก่อนนะเจ้าคะ พี่สาวเชิญทำงานต่อเถิด!” หลิ่วเอ๋อร์ยิ้มร่าเริง ย่อตัวคำนับแล้วหมุนตัวจากไป

รอจนหลิ่วเอ๋อร์เดินลับตา หงอวี้จึงคลี่กระดาษแผ่นนั้นออกดูแล้วก็ชะงักไปครู่หนึ่ง

ฮูหยินสามเล่อเจิ้งแค่นยิ้มเย็นพลางถาม “แม่นางน้อย ไม่ทราบว่ายังมีเรื่องใดจะกล่าวอีกหรือไม่?”

หงอวี้เงยหน้าขึ้นสบตานางตรงๆ จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของนางพลางเอ่ยทีละคำอย่างจริงจัง “ฮูหยินสามเจ้าคะ บ่าวจะไม่ปิดบังท่าน ฮูหยินของพวกเรามีคำพูดประโยคหนึ่งอยากจะบอกท่าน ความจริงมิใช่ฮูหยินของพวกเราที่อยากจะรั้งท่านไว้ แต่มีฮูหยินน้อยท่านหนึ่งปรารถนาจะพบฮูหยินสามสักครั้ง จึงได้ไหว้วานฮูหยินของพวกเราให้ช่วยเป็นสื่อกลางทำบุญคุณในครั้งนี้! ฮูหยินน้อยท่านนี้มีนามว่าชูเอ๋อร์ ได้ยินมาว่านางมีความสัมพันธ์อันเก่าแก่กับฮูหยินสาม น่าเสียดายที่เกิดเหตุ... เพลิงไหม้ ครั้งใหญ่—”

เจ้าว่าอย่างไรนะ!” ฮูหยินสามเล่อเจิ้งสีหน้าเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง ใบหน้าที่เดิมทีก็ขาวซีดจนเกือบโปร่งแสงอยู่แล้ว ยิ่งกลับกลายเป็นขาวราวกับไร้หยดเลือด

นางกำมือทั้งสองข้างแน่นจนข้อนิ้วกลายเป็นสีขาว เส้นเลือดปูดโปนออกมา ทว่าก็ยังไม่อาจควบคุมร่างกายที่สั่นเทารุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ได้ ดวงตาของนางจับจ้องอยู่ที่หงอวี้เขม็งราวกับจะตรึงไว้ พลางเอ่ยถามด้วยเสียงอันสั่นเครือ “เจ้าพูดถึงใครนะ? ชู... ชูเอ๋อร์? เหตุ... เพลิงไหม้ รึ?”

 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น