บทที่ 1401
สองแม่ลูกพบหน้า
หงอวี้อดมิได้ที่จะรู้สึกเวทนานาง จึงรีบกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ฮูหยินสาม
ดูท่าทางท่านจะไม่สู้ดีนัก ให้บ่าวพาท่านไปหาที่พักผ่อนสักครู่เถิดเจ้าค่ะ”
“ข้า...” ฮูหยินสามสกุลเล่อเจิ้งเข้าใจความหมายของหงอวี้ทันที
นางพยายามข่มความตระหนกและหัวใจที่เต้นรัวราวกระหน่ำกลอง ก่อนจะพยักหน้าตอบเบาๆ
“ตกลง...”
หงอวี้เข้าไปประคองนางพลางกวักมือเรียกเซี่ยหมอมอ
แม้เซี่ยหมอมอจะมิได้ยินบทสนทนา แต่เห็นอาการของนายตนก็อดกังวลมิได้
นางรีบปรี่เข้ามาประคองแขนอีกข้างพลางถามด้วยความห่วงใย “ฮูหยินสาม...
ท่านเป็นอะไรไปเจ้าคะ?” นางปรายตาไปทางหงอวี้ด้วยแววตาไม่พอใจ
หากมิใช่เพราะอยู่ในจวนสกุลหลี่ นางคงเอ่ยปากซักไซ้ไปแล้ว
“ข้ามิเป็นไร” ฮูหยินสามส่ายหน้าด้วยอาการสั่นเทา
น้ำเสียงสั่นพร่าทว่าดวงตากลับเป็นประกายเจิดจ้า ลมหายใจติดขัดกระชั้นชี่
บนใบหน้าที่ซีดขาวปรากฏริ้วแดงระเรื่ออย่างผิดปกติ
เห็นได้ชัดว่าอารมณ์กำลังพลุ่งพล่านอย่างหนัก
เซี่ยหมอมอใจหายวาบ นางข่มโทสะพลางเอ่ยถามหงอวี้ด้วยเสียงเย็นชา
“แม่นาง ท่านกล่าววาจาใดกับฮูหยินของเรากันแน่?”
“เซี่ยหมอมอ!” ฮูหยินสามรีบขัดขึ้นก่อนหงอวี้จะทันตอบ
นางส่งยิ้มอ่อนแรงให้เซี่ยหมอมอ “ข้ามิเป็นไร เพียงแต่จู่ๆ ก็รู้สึกใจคอไม่ดี
หายใจติดขัดเล็กน้อย ขอพักสักครู่แล้วค่อยไป มิเกี่ยวกับแม่นางผู้นี้หรอก”
“เจ้าค่ะ ฮูหยิน” แม้จะเคลือบแคลงใจ แต่เมื่อนายหญิงยืนยันเช่นนั้น เซี่ยหมอมอก็มิอาจซักไซ้ต่อ
“ฮูหยินสาม เชิญทางนี้เจ้าค่ะ” หงอวี้พานางไปยังหอเล็กๆ
ที่ค่อนข้างลับตาคน เมื่อจัดแจงให้นางนั่งเรียบร้อยแล้วก็ยิ้มกล่าว
“ท่านรออยู่ที่นี่สักครู่ บ่าวจะไปเตรียมน้ำชาร้อนๆ มาให้เจ้าค่ะ”
“ลำบากเจ้าแล้ว” ฮูหยินสามพยักหน้าเน้นย้ำ
ในใจปรารถนาให้หงอวี้รีบไปเสียเดี๋ยวนี้
ครู่ต่อมา เมื่อได้ยินเสียงผลักประตูเปิดออก
ฮูหยินสามก็เงยหน้าขึ้นทันที
พลันจ้องมองสตรีในชุดแดงปักลวดลายเกล้าผมอย่างสตรีที่ออกเรือนแล้วซึ่งปรากฏกายเบื้องหน้า
ริมฝีปากของนางสั่นระริก ลำคอตีบตัน ในอกราวกับถูกไฟแผดเผา
ทว่ากลับมิอาจเค้นวาจาออกมาได้แม้แต่คำเดียว!
น้ำตาไหลพรากอาบสองแก้มในพริบตา...
ผ่านไปเกือบสองเค่อ
เสียงเคาะประตูที่ดังกังวานทำให้สองแม่ลูกสะดุ้งสุดตัว ชูเอ๋อร์ได้สติจึงฝืนยิ้มกล่าว
“ท่านแม่... ข้า... ข้าคงต้องไปแล้วเจ้าค่ะ”
“ชูเอ๋อร์!” น้ำตาของฮูหยินสามหลั่งรินออกมาอีกครั้ง
มือที่ผอมบางดั่งกิ่งไม้แห้งกำมือชูเอ๋อร์ไว้แน่น มิยอมปล่อยวาง
“ท่านแม่! ท่านอย่าทำเช่นนี้เลยเจ้าค่ะ” ชูเอ๋อร์ขอบตาแดงก่ำ
นางพยายามกะพริบตาขับไล่น้ำตาพลางฝืนยิ้ม “ท่านแม่
ท่านกลับไปต้องดูแลรักษาสุขภาพให้ดี วันหน้าเราย่อมต้องได้พบกันอีกแน่นอน!”
ฮูหยินสามส่ายหน้าพลางทอดถอนใจด้วยความเศร้า
“มันง่ายดายเช่นนั้นที่ไหนกัน... ให้แม่ได้มองเจ้าให้เต็มตาอีกสักนิดเถิด”
“ฮูหยินสาม ฮูหยินผาง” หงอวี้แง้มประตูเข้ามากล่าว
“เวลาล่วงเลยมามากแล้ว ฮูหยินสามควรกลับได้แล้วเจ้าค่ะ”
ฮูหยินสามยิ่งอาลัยอาวรณ์ มิยอมคลายมือจากชูเอ๋อร์
แววตาที่เจ็บปวดร้าวรานนั้นยากจะทนมองได้
ชูเอ๋อร์เองก็อาลัยมิแพ้กัน
เมื่อเห็นมารดาเป็นเช่นนั้นก็รู้สึกราวกับถูกมีดกรีดใจ
นางโผเข้ากอดมารดาแน่นพลางสะอื้นเบาๆ “ท่านแม่! เป็นลูกที่ไม่ดีเอง
ลูกไม่ควรจากไปเช่นนั้น ลูกไม่ควรหลอกลวงท่านเลย!”
ฮูหยินสามกอดบุตรสาวไว้แนบอก
แต่เมื่อได้ยินคำนั้นนางกลับชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะผละออกมองใบหน้าบุตรสาว
ส่ายหน้าแล้วกล่าวด้วยเสียงสั่นเครือ “ไม่! ลูกรัก เรื่องนี้เจ้ามิผิด
เจ้าทำได้ดีแล้ว
แม่เห็นเจ้ามีชีวิตความเป็นอยู่เช่นนี้ในใจก็เปี่ยมด้วยความยินดียิ่งนัก ยินดีจริงๆ!”
นางค่อยๆ คลายมือจากชูเอ๋อร์พลางฝืนยิ้ม “แม่เลอะเลือนไปเอง!
ยามนี้แม่รู้แล้วว่าเจ้ายังมีชีวิตอยู่และอยู่อย่างสุขสบาย แม่ก็วางใจแล้ว
เจ้าไปเถิด... รีบไปเสียเถิด แม่เองก็ควร... กลับเสียที!”
ชูเอ๋อร์ขอบตาแดงก่ำ เม้มปากพยักหน้า ส่วนเซี่ยหมอมอที่ยืนอยู่ด้านข้างก็ปาดน้ำตาพลางช่วยเกลี้ยกล่อม
หงอวี้เห็นดังนั้นจึงอดมิได้ที่จะเอ่ยขึ้น “ฮูหยินสาม ฮูหยินผาง
อย่าได้โศกเศร้าไปเลยเจ้าค่ะ ในเมื่อฮูหยินสามฝักใฝ่ในธรรม
หากย้ายไปบำเพ็ญเพลที่อารามชีเพื่อสวดมนต์ให้สกุลเล่อเจิ้ง
มิยิ่งแสดงถึงความศรัทธาหรอกหรือเจ้าคะ?”
หากพ้นจากจวนเล่อเจิ้งไปได้ และหาอารามที่อยู่ใกล้กับเมืองหลางฉีเพื่อบำเพ็ญเพียร
ย่อมหาโอกาสพบกันได้ไม่ยาก อย่างน้อยปีละครั้งสองครั้งก็ยังดีมิใช่หรือ?
“นั่นสินะ!”
“จริงด้วย! วิเศษแท้!”
ดวงตาของฮูหยินสามและชูเอ๋อร์เป็นประกายด้วยความประหลาดใจและยินดี
เห็นได้ชัดว่าพวกนางเข้าใจความหมายที่หงอวี้สื่อสารแล้ว
ความโศกเศร้ายามจากลาพลันจางหายไป
ทั้งสองพูดคุยกันต่ออีกมี่กี่ประโยคก่อนจะรีบอำลา
หงอวี้หยิบแป้งมาช่วยผลัดผัดหน้าให้ฮูหยินสามเพื่อพรางรอยบวมแดงที่ดวงตาและคราบน้ำตา
ฮูหยินสามยิ้มกล่าว “มิเป็นไรหรอก ปกติข้ามิค่อยพบปะผู้ใด
กลับไปก็อยู่แต่ในห้องตนเอง ไม่มีใครสังเกตเห็นแน่ แม่นางหงอวี้ ขอบใจเจ้ามากนะ!”
หงอวี้ิยิ้มตอบ “บ่าวเป็นเพียงคนรับใช้
มิกล้ารับคำขอบคุณนี้หรอกเจ้าค่ะ ฮูหยินสามโปรดขอบคุณนายหญิงของข้าเถิด”
คำกล่าวนั้นทำเอาฮูหยินสามและเซี่ยหมอมอพากันยิ้มออกมา
ฮูหยินสามพยักหน้าซ้ำๆ “แน่นอน! ย่อมต้องขอบคุณแน่นอน! หากมิใช่เพราะฮูหยินหลี่
เกรงว่าชาตินี้ข้าคงต้องลงโลงไปพร้อมความเสียใจเป็นแน่
ฝากบอกฮูหยินหลี่ด้วยว่าบุญคุณอันยิ่งใหญ่นี้ข้ามิอาจทดแทนได้หมด
ทำได้เพียงสวดมนต์ขอพรให้พระโพธิสัตว์คุ้มครองให้นางมีอายุยืนยาวร้อยปี!”
“ท่านมิได้ต้องเกรงใจถึงเพียงนั้นเจ้าค่ะ” หงอวี้ิยิ้ม
“นายหญิงของข้าเอ็นดูฮูหยินผางมาก การช่วยเหลือนางก็นับเป็นเรื่องธรรมดาเจ้าค่ะ”
ฮูหยินสามทอดถอนใจปนรอยยิ้ม “นี่คือวาสนาของชูเอ๋อร์
และเป็นวาสนาของข้าด้วย!”
จนกระทั่งหลังมื้อเที่ยงที่ขบวนเดินทางจากไป
เหลียนฟางโจวมิได้กล่าวสิ่งใดกับฮูหยินใหญ่สกุลเล่อเจิ้งมากนัก
ฮูหยินใหญ่แอบสังเกตอยู่นาน
สุดท้ายก็เชื่อว่าเหลียนฟางโจวเพียงต้องการผูกมิตรกับคนสกุลเล่อเจิ้งจึงเชิญเหล่าสตรีมาเป็นแขกเท่านั้น
นางจึงเลิกติดใจสงสัย
ก่อนมื้อเที่ยง
ทุกคนเพิ่งทราบว่าฮูหยินสามรู้สึกไม่สบายจึงขอตัวกลับไปก่อน
ฮูหยินใหญ่และฮูหยินรองต่างรู้สึกกระอักกระอ่วนใจ
รีบเอ่ยปากขอโทษแทนฮูหยินสามต่อเหลียนฟางโจว
เหลียนฟางโจวกลับใจกว้าง เพียงยิ้มรับมิได้ว่ากระไร
ฮูหยินใหญ่จึงเบาใจและมิคิดสืบหาความจริงต่อ
เมื่อทานมื้อเที่ยงและสนทนากันครู่หนึ่ง ทุกคนก็ขอตัวลากลับ
เหลียนฟางโจวมอบของขวัญแรกพบให้แก่เหล่าคุณหนู
ส่วนบรรดาอนุและสาวใช้ก็ได้รับรางวัลกันถ้วนหน้า
นอกจากนี้ยังมีของกำนัลมากมายเตรียมไว้ให้เหล่าฮูหยินรุ่นสะใภ้และฮูหยินทั้งสามคน
รวมถึงของฝากสำหรับฮูหยินผู้เฒ่าที่ฝากฮูหยินใหญ่กลับไป
ของขวัญแต่ละคนถูกบรรจุในกล่องอย่างดี ปิดผนึกไว้อย่างแน่นหนา
ฮูหยินสามก็ได้รับหนึ่งส่วนเช่นกัน โดยฮูหยินใหญ่เป็นผู้รับฝากกลับไป
ทว่าของขวัญในส่วนของฮูหยินสามนั้นต่างจากผู้อื่น
ของข้างในมิได้เตรียมโดยเหลียนฟางโจว แต่เป็นสิ่งที่ชูเอ๋อร์เตรียมไว้ให้เองกับมือ
ผู้อื่นอาจมองไม่ออกถึงความนัย แต่เหลียนฟางโจวมั่นใจว่า
ทันทีที่ฮูหยินสามเปิดออกดู ย่อมต้องรู้ความหมายในทันที
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น