บทที่ 1405
ห่วงใยจนใจสับสน
ชุยเส้าซีนั้นมักจะมองหลี่ฟู่ขวางตาอยู่เสมอ
ทั้งยังมิเคยยอมรับในความสามารถของอีกฝ่ายอย่างสนิทใจ
ทว่าในยามนี้เขากลับปรารถนาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์และฟ้าดินสุดหัวใจ
ขอให้หลี่ฟู่มีปัญญาและฝีมือเก่งกาจสมดังคำอ้างนั้นจริงๆ!
“อาเจี่ยน...” เหลียนฟางโจวเงยหน้าขึ้นมองหลี่ฟู่ ขอบตาพลันร้อนผ่าว
น้ำตาเอ่อล้นออกมาก่อนจะไหลพราก นางสะอื้นไห้กล่าว “ข้าขอโทษ... ข้าขอโทษ!”
ชีวิตน้องชายของนางนั้นสำคัญยิ่ง ทว่าชีวิตของอาเจี่ยนก็สำคัญมิแพ้กัน
หากฝ่ายใดต้องสูญเสียไปย่อมเป็นความเจ็บปวดที่นางมิอาจทานทน
นางมิปรารถนาจะเห็นใครเป็นอันตรายทั้งสิ้น
หากต้องบีบคั้นให้หลี่ฟู่ไปเสี่ยงอันตรายเพื่อช่วยน้องชายตน
แล้วเกิดเหตุร้ายขึ้นมานางจะทำใจได้อย่างไร? ทว่าหากหลีอ๋องใช้ชีวิตน้องชายมาข่มขู่
นางจะนิ่งดูดายปล่อยให้เขาปลิดชีวิตคนในครอบครัวไปต่อหน้าต่อตาได้รึ? เช่นนั้นใจของนางย่อมมิอาจสงบสุขไปชั่วชีวิตเช่นกัน!
“เจ้ากล่าววาจาใดกัน!” หลี่ฟู่มีหรือจะมิเข้าใจความคิดนาง
เขาประคองใบหน้าพลางเช็ดน้ำตาให้นางอย่างแผ่วเบา “อย่าร้อง... ห้ามร้องเด็ดขาด!
เรื่องราวยังมิถึงขั้นเลวร้ายที่สุด เรามาคอยดูกันก่อน ใช่ว่าจะไร้หนทางแก้ไข
เจ้าอย่าเพิ่งวุ่นวายจนเสียกระบวนไปเอง ยอดรักของข้าใช่สตรีที่จะถูกทำให้หวาดกลัวได้ง่ายๆ
เช่นนี้รึ? เราสองสามีภรรยาจะร่วมสุขแต่ไม่ร่วมทุกข์กันได้อย่างไร
เจ้าอย่าได้ดูแคลนบุรุษของเจ้าเด็ดขาด!”
ชุยเส้าซีรู้สึกสับสนในใจอย่างบอกมิถูก
เขาเหลือบมองหลี่ฟู่ด้วยสายตาซับซ้อน ก่อนจะพยักหน้าช่วยเกลี้ยกล่อม
“จริงอย่างที่เขาว่า ฟางโจว เจ้าสงบใจหน่อยเถิด! ยามนี้เจ้าเพียงแต่ 'ห่วงใยจนใจสับสน' เรื่องราวยังมิได้ล่วงเลยจนกู่มิกลับเสียหน่อย
พวกเจ้าสองสามีภรรยารวมหัวกันเมื่อไหร่ มิไปหลอกลวงผู้อื่นก็นับว่าดีแล้ว
ใครจะมาหลอกลวงพวกเจ้าได้!”
“นั่นสิ! วาจานี้ช่างถูกใจข้านัก!” หลี่ฟู่พยักหน้าเห็นพ้อง
“พวกท่านนี่มันจริงเลย—”
เหลียนฟางโจวถูกคำพูดของทั้งสองยั่วจนหลุดหัวเราะออกมา
ความอัดอั้นในใจคลายลงไปบ้าง นางเลิกคิ้วกล่าว “ถูกต้อง! เราต้องช่วยกันหาทางออก
เรื่องมันยังมิได้เลวร้ายถึงเพียงนั้น! หากหลีอ๋องบังอาจแตะต้องอาเจ๋อ เช่อเอ๋อร์
พี่สะใภ้ หรืออวิ๋นหาน... ข้าจะทำให้เขาต้องกระเด็นตกจากบัลลังก์นั่นให้ดู!”
ชุยเส้าซีระเบิดหัวเราะเสียงดัง
“ยามนี้เขาก็ยังมิได้นั่งมั่นคงนักหรอก! เซี่ยนอ๋องผู้นั้นซ่อนเขี้ยวเล็บไว้มิดชิด
ใครจะรู้ว่าในมือยังมีไพ่ตายอันใดอีก หลีอ๋องถูกจู่โจมจนตั้งตัวมิประสาน
ยามนี้แค่รับมือเซี่ยนอ๋องก็ปวดเศียรเวียนเกล้าจะแย่
คงมิมีเวลามาวุ่นวายเรื่องอื่นหรอก!
อีกทั้งยังมีหย่งอ๋องที่รั้งอยู่ชายแดนตะวันตกเฉียงเหนือ
ยามนี้คงเนื้อหอมจนหลีอ๋องและเซี่ยนอ๋องต้องแย่งชิงกันสุดชีวิต
มิรู้ว่าหย่งอ๋องจะเข้าข้างฝ่ายใด หรือจะตั้งตนเป็นใหญ่อยู่ในความวุ่นวายนี้
ระหว่างนี้เรายังมีเวลาเหลือเฟือที่จะเตรียมการ!”
“ถูกต้อง!” หลี่ฟู่พยักหน้าพลางขมวดคิ้ว
“มิรู้ว่าสถานการณ์ในเมืองหลวงยามนี้เป็นอย่างไรบ้าง
ข้าจะรีบส่งคนเดินทางทั้งวันทั้งคืนไปสืบข่าวทันที!
อาศัยความโศกเศร้าปนโกลาหลลอบพาสองพี่น้อง พี่สะใภ้ และอวิ๋นหานออกจากเมืองหลวงมาเสีย!
แล้วพรุ่งนี้ข้าจะส่งคนไปรับพวกชิงเอ๋อร์ที่หมู่บ้านต้าฟางมาด้วย!”
เหลียนฟางโจวพยักหน้ายิ้มให้เขา “ชั่วคราวเอาตามนี้เถิด!
ทว่ามีคำหนึ่งที่เดิมทีข้ามิควรกล่าว แต่ก็ต้องกล่าว...
ยามนี้หนานไห่อยู่ในมือเราโดยสมบูรณ์ อาเจี่ยน
ท่านควรไปพบปะหารือกับใต้เท้าหูและใต้เท้าสวี่เพื่อวางแผนการให้รัดกุม
ดินแดนผืนนี้เราจะเสียไปมิได้เด็ดขาด
มิเช่นนั้นในมือเราจะมิเหลือสิ่งใดไว้ต่อรองเลย!”
หลี่ฟู่และชุยเส้าซีต่างใจหายวาบ ชุยเส้าซีพยักหน้าเห็นพ้อง
“ฟางโจวกล่าวถูกแล้ว! เรื่องนี้ต้องกันไว้ดีกว่าแก้
ต้องเข้มงวดภายในและผ่อนปรนภายนอก กุมอำนาจการเมืองและการทหารไว้ให้มั่น
คอยระวังไส้ศึกและสายลับจากเมืองหลวงที่อาจลอบแฝงตัวเข้ามา!”
หลี่ฟู่แม้จะมีความกังวลปนวุ่นวายใจ
แต่ก็รู้ว่าสิ่งที่ทั้งคู่กล่าวมาล้วนมีเหตุผล จึงพยักหน้ารับ “ได้
เรื่องเร่งด่วนมิควรรอช้า คืนนี้ข้าจะหารือกับพวกเขา
พรุ่งนี้ค่อยเรียกตัวช่วยและที่ปรึกษา
รวมถึงเรียกผางอวี้หลงและใต้เท้าจานกลับมาวางแผนร่วมกัน ส่วนทางเฉวียนโจวก็ต้องมิให้เกิดความวุ่นวายเด็ดขาด!”
ขณะที่ทั้งสามกำลังหารือกันอยู่นั้น เหลียนฟางโจวพลันขมวดคิ้วมุ่น
ความเจ็บปวดรุนแรงแล่นผ่านหน้าท้องจนนางต้องกุมท้องร้องออกมาด้วยความทรมาน
“เจ้าเป็นอะไรไป!” หลี่ฟู่และชุยเส้าซีใจตกไปอยู่ที่ตาตุ่ม
รีบเอ่ยถามพร้อมกัน
“ข้า...” เหลียนฟางโจวหายใจกระหืดกระหอบ กัดริมฝีปากเอ่ย
“ข้าคงจะคลอดแล้ว!”
“อะไรนะ!” สองบุรุษอกสามศอกตกใจจนกระโดดตัวลอย
ต่างเบิกตาโพลงอย่างเลิ่กลั่กทำตัวไม่ถูก
เหลียนฟางโจวนึกทั้งฉุนทั้งขำ นางข่มความเจ็บตะโกนสั่ง
“พวกท่านสองคนมัวยืนบื้ออยู่อันใด! รีบไปตามหมอตำแยมาเร็วเข้า! ตามชุนซิ่งมาด้วย!”
ทั้งสองขานรับ “อา!” แล้วเตรียมจะวิ่งออกไปพร้อมกัน
หลี่ฟู่เป็นฝ่ายรั้งฝีเท้าไว้ทัน
เขาหันกลับมาประคองเหลียนฟางโจวแล้วตะโกนสั่งชุยเส้าซี “เจ้าไปเร็วเข้า!”
ชุยเส้าซีรับคำแล้วพุ่งตัวออกไปราวกับเกาทัณฑ์หลุดจากคัน
“ยอดรัก ฟางโจว... น้องอดทนหน่อยนะ พี่จะอุ้มน้องกลับห้อง!”
หลี่ฟู่ช้อนตัวนางขึ้นอุ้มด้วยความประหม่าและกังวล
เมื่อกลับถึงห้อง ชุนซิ่งและสาวใช้คนอื่นๆ
ที่ทราบเรื่องต่างเข้ามาเตรียมการอย่างเป็นระเบียบ
ด้วยที่เคยผ่านมาแล้วครั้งหนึ่ง หลังจากความตื่นตระหนกวูบแรก
เหลียนฟางโจวก็เริ่มสงบใจลงได้
นางรู้ดีว่าเรื่องใดจะใหญ่หลวงเพียงใดก็มิสู้การคลอดบุตรในยามนี้
นี่คือการก้าวขาเข้าสู่ประตูป่าช้าไปครึ่งกึ่ง นางต้องขจัดความฟุ้งซ่านทั้งปวง
มุ่งสมาธิทั้งหมดไปกับการคลอดครั้งนี้เพียงอย่างเดียว!
“อาเจี่ยน...” เหลียนฟางโจวนอนอยู่บนเตียง
กุมมือหลี่ฟู่ไว้แน่นพลางสบตาเขา พยายามเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบที่สุด
“สถานการณ์ยามนี้คับขันนัก ท่านอย่าได้มารั้งรอเฝ้าข้าอยู่เลย
จงไปทำสิ่งที่ท่านควรทำในยามนี้เถิด! ต่อให้ใต้หล้าจะโกลาหลเพียงใด
เราก็ต้องรักษาความสงบสุขของหนานไห่และราษฎรที่นี่ไว้ให้ได้! ข้ารักที่นี่
นี่คือแผ่นดินที่เราเพียรพยายามสร้างมากับมือ... ข้ามิเป็นไร
มีคนคอยดูแลมากมายมิน่าห่วง อาเจ๋อ เช่อเอ๋อร์ ชิงเอ๋อร์ และอาสาม...
พวกเขากำลังรอท่านอยู่นะเจ้าคะ!”
หลี่ฟู่ลังเลและห่วงหน้าพะวงหลังอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะกัดฟันพยักหน้า
เขาบีบมือนางแน่นพลางเอ่ยอย่างนุ่มนวล “ได้! เช่นนั้นพี่จะไป!
น้องมิไม่ต้องกังวลสิ่งใด ตั้งใจคลอดลูกให้ปลอดภัยก็พอ!
ทุกอย่างพี่จะเป็นคนจัดการเอง! จำไว้... พี่ขาดเจ้ามิได้ รวมถึงลูกด้วย!”
“เจ้าค่ะ!” เหลียนฟางโจวคลี่ยิ้มหวาน แววตาเปี่ยมด้วยความรักลึกซึ้ง
หลี่ฟู่ยิ้มตอบ ก้มลงจุมพิตที่หน้าผากนางเบาๆ
มองหน้านางอีกครั้งก่อนจะหมุนตัวเดินจากไปอย่างมั่นคง
“ทุกอย่างที่นี่ข้าฝากเจ้าด้วย ข้าต้องการให้ฟางโจวและลูกปลอดภัย...
ฟางโจวสำคัญที่สุด!”
หลี่ฟู่กล่าวอย่างเคร่งขรึมกับชุยเส้าซีที่นั่งกระวนกระวายอยู่นอกโถง
“วางใจเถิด ต่อให้เจ้ามิบอกข้าก็รู้!”
ชุยเส้าซีปรายตามองเขาค้อนหนึ่งวง ฟางโจวย่อมสำคัญที่สุดอยู่แล้ว!
หลี่ฟู่มองเขากลับแวบหนึ่งก่อนจะเดินออกไป
เขาสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามสงบจิตสงบใจ
ก้าวออกจากเรือนที่กำลังวุ่นวายด้วยเหล่าสาวใช้และมามาที่เดินเข้าออกกันขวักไขว่
เพื่อมุ่งหน้าไปจัดการแผนการงานเมืองและงานทหารอย่างเยือกเย็นและรอบคอบ
สนุกมากค่ะ รออ่านตอนต่อไปค่ะ ขอบคุณค่ะ
ตอบลบ