วันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1409 มิยอมจำนน

 

บทที่ 1409 มิยอมจำนน

“จะเกรงใจกันเกินไปแล้ว!” มีหรือที่หลี่ฟู่จะยอมปล่อยให้ตัวแปรที่ไม่แน่นอนเช่นนี้รั้งอยู่ในหนานไห่? ใครจะรู้ว่าจูเหยียนจะแอบวางแผนชั่วอันใดลับหลังบ้าง?

หลี่ฟู่กล่าวกลั้วยิ้ม “ข้าเชื่อว่าหลีอ๋องมิใช่คนหูเบาจนมิฟังความ ใต้เท้าจูกลับไปรายงานตามความจริง ทั้งยังมีสกุลจูเป็นร่มไม้ใหญ่หนุนหลัง ท่านจะหวาดกลัวสิ่งใด? หากท่านรั้งอยู่ที่หนานไห่ในฐานะครึ่งๆ กลางๆ เช่นนี้จะดูเป็นระเบียบได้อย่างไร? อย่าได้กล่าววาจาให้มากความอีกเลย... เชิญ!”

“หลี่ฟู่!” จูเหยียนคาดมิถึงว่าหลี่ฟู่จะใจคอคับแคบไร้เยื่อใยถึงเพียงนี้ ในความตระหนกและโกรธแค้นนั้นเอง เขาก็พลันชักดาบจากข้างกายผู้ติดตามออกมาเสียงดัง “เช้ง!” ก่อนจะถอยหลังไปสองก้าวแล้วพาดคมดาบลงบนคอของตนเองพลางตวาดลั่น “หลี่ฟู่! เจ้าบีบคั้นกันเกินไปแล้ว คิดจะบีบให้ข้าต้องตายตรงนี้ใช่หรือไม่!”

หลี่ฟู่มองหน้าหูต้าไห่และคนอื่นๆ อย่างนึกขันพลางเอ่ย “ใต้เท้าจูกล่าววาจาใดกัน? หรือว่าสติฟั่นเฟือนไปแล้ว? เขาหาว่าข้าบีบคั้นเขา? ข้าไปบีบคั้นเขาตั้งแต่เมื่อไหร่?”

หูต้าไห่ระเบิดหัวเราะเสียงดัง “เห็นชัดว่าเขาเป็นบ้าไปเอง! กลับมาโยนความผิดให้ใต้เท้า ช่างไร้ยางอายสิ้นดี!”

“ข้าน้อยเองก็มิเห็นสิ่งใด เห็นเพียงใต้เท้าจูกำลังข่มขู่ใต้เท้าหลี่อยู่ขอรับ!” เฝิงชวี่จี๋กล่าวเย้า

ทุกคนต่างพากันหัวเราะร่าพลางสอดคำประชดประชันกันไปมา

จูเหยียนใบหน้าซีดเผือด มือที่กุมด้ามดาบสั่นเทาจนข้อนิ้วขาวโพลน เขาโกรธจัดจนแทบจะหมดสติไปตรงนั้น!

นี่เขาจะต้องเสียหน้าจนหาทางลงมิได้เชียวรึ!

ส่วนเรื่องตายนั้น... แน่นอนว่าเขาหาได้ปรารถนาจะตายจริงไม่!

หลี่ฟู่แค่นหัวเราะในใจ เขาค่อยๆ ก้าวเท้าเข้าหาจูเหยียนอย่างช้าๆ ท่ามกลางสายตาที่เบิกกว้างด้วยความหวาดวิตกของอีกฝ่าย หลี่ฟู่แย่งดาบออกจากมือเขาอย่างนิ่มนวลแล้วโยนทิ้งลงพื้นพลางเอ่ยเรียบๆ “ใต้เท้าจู เชิญเถิด! เซี่ยกงกง... ดูเหมือนอาการของใต้เท้าจูจะมิสู้ดีนัก รบกวนท่านช่วยดูแลเขาระหว่างทางให้ดีด้วย!”

กล่าวจบเขาก็หันไปสั่งเสียงเข้ม “พี่หู ลำบากท่านช่วยไปส่งพวกเขาสักหน่อย!”

หูต้าไห่แค่นเสียงฮึ “ใต้เท้าโปรดวางใจ ข้าน้อยจะส่งพวกเขาออกไปจากหนานไห่อย่างปลอดภัย... หากว่าพวกเขาไม่อยากหาที่ตายเองเสียก่อนนะ!”

หลี่ฟู่ยิ้มรับแล้วประกาศก้อง “ทุกคนแยกย้ายกันไปเถิด!”

เหล่าขุนนางและทหารต่างรับคำแล้วพากันแยกย้ายจับกลุ่มสนทนาจากไป

จูเหยียนและเซี่ยกงกงได้แต่ยืนเบิกตากว้าง มิกล้าเอ่ยปากแม้เพียงคำเดียว ส่วนทหารรักษาพระองค์ที่ติดตามมาก็ทำเพียงปฏิบัติตามคำสั่ง เมื่อนายไม่สั่งสิ่งใดพวกเขาก็นิ่งเฉยมิขยับเขยื้อน

เมื่อหลี่ฟู่กลับถึงเรือนหลัง เหลียนฟางโจวและชุยเส้าซีต่างเฝ้ารอฟังข่าวอยู่ด้วยใจระทึก

หลี่ฟู่เห็นทั้งสองมองมาด้วยความกังวลก็หลุดยิ้มออกมา “มิมีเรื่องอันใด! ข้าไล่พวกมันไปหมดแล้ว!”

เหลียนฟางโจวลอบถอนหายใจยาว “ในเมื่อพวกมันมิได้ยกเรื่องความปลอดภัยมาข่มขู่ท่าน แสดงว่าอาเจ๋อและคนอื่นๆ คงมิได้ตกอยู่ในมือกองกำลังของหลีอ๋อง!” มิเช่นนั้น พวกมันคงมิปล่อยไพ่ตายใบสำคัญนี้ไปเฉยๆ แน่

ชุยเส้าซีพลอยยิ้มไปด้วย “ครานี้เจ้าคงวางใจได้แล้วกระมัง? ในเมื่อพูดกันให้ชัดเจนเช่นนี้ก็ดีแล้ว เราจะรักษามณฑลหนานไห่ไว้ให้มั่น แล้วคอยดูสถานการณ์อย่างสงบ!”

หลี่ฟู่พยักหน้าเห็นพ้องก่อนจะเอ่ยกับเหลียนฟางโจวอย่างนุ่มนวล “การที่อาเจ๋อมิตกอยู่ในน้ำมือหลีอ๋องถือเป็นข่าวดีที่สุด ยามนี้พวกเขาหลุดพ้นจากการควบคุมแล้ว ย่อมต้องหาทางมุ่งหน้ามายังหนานไห่แน่นอน ข้าจะเพิ่มกำลังคนออกไปสืบหาและคอยรับรองระหว่างทาง ยามนี้เจ้ายังอยู่ในช่วงอยู่ไฟ มิควรตรากตรำความคิดมากเกินไป”

“ข้ามิเป็นไร ข้ารู้จักประมาณตนเจ้าค่ะ!” เหลียนฟางโจวยิ้มรับ ก่อนจะถอนใจเบาๆ “มิรู้ว่าในเมืองหลวงเกิดเรื่องราวใหญ่โตเพียงใด! อาเจ๋อกับคนอื่นๆ... เฮ้อ ขอให้พวกเขาปลอดภัยเถิด!”

บรรยากาศพลันหนักอึ้งขึ้นมาวูบหนึ่ง แม้จะว่ากันว่าการมิมีข่าวคือข่าวดี ทว่าในยามวิกฤตเช่นนี้ การขาดการติดต่อย่อมมิใช่เรื่องที่วางใจได้เสมอไป!

ฝ่ายหลี่ฟู่กำลังตามหาเหลียนเจ๋อและพวกพ้อง ฝ่ายหลีอ๋องเองก็คงกำลังตามหาเช่นกัน รวมถึงเซี่ยนอ๋องที่มิรู้ชะตากรรมยามนี้ ก็อาจจะกำลังส่งคนออกตามหาอยู่ด้วย! พวกอาเจ๋อมิมีทั้งอำนาจและกำลังทหาร หากหลบซ่อนรอดพ้นไปได้ก็นับว่าโชคดี ทว่าหากโชคร้ายถูกคนของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งพบเข้า...

“พวกเราต้องบริหารหนานไห่ให้เข้มแข็ง เพื่อใช้เป็นข้อต่อรองกับหลีอ๋อง! ฟางโจว เจ้าอย่าได้กังวลไปเลย!” ชุยเส้าซีกล่าวเสริม

หลี่ฟู่พยักหน้ายิ้มรับ “ถูกต้อง! ตราบใดที่หนานไห่ยังอยู่ในมือเรา หลีอ๋องย่อมมิกล้าแตะต้องพวกเขาโดยง่าย!”

“ยามนี้ก็คงทำได้เพียงเท่านี้!” เหลียนฟางโจวยิ้มเศร้า “ข้าเพียงแต่อดห่วงมิได้ ทว่าในใจข้าเข้าใจเหตุผลทุกประการและยังคุมสติได้ดี พวกท่านมิต้องกังวลเรื่องข้าหรอกเจ้าค่ะ! สิ่งใดควรทำก็จงทำเถิด อันดับแรกต้องรักษาหนานไห่ให้มั่นคง เพราะหากหนานไห่ปลอดภัย ชีวิตของพวกเขาก็จะปลอดภัยไปด้วย!”

หลี่ฟู่ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก “น้องหญิงรู้ความถึงเพียงนี้ พี่ก็เบาใจ!”

ข่าวคราวต่างๆ เริ่มแพร่สะพัดเข้าสู่หนานไห่ผ่านเส้นทางการค้า บรรดาพ่อค้าแม่ขายและราษฎรต่างได้ยินเรื่องราวมาบ้างไม่มากก็น้อย

เดิมทีหลี่ฟู่และเหลียนฟางโจวกังวลว่าข่าวการผลัดแผ่นดินจะทำให้ราษฎรเสียขวัญจนเกิดความวุ่นวาย ทว่าเหนือความคาดหมาย... ผู้คนทุกหย่อมหญ้ากลับดำเนินชีวิตประหนึ่งมิมีสิ่งใดเกิดขึ้น ผู้ที่ต้องลงนาทำไร่ก็ทำไป ผู้ที่เปิดร้านค้าขายก็ขายไป จะมีก็เพียงการตั้งวงสนทนาวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างออกรสและครึกครื้นยามว่างเท่านั้น ราวกับแรงสั่นสะเทือนของอาณาจักรในครานี้มิอาจส่งผลกระทบใดๆ ต่อชาวหนานไห่ได้เลย

เรื่องนี้ทำให้หลี่ฟู่และเหลียนฟางโจวทั้งโล่งใจและฉงนใจไปพร้อมๆ กัน

จนกระทั่งเฝิงชวี่จี๋เป็นผู้มาคลายความสงสัยนี้ให้หลี่ฟู่ด้วยรอยยิ้ม “ใต้เท้าอาจยังมิแจ้งใจ ชาวหนานไห่เรานั้นถูกทอดทิ้งมิมีผู้ใดเหลียวแลมานานปี เรียกได้ว่าฟ้าสูงแผ่นดินไกลของจริง! ต่อให้ท้องฟ้าที่เมืองหลวงจะถล่มลงมา ก็มิอาจหล่นมาทับที่นี่ได้! ทุกคนจึงมิได้ใส่ใจนัก หากจะกล่าววาจาจาบจ้วงไปเสียหน่อย... ฮึๆ สำหรับชาวเมืองที่นี่ การเปลี่ยนแปลงในเมืองหลวงก็เปรียบเสมือนการดูเรื่องสนุกของบ้านอื่นเท่านั้นเองขอรับ แล้วใครจะไปหวาดกลัวหรือกังวลกันเล่า?”

หลี่ฟู่ได้ฟังก็ถึงกับหลุดหัวเราะออกมาอย่างเข้าใจแจ้ง

เมื่อเขากลับไปเล่าให้เหลียนฟางโจวฟัง นางก็ขำจนหยุดมิได้พลางทอดถอนใจ “นั่นสินะ... ตั้งแต่นายท่านผู้เฒ่าเล่อเจิ้งลงมา หามีใครใส่ใจการผลัดแผ่นดินนี้ไม่! ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง! เฮ้อ... แบบนี้ก็ดี ท่านจะได้เบาแรงลงไปมาก!”

“ถูกต้อง!” หลี่ฟู่พยักหน้ายิ้มรับ “หากใจราษฎรมิแกว่ง หนานไห่ย่อมมิสั่นคลอน!”

ทว่าเพียงสองวันต่อมา 'โจวปิ่งหมิง' ซื่อจื่อแห่งจิ้งหนานอ๋อง ก็พลันเดินทางมาขอเข้าพบโดยมิได้นัดหมาย

หลี่ฟู่นึกแปลกใจยิ่งนักจึงออกไปต้อนรับด้วยตนเอง เขาครุ่นคิดมิออกว่าโจวปิ่งหมิงเดินทางมาด้วยธุระอันใด แม้ดินแดนในอาณัติของจิ้งหนานอ๋องจะติดกับหนานไห่ ทว่าหลี่ฟู่ก็นับว่ามิได้มีความสนิทชิดเชื้ออันใดกับวังจิ้งหนานอ๋องเลยแม้แต่น้อย!

หากจะพอมีเรื่องราวเกี่ยวโยงกันอยู่บ้าง ก็เห็นจะเป็นคราที่ท่านหญิงหรงอัน 'โจวเชี่ยน' เคยกลั่นแกล้งล่วงเกินเหลียนฟางโจวไว้ครั้งหนึ่งเท่านั้น

เมื่อทั้งสองพบหน้ากัน โจวปิ่งหมิงในชุดคลุมยาวสีขาวนวลปักลายจางๆ ก็รีบก้าวเข้ามาด้วยรอยยิ้มกว้าง เขาประสานมือคารวะหลี่ฟู่อย่างสง่างามพลางหัวเราะ “ใต้เท้าหลี่ มิได้พบกันนานทีเดียว! พอออกจากเมืองหลวงมา ดูเหมือนใต้เท้าจะมีสีหน้าผ่องใสขึ้นมิน้อยเลยนะ!”

“ซื่อจื่อล้อเล่นแล้ว! เชิญด้านใน!” หลี่ฟู่ยิ้มรับตามมารยาท

เมื่อเข้าสู่โถงรับรองและนั่งลงตามตำแหน่งเรียบร้อย สาวใช้ยกน้ำชาแล้วจึงถอยออกไป

หลังจากสนทนาปราศรัยกันเพียงมี่กี่ประโยค หลี่ฟู่ก็เข้าประเด็นด้วยรอยยิ้ม “ซื่อจื่อเดินทางมาครานี้ มิทราบว่ามีสิ่งใดจะชี้แนะข้าหรือไม่? หากมีเรื่องใดที่หลี่ฟู่พอจะสอดมือช่วยเหลือได้ ซื่อจื่อโปรดกล่าวมาเถิด มิไม่ต้องเกรงใจ!”

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น