วันอาทิตย์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1411 เมืองหลวงผลัดแผ่นดิน

 

บทที่ 1411 เมืองหลวงผลัดแผ่นดิน

เซี่ยนอ๋องนำพา "ราชโองการ" และเหล่าผู้ติดตามถอนกำลังออกจากเมืองหลวงอย่างสิ้นเชิง หลังจากรอนแรมมาหนึ่งวันหนึ่งคืนจนมั่นใจว่าปลอดภัยแล้ว จึงยอมส่งมอบพระศพของอดีตฮ่องเต้คืนให้

หลีอ๋องจึงได้อัญเชิญพระศพกลับคืนสู่เมืองหลวง และเริ่มจัดการงานพระศพอย่างเร่งรีบ...

แม้ฉากหน้าจะเป็นฝ่ายชนะ ทว่าชัยชนะครั้งนี้ช่างน่าอดสูและเสื่อมเสียเกียรติเพียงใด มิพักต้องให้ผู้ใดกล่าว หลีอ๋องย่อมแจ้งแก่ใจดี

ด้วยเหตุนี้ ภายในใจของหลีอ๋องจึงสุมด้วยเพลิงโทสะ สีหน้ามืดครึ้มอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน นิสัยใจคอแปรเปลี่ยนเป็นดุร้ายรุนแรง หลงเหลือกลิ่นอายของ "เสียนอ๋อง" (อ๋องผู้ทรงธรรม) ในกาลก่อนอยู่เพียงครึ่งกระผีกก็หามีไม่

เขาออกราชโองการสั่งให้ 'หย่งอ๋อง' เข้าเมืองหลวงเพื่อร่วมงานพระศพ ทว่าขันทีที่เชิญราชโองการมุ่งหน้าไปยังตะวันตกเฉียงเหนือกลับมิได้พบแม้แต่เงาของหย่งอ๋อง!

กล่าวกันว่า หลายวันก่อนหย่งอ๋องพบร่องรอยการเคลื่อนไหวผิดปกติของพวกหู (ชนเผ่าเร่ร่อน) จึงนำทัพออกนอกด่านไปสืบหาความจริงด้วยตนเอง กำหนดกลับมิแน่ชัด อาจเป็นสิบยี่สิบวัน หรืออาจยาวนานนับเดือน!

เมื่อผู้รับราชโองการมิอยู่ ขันทีผู้เชิญโองการต่อให้คับแค้นใจเพียงใดก็ไร้ที่ระบาย ได้แต่เดินทางกลับด้วยความผิดหวัง

ฝ่าย 'แม่ทัพจ้าว' ที่หลีอ๋องส่งมาเพื่อหวังจะเข้ากุมบังเหียนกองทัพตะวันตกเฉียงเหนือแทนหย่งอ๋อง ก็ถูกเหล่าขุนพลประสานเสียงต่อต้าน

ทุกคนต่างยืนกรานคำเดียวว่า: "ขุนพลอยู่นอกด่าน มิอาจรับอาญาจากเจ้าชีวิต!" หากท่านต้องการส่งมอบหน้าที่ ย่อมได้... แต่จงไปหาท่านอ๋องเสียก่อน! ตราบใดที่มิได้ส่งมอบจากมือหย่งอ๋อง พวกข้าก็จักยอมสยบต่อท่านอ๋องเพียงผู้เดียว ผู้อื่นนั้น... หามิยอมรับไม่!

แม่ทัพจ้าวผู้นั้นโกรธจนแทบคลั่ง ต่อให้จะงัดเอาบารมีของฮ่องเต้องค์ใหม่หรือราชโองการมาข่มขู่จูงใจเพียงใด ทว่าเหล่าขุนศึกเหล่านั้นเดิมทีก็เป็นพวกนิสัยเถื่อนถ้ำอยู่แล้ว ยามนี้ยิ่งทำตัวมิมีเหตุผลหนักเข้าไปอีก มิเห็นจดหมายสั่งการอยู่ในสายตาแม้แต่น้อย!

อีกทั้งหลังจากศึกชิงบัลลังก์ระหว่างหลีอ๋องและเซี่ยนอ๋องที่สลับซับซ้อนจนเหนือคาดหมายนั้น แม้ฮ่องเต้ใหม่จะได้ครองบัลลังก์และรั้งตำแหน่งไว้อย่างลักลั่น ทว่าบารมีที่เหลืออยู่จะนับเป็นกระไรได้?

แม่ทัพจ้าวต่อให้ยกอ้างเบื้องบน ทว่าลึกๆ ในใจเขาก็อดรู้สึกขัดเขินประหม่ามิได้!

หากคิดจะใช้กำลัง? นั่นยิ่งเป็นเรื่องตลกขบขัน! ลำพังแม่ทัพที่ถือเพียง "โองการที่มิมีผู้ยอมรับ" เพียงผู้เดียว คิดจะไปหักหาญกับเหล่าขุนพลที่มีทหารในมือรึ? มิแน่ว่าชีวิตอาจจะดับสูญอยู่ที่นี่เสียก่อน!

และต่อให้ต้องทิ้งชีวิตไว้ที่นี่ ก็คงเป็นการตายเปล่า เพราะฮ่องเต้ใหม่ย่อมมิคิดจะออกหน้าล้างแค้นให้เขาเป็นแน่

สุดท้าย แม่ทัพจ้าวจึงทำได้เพียงเดินตามรอยจูเหยียน เดินทางกลับเมืองหลวงอย่างอดสู

โชคยังดีที่หย่งอ๋องมิได้กระทำการจนเกินเลย เพียงหาข้ออ้างหลบหน้ามิยอมพบ ทว่ามิได้แสดงท่าทีต่อต้านฮ่องเต้ใหม่อย่างชัดแจ้ง เช่นนี้แม่ทัพจ้าวจึงพอจะกล้อมแกล้มรายงานความได้บ้าง!

และเป็นดังคาด ยามที่หลีอ๋องกำลังวุ่นวายจนหัวหมุน มีหรือจะมีกำลังไปจัดการหย่งอ๋อง? ในเมื่อหย่งอ๋องยังมิได้ก่อเรื่องวุ่นวายและยังรักษากิริยาอยู่ชั่วคราว เช่นนั้นก็แสร้งลืมไปเสียหนึ่งข้าง รอให้สถานการณ์มั่นคงเมื่อใด ค่อยตามคิดบัญชีเรียงตัวก็มิสาย!

ทางด้านเหลียนฟางโจวและหลี่ฟู่ ต่างมิคาดคิดเลยว่าเมืองหลวงจะเกิดเหตุพลิกผันที่พิสดารเพียงนี้ เมื่อนึกถึงอดีตฮ่องเต้และรัชทายาท หลี่ฟู่ก็ยิ่งเศร้าซึมและขุ่นเคืองใจนัก!

ฮ่องเต้ผู้ทรงเกริกไกรเช่นนั้น นึกมิถึงว่ายามสวรรคตจะมิดับสนิท ซ้ำร้ายหลังสิ้นพระชนม์ยังถูกบุตรในไส้ป่นปี้เกียรติภูมิถึงเพียงนี้ ช่างทำให้ราชวงศ์ต้องขายหน้าจนสิ้น!

ยังมีรัชทายาทอีกเล่า——

เหลียนฟางโจวรู้ดีว่าหลี่ฟู่กำลังสะเทือนใจนัก นางปลอบโยนเขาเพียงไม่กี่คำแล้วปล่อยให้เขาได้ใช้เวลาสงบสติอารมณ์เพียงลำพัง การที่ผู้ที่เขาถวายความจงรักภักดีต้องจากไปอย่างกะทันหันโดยมิหลงเหลือทายาทไว้แม้เพียงสายเลือดเดียว ความอ้างว้างและสูญสิ้นในใจเขานั้นย่อมมิอาจพรรณนา

ยามนั้นเฝิงชวี่จี๋มาขอเข้าพบ เหลียนฟางโจวจึงสั่งให้คนพานำเขาไปยังสวนดอกไม้เพื่อพบหลี่ฟู่

เฝิงชวี่จี๋เห็นหลี่ฟู่ยืนไพล่มืออยู่ริมน้ำ จ้องมองระลอกคลื่นในทะเลสาบอย่างเหม่อลอย เขาจึงยืนสำรวมรออยู่เบื้องหลังอย่างนอบน้อม มิกล้าส่งเสียงรบกวนหรือก้าวเข้าไปใกล้

หลี่ฟู่หาได้รู้ตัวไม่ว่ามีคนมายืนอยู่เบื้องหลัง เขาถอนหายใจยาวก่อนจะหมุนตัวเตรียมจากไป จึงเพิ่งพบเฝิงชวี่จี๋เข้า

เขาชะงักไปครู่หนึ่งก่อนยิ้มทัก “ชวี่จี๋ เป็นเจ้ารึ?”

“ใต้เท้า!” เฝิงชวี่จี๋จัดระเบียบอาภรณ์ก่อนจะก้าวเข้ามาคำนับ

“มิต้องมากพิธี!” หลี่ฟู่โบกมือพลางถาม “มาหาข้ามีธุระอันใดรึ? ไฉนจึงไม่ส่งเสียงเรียกเล่า?”

เฝิงชวี่จี๋ยิ้มตอบ “ข้าน้อยเห็นใต้เท้ากำลังครุ่นคิดถึงเรื่องสำคัญ จึงมิกล้าเข้าไปรบกวนขอรับ ข้าน้อยมาหาท่านครานี้ มีเรื่องสำคัญปรารถนาจะสนทนาจริงๆ”

หลี่ฟู่พยักหน้า “มีเรื่องใดก็ว่ามาเถิด มิไม่ต้องเกรงใจ มิต้องอ้อมค้อม”

เฝิงชวี่จี๋รับคำ พลันเงยหน้าสบตาหลี่ฟู่แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ใต้เท้า โปรดอภัยที่ข้าน้อยบังอาจล่วงเกิน! ข้าน้อยอยากถามท่านว่า ท่ามกลางสถานการณ์ในยามนี้ ท่านมีแผนการประการใดบ้างขอรับ?”

“แผนการรึ?” หลี่ฟู่จ้องมองเฝิงชวี่จี๋ เขารู้สึกเหมือนจะเข้าใจความหมายนั้น ทว่าในขณะเดียวกันก็มิใคร่จะกระจ่างนัก

ด้วยว่าหากมิมีนัยแอบแฝง เขาหาจำเป็นต้องถามคำถามนี้ไม่ ทว่าหากมีนัย... สิ่งนั้นคือกระไร? หลี่ฟู่รู้สึกราวกับจะฉุกคิดได้ ทว่าความคิดนั้นยังมิแจ้งชัดพอ

“เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”

เฝิงชวี่จี๋ยิ้มพลางกล่าว “ใต้เท้าแจ้งแก่ใจดีกว่าข้าน้อยนัก หลังจากเกิดเหตุการณ์ในเมืองหลวงเช่นนั้น เกียรติภูมิของราชวงศ์ก็นับว่าย่อยยับจนสิ้น! รัชทายาทและคนในตำหนักบูรพาสิ้นชีพ อวี้อ๋องก็จากไป ยามนี้แม้หลีอ๋องจะประทับบนบัลลังก์มังกร ทว่าทั้งหลีอ๋องและเซี่ยนอ๋อง หามีผู้ใดควรค่าแก่การสวามิภักดิ์ในฐานะนายเหนือหัวผู้ทรงธรรมไม่! อีกทั้งตามความเห็นของข้า สองคนนี้เกรงว่ามิใช่ผู้ที่จะรักษาใต้หล้าไว้ได้อย่างมั่นคง! ส่วนหย่งอ๋องนั้น หากเป็นเรื่องศึกสงครามก็นับว่ายอดเยี่ยม ทว่าหากจะให้ครองแผ่นดิน... หึๆ!”

“ใต้เท้า ท่านว่าหนานไห่ของเรา ควรจะมุ่งหน้าไปทิศทางใดดีขอรับ?” เฝิงชวี่จี๋ถามอย่างเนิบนาบ วาจานี้คือจุดมุ่งหมายที่แท้จริง ส่วนคำกล่าวก่อนหน้าเป็นเพียงการปูทาง

หลี่ฟู่ถอนหายใจยาวพลางยิ้มขมขื่น “ชวี่จี๋ เจ้ากล่าวได้แทงใจข้านัก นับตั้งแต่ข่าวจากเมืองหลวงส่งมาถึง ใจข้าก็หามีความสงบสุขมได้แม้เพียงเค่อเดียว การกังวลถึงคนในครอบครัวก็นับเป็นเรื่องหนึ่ง ทว่าหากพวกเขาตกอยู่ในเงื้อมมือหลีอ๋องหรือเซี่ยนอ๋องจริง ข้าก็มั่นใจเจ็ดส่วนว่าจะชิงตัวพวกเขากลับมาได้อย่างปลอดภัย... ทว่าสถานการณ์ในเมืองหลวงนี่สิที่ทำให้ข้ามิสบายใจ เจ้านั้นกล่าวถูกแล้ว ทั้งหลีอ๋องและเซี่ยนอ๋องหาใช่ผู้ที่ควรคบหา และข้าหลี่ฟู่ก็มิคิดจะสวามิภักดิ์ฝ่ายใด ส่วนหย่งอ๋องนั้นเขาไร้ซึ่งพรสวรรค์ในการเป็นกษัตริย์และมิเคยมีใจทะเยอทะยาน มิเช่นนั้นคงมิยอมไปนอนกลางดินกินกลางทรายอยู่ที่ชายแดนตั้งหลายปีหรอก หรือว่า... เราควรจะเลือกเชื้อพระวงศ์องค์อื่นขึ้นมา...”

“ใต้เท้า!” เฝิงชวี่จี๋ยิ้มขมขื่น นึกในใจว่าที่พรรณนามาเสียยืดยาวนั้นช่างเสียเปล่าโดยแท้!

เขาจึงตัดสินใจกล่าวอย่างตรงไปตรงมา “จะไปสนเรื่องเชื้อพระวงศ์ทำไมกัน! แผ่นดินใต้หล้าควรเป็นของผู้มีความสามารถครอบครอง แผ่นดินต้าโจวมิใช่ชิงมาจากราชวงศ์ก่อนหรอกรึ? เหตุใดใต้เท้าจึงมิสถาปนาตนเองขึ้นแทนที่เสียเล่า!”

“เจ้าว่าอย่างไรนะ!” หลี่ฟู่ใจสั่นสะท้าน แววตาพลันวาวโรจน์ จ้องเขม็งไปที่เฝิงชวี่จี๋ทันควัน

ทว่าท่ามกลางความตระหนกของหลี่ฟู่ ใบหน้าของเฝิงชวี่จี๋กลับสงบนิ่งราวผิวน้ำที่ไร้ระลอก สายตาที่เปี่ยมด้วยความเยือกเย็นสบกับหลี่ฟู่นิ่ง ก่อนจะเอ่ยซ้ำอย่างช้าๆ ว่า “ข้าน้อยหมายความว่า เหตุใดใต้เท้าจึงมิสถาปนาตนขึ้นแทนที่เสียเอง ด้วยความสามารถของท่านย่อมมิใช่เรื่องที่เกินกำลัง! หึ... ต่อให้ทำการมิสำเร็จ การถอยกลับมารักษาหนานไห่ไว้ก็เพียงพอจะตั้งตนเป็นใหญ่งัดข้อกับจงหยวนได้ ใต้เท้าหามีสิ่งใดต้องกังวลเบื้องหลังไม่!”

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น