วันเสาร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1410 ซื่อจื่อแห่งจิ้งหนานอ๋องมาเยือน

 

บทที่ 1410 ซื่อจื่อแห่งจิ้งหนานอ๋องมาเยือน

“ใต้เท้าหลี่ช่างเป็นยอดบุรุษ วาจาซื่อตรงผ่าเผยยิ่งนัก!” โจวปิ่งหมิงหัวเราะร่าพลางกล่าว “ใต้เท้ามิไม่ต้องระแวง ข้าจะบอกตามตรง เดิมทีท่านพ่อก็ปรารถนาจะสนิทชิดเชื้อกับใต้เท้ามานานแล้ว ทั้งยังกำชับให้ข้าหาโอกาสมาศึกษาเรียนรู้จากท่านมิน้อย แต่น่าเสียดายที่ก่อนหน้านี้หนานไห่ยังวุ่นวายปั่นป่วน ใต้เท้าต้องตรากตรำสะสางกิจการงานเมือง พวกเราจึงมิกล้าเข้ามาสร้างความลำบากให้ ยามนี้อุปสรรคทั้งปวงถูกขจัดสิ้น ใต้เท้าพอจะมีเวลาว่างบ้าง ข้าจึงบังอาจมาเยือน และถือโอกาสที่นายน้อยจะครบเดือนในอีกไม่กี่วันข้างหน้า มาร่วมดื่มสุรามงคลแสดงความยินดีต่อใต้เท้าและฮูหยินด้วย หวังว่าใต้เท้าจะมิรังเกียจ!”

หลี่ฟู่แม้จะรู้สึกว่าวาจานี้มิใคร่จะเป็นความจริงทั้งหมด ทว่ายามนั้นก็มิได้คิดลึกซึ้ง จึงยิ้มตอบ “ท่านอ๋องและซื่อจื่อช่างเกรงใจนัก! ในเมื่อซื่อจื่อเดินทางมาถึงที่นี่แล้ว ย่อมต้องอยู่ดื่มสุรามงคลก่อนจากไปแน่นอน! ส่วนเรื่องศึกษาเรียนรู้นั้น ซื่อจื่อทรงเป็นเชื้อพระวงศ์ผู้สูงศักดิ์ ในวังอ๋องย่อมมีครูบาอาจารย์ยอดฝีมือมากมาย หลี่ฟู่ผู้นี้มิกล้ารับคำชี้แนะหรอก!”

โจวปิ่งหมิงระเบิดหัวเราะอย่างเบิกบาน “แม่ทัพหลี่ถ่อมตัวเกินไปแล้ว! การได้คำชี้แนะจากท่านนับเป็นวาสนาของข้าพเจ้า ข้าพเจ้ากล่าวด้วยใจจริง มิทราบว่าแม่ทัพหลี่จะยินยอมหรือไม่?”

หลี่ฟู่นิ่งตรองครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าอย่างใจกว้าง “ในเมื่อซื่อจื่อมิรังเกียจ ย่อมได้เสมอ!”

“เช่นนั้นเป็นอันตกลง! ข้าพเจ้าขอขอบพระคุณแม่ทัพหลี่ล่วงหน้า!” โจวปิ่งหมิงลุกขึ้นยืนประสานมือคารวะด้วยรอยยิ้ม “ยามที่ข้าพเจ้ามาขอคำชี้แนะ หวังว่าแม่ทัพหลี่จะมิรำคาญใจไปเสียก่อน!”

“ย่อมมิเป็นเช่นนั้นแน่นอน!” หลี่ฟู่ยิ้มรับ

โจวปิ่งหมิงแสดงท่าทีปลื้มปีติและเอ่ยประจบอีกสองสามคำ ก่อนจะขอตัวลาไปพักที่เรือนรับรองใกล้ที่ทำการเมือง

“มาดื่มสุราครบเดือนรึ?” เหลียนฟางโจวได้ฟังจากหลี่ฟู่ก็หลุดหัวเราะออกมา “'เจ้าตวนอู่' ของเรายังเหลือเวลาอีกตั้งยี่สิบวันถึงจะครบเดือน! พ่อโจวซื่อจื่อผู้นี้ช่างรีบร้อนเกินไปกระมัง!”

หลี่ฟู่หัวเราะ “ใครจะรู้ว่าเขามาตีสนิทด้วยเจตนาแอบแฝงอันใด คงแค่อยากหาเรื่องเที่ยวเล่นในหนานไห่อีกหลายวันกระมัง ปล่อยเขาไปเถิด!”

เหลียนฟางโจวเองก็เดามิออกว่าสองพ่อลูกวังจิ้งหนานอ๋องคิดจะทำสิ่งใด ทว่าเมื่อนึกถึงหนานไห่ในยามนี้ที่เต็มไปด้วยการระแวดระวัง ทั้งหูต้าไห่, เฝิงชวี่จี๋, เซียวมู่ และผางอวี้หลง ต่างก็เป็นคนสนิทของหลี่ฟู่ หากซื่อจื่อผู้นี้คิดจะกระทำการใด เพียงแค่ขยับตัวนิดเดียวความลับย่อมแตกแน่นอน จึงมิเห็นต้องกังวล

คนของหลี่ฟู่ที่ส่งไปสืบข่าวเริ่มทยอยกลับมา แม้เบื้องลึกเบื้องหลังในเมืองหลวงจะยังมิกระจ่างแจ้งนัก แต่พอจะปะติดปะต่อเรื่องราวได้หลายส่วน

สิ่งที่หลี่ฟู่คาดมิถึงคือ 'อวี้อ๋อง' ผู้มีนิสัยซื่อตรงและยังเยาว์วัย กลับสิ้นพระชนม์ไปแล้วเช่นกัน! และทรงสิ้นใจก่อนอดีตฮ่องเต้และรัชทายาทเสียอีก

อีกทั้งเรื่องนี้ดูเหมือนจะพัวพันกับความลับในราชวงศ์ที่ค่อนข้างพิสดาร อดีตฮ่องเต้มิได้ประกาศข่าวนี้ต่อใต้หล้า และมิมีการปริปากออกมาภายนอกแม้เพียงคำเดียว!

ตามข่าวที่สืบมาได้ อวี้อ๋องสิ้นพระชนม์จากอุบัติเหตุบางประการ ทว่าหลักฐานกลับชี้เป้าไปที่หลีอ๋อง ทำให้อดีตฮ่องเต้พิโรธหนัก คล้ายกับจะทรงมีพระราชโองการถอดหลีอ๋องออกเป็นสามัญชนและกักขังไว้ในกำแพงสูงชั่วชีวิต! ทว่าก่อนจะทันได้ลงพระปรมาภิไธย มิทราบว่าเกิดเหตุอันใดขึ้น พระราชโองการฉบับนั้นจึงมิได้รับการประกาศออกไป

จากนั้นอดีตฮ่องเต้ก็ทรงประชวรหนัก อาการทรุดรวดเร็วจนมิอาจลุกจากแท่นบรรทมได้...

หลี่ฟู่มิพักต้องตรองก็รู้ดีว่า ในช่วงเวลาวิกฤตที่ฮ่องเต้ทรงประชวรหนักถึงเพียงนี้ สถานการณ์ในเมืองหลวงย่อมต้องตึงเครียดจนมิอาจพรรณนา!

ต่อมามิทราบว่าเกิดเหตุพลิกผันใดขึ้น ในคืนหนึ่งที่เงียบงัน ตำหนักบูรพากลับเกิดเพลิงไหม้อย่างปริศนา!

กว่าเพลิงจะพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าและลุกลามไปทั่วตำหนักจนยากจะดับได้ จึงเพิ่งมีคนพบเห็นและรีบเข้าไปช่วยเหลือกู้ภัย

ทว่าผลลัพธ์กลับสลดหดหู่ มิมีผู้ใดในตำหนักบูรพารอดพ้นมาได้แม้แต่คนเดียว ทุกชีวิตถูกย่างสดในกองเพลิง!

ครั้นเข้าสู่ปีใหม่ อดีตฮ่องเต้ก็เสด็จสวรรคต!

หลีอ๋องเป็นผู้ได้รับข่าวเป็นคนแรก จึงชิงความได้เปรียบ เข้าควบคุมพระราชวังในทันที พร้อมประกาศว่าตนเองคือผู้สืบทอดราชบัลลังก์ตามพระราชประสงค์ของฮ่องเต้ผู้ล่วงลับ

มิใช่เพียงหลีอ๋อง ทว่าเหล่าขุนนางเกือบทั้งราชสำนักต่างก็เห็นพ้องว่า เมื่อไร้สิ้นรัชทายาทแล้ว หลีอ๋องย่อมเป็นผู้เหมาะสมที่สุดที่จะขึ้นเป็นฮ่องเต้องค์ใหม่!

หามีผู้ใดเห็น 'เซี่ยนอ๋อง' ผู้สุภาพอ่อนโยนและไร้กำลังทหารอยู่ในสายตาไม่ ส่วน 'หย่งอ๋อง' ผู้กุมกำลังรบก็อยู่ไกลถึงแดนตะวันตกเฉียงเหนือ!

ทว่าเรื่องราวกลับพลิกผันอย่างคาดมิถึง!

เซี่ยนอ๋องกลับลุกขึ้นมาประกาศกร้าว กล่าวโทษหลีอ๋องว่าปลงพระชนม์ฮ่องเต้ สังหารบิดาและพี่ชาย ชั่วช้ามิสมควรสืบสันตติวงศ์!

ยามนั้นทุกคนจึงเพิ่งประจักษ์แจ้งว่า กองกำลังทหารจิ่วเหมิน (ทหารรักษาพระนคร) กว่าสองหมื่นนายล้วนเป็นคนของเซี่ยนอ๋อง! อีกทั้งยังมีมหาเสนาบดีสองท่าน เจ้ากรมพิธีการ รองเจ้ากรมกลาโหมสองท่าน รวมถึงกองกำลังจากอำเภอว่านผิงและต้าซิงใกล้เมืองหลวง ต่างพากันสนับสนุนเซี่ยนอ๋องและตั้งข้อสงสัยในตัวหลีอ๋องเช่นเดียวกัน

หลีอ๋องทั้งตระหนกและเดือดดาล ตอกกลับเซี่ยนอ๋องว่าลอบสังหารอวี้อ๋องแล้วป้ายสีตน จนทำให้อดีตฮ่องเต้ทรงกริ้วจนสิ้นพระชนม์ ทั้งยังอ้างว่าเพลิงไหม้ตำหนักบูรพาก็ต้องเป็นฝีมือของเซี่ยนอ๋องแน่นอน! ช่างเป็นคนมักใหญ่ใฝ่สูงที่แฝงกายได้แนบเนียนยิ่งนัก!

หลีอ๋องนั้นเปิดเผยความทะเยอทะยานมาตลอด ทว่ายามนี้กลับกลายเป็นว่าเซี่ยนอ๋องเองก็มีความทะเยอทะยานมิแพ้กัน เพียงแต่ซ่อนเร้นอยู่ในที่มืดมาเนิ่นนาน!

ทั้งสองฝ่ายต่างสาดโคลนใส่กันจนผู้คนมิรู้จะเชื่อฝ่ายใด เมืองหลวงจึงตกอยู่ในความโกลาหลวุ่นวายปานนรกแตก!

หากเทียบกันแล้ว ขุมกำลังของหลีอ๋องย่อมเหนือกว่าเล็กน้อย อีกทั้งยังชิงความได้เปรียบไว้ก่อน เขาจึงตัดสินใจจัดพิธีขึ้นครองราชย์ในทันทีเพื่อหวังจะสร้างความชอบธรรม หากตำแหน่งฮ่องเต้ถูกกำหนดแน่นอนแล้ว ต่อให้เซี่ยนอ๋องมิยินยอมจะทำสิ่งใดได้?

ทว่าพิธีราชาภิเษกของหลีอ๋องมิเพียงแต่จะรีบร้อนกระชั้นชิด ยังเกิดเหตุอาเพศขึ้นอีก เมื่อคนของเซี่ยนอ๋องลอบเข้ามาทำลายพิธีและส่งมือสังหารเข้าจู่โจม แม้มือสังหารจะถูกปลิดชีพในที่เกิดเหตุ ทว่าการหลั่งเลือดในยามมงคลเช่นนั้น ในสายตาผู้คนย่อมถือเป็นลางร้ายยิ่งนัก

มิเพียงเท่านั้น ตำหนักหลังของพระราชวังเฉียนชิงยังเกิดเพลิงไหม้ตามมา แม้จะดับไฟได้รวดเร็ว ทว่ากลุ่มควันที่พุ่งทะยานสู่ท้องฟ้าก็ประจักษ์แก่สายตาทุกคน นี่ก็นับเป็นลางร้ายมิแพ้กัน!

หลีอ๋องพิโรธจัดจนแทบจะฉีกเซี่ยนอ๋องเป็นชิ้นๆ! ทันทีที่เสร็จสิ้นพิธีอันลักลั่น ก็สั่งทหารออกจับกุมเซี่ยนอ๋องทันที

ทว่าเซี่ยนอ๋องมีหรือจะยอมจำนน? เขานำพาผู้ติดตามลอบขโมยพระศพของอดีตฮ่องเต้ออกไป แล้วเข้ายึดพระราชวังฤดูร้อนเป่ยย่วนเพื่อตั้งป้อมยันกับหลีอ๋อง!

เหตุการณ์พลิกผันครานี้ทำเอาทุกคนถึงกับอ้าปากค้าง!

เหล่าขุนนางเก่าแก่และเชื้อพระวงศ์ต่างพากันตบหน้าอกร้องไห้โฮ อดีตฮ่องเต้ทรงมีชื่อเสียงเกริกไกรมาตลอดพระชนม์ชีพ นึกมิถึงว่ายามสวรรคตกลับถูกหมิ่นพระเกียรติถึงเพียงนี้ จะมิให้ผู้คนโกรธแค้นได้อย่างไร?

เหล่าบัณฑิต ผู้นำคำร้อง และนักปราชญ์ทั้งหลายต่างพากันเดือดดาล วาจาประณามพรั่งพรูออกมามิขาดสาย

มิใช่เพียงเซี่ยนอ๋องผู้ริเริ่มเหตุการณ์จะถูกดันขึ้นสู่ยอดคลื่นแห่งคำสาปแช่ง ทว่าแม้แต่ "ฮ่องเต้ใหม่" อย่างหลีอ๋องที่มิยอมประนีประนอมกับน้องชายจนเกิดเรื่องงามหน้า ก็พลอยถูกตำหนิอย่างรุนแรงมิแพ้กัน

ยามนี้ สองพี่น้องต่างก็แบกรับกระแสสังคมมิไหว

หลีอ๋องจำต้องขอให้พระมารดาของตน หรือ 'ซูเฟย' ที่ยามนี้ขึ้นเป็นไทเฮา ไปเชิญอดีตฮองเฮา (ฮองเฮาในรัชกาลก่อน) ที่กำลัง "ประชวร" ให้ออกมาเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ย

ในตอนแรกอดีตฮองเฮามิยินยอม ทว่าหลีอ๋องที่จนแต้มแล้วกลับใช้ชีวิตคนในตระกูลเดิมของนางกว่าร้อยชีวิตมาข่มขู่

อดีตฮองเฮาจึงจำต้องกล้ำกลืนความแค้น ออกหน้ามาประสานรอยร้าวครั้งนี้

ผลสรุปสุดท้ายคือ เซี่ยนอ๋องเรียกร้องให้หลีอ๋องสถาปนาตนเป็น 'ฮั่นหยางอ๋อง' โดยขอดินแดนฮั่นหยางอันประกอบด้วย จิงโจว, จิงเหมิน, เจียงเซี่ย และอู่ชาง เป็นที่มั่น และจะออกเดินทางไปรับตำแหน่งในทันที

หลีอ๋องจำใจต้องตอบตกลงเพื่อความสงบ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น