บทที่ 1410
ซื่อจื่อแห่งจิ้งหนานอ๋องมาเยือน
“ใต้เท้าหลี่ช่างเป็นยอดบุรุษ วาจาซื่อตรงผ่าเผยยิ่งนัก!” โจวปิ่งหมิงหัวเราะร่าพลางกล่าว
“ใต้เท้ามิไม่ต้องระแวง ข้าจะบอกตามตรง
เดิมทีท่านพ่อก็ปรารถนาจะสนิทชิดเชื้อกับใต้เท้ามานานแล้ว
ทั้งยังกำชับให้ข้าหาโอกาสมาศึกษาเรียนรู้จากท่านมิน้อย
แต่น่าเสียดายที่ก่อนหน้านี้หนานไห่ยังวุ่นวายปั่นป่วน
ใต้เท้าต้องตรากตรำสะสางกิจการงานเมือง พวกเราจึงมิกล้าเข้ามาสร้างความลำบากให้
ยามนี้อุปสรรคทั้งปวงถูกขจัดสิ้น ใต้เท้าพอจะมีเวลาว่างบ้าง ข้าจึงบังอาจมาเยือน
และถือโอกาสที่นายน้อยจะครบเดือนในอีกไม่กี่วันข้างหน้า
มาร่วมดื่มสุรามงคลแสดงความยินดีต่อใต้เท้าและฮูหยินด้วย หวังว่าใต้เท้าจะมิรังเกียจ!”
หลี่ฟู่แม้จะรู้สึกว่าวาจานี้มิใคร่จะเป็นความจริงทั้งหมด
ทว่ายามนั้นก็มิได้คิดลึกซึ้ง จึงยิ้มตอบ “ท่านอ๋องและซื่อจื่อช่างเกรงใจนัก!
ในเมื่อซื่อจื่อเดินทางมาถึงที่นี่แล้ว ย่อมต้องอยู่ดื่มสุรามงคลก่อนจากไปแน่นอน!
ส่วนเรื่องศึกษาเรียนรู้นั้น ซื่อจื่อทรงเป็นเชื้อพระวงศ์ผู้สูงศักดิ์
ในวังอ๋องย่อมมีครูบาอาจารย์ยอดฝีมือมากมาย หลี่ฟู่ผู้นี้มิกล้ารับคำชี้แนะหรอก!”
โจวปิ่งหมิงระเบิดหัวเราะอย่างเบิกบาน “แม่ทัพหลี่ถ่อมตัวเกินไปแล้ว!
การได้คำชี้แนะจากท่านนับเป็นวาสนาของข้าพเจ้า ข้าพเจ้ากล่าวด้วยใจจริง
มิทราบว่าแม่ทัพหลี่จะยินยอมหรือไม่?”
หลี่ฟู่นิ่งตรองครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าอย่างใจกว้าง
“ในเมื่อซื่อจื่อมิรังเกียจ ย่อมได้เสมอ!”
“เช่นนั้นเป็นอันตกลง! ข้าพเจ้าขอขอบพระคุณแม่ทัพหลี่ล่วงหน้า!”
โจวปิ่งหมิงลุกขึ้นยืนประสานมือคารวะด้วยรอยยิ้ม “ยามที่ข้าพเจ้ามาขอคำชี้แนะ
หวังว่าแม่ทัพหลี่จะมิรำคาญใจไปเสียก่อน!”
“ย่อมมิเป็นเช่นนั้นแน่นอน!” หลี่ฟู่ยิ้มรับ
โจวปิ่งหมิงแสดงท่าทีปลื้มปีติและเอ่ยประจบอีกสองสามคำ
ก่อนจะขอตัวลาไปพักที่เรือนรับรองใกล้ที่ทำการเมือง
“มาดื่มสุราครบเดือนรึ?” เหลียนฟางโจวได้ฟังจากหลี่ฟู่ก็หลุดหัวเราะออกมา “'เจ้าตวนอู่'
ของเรายังเหลือเวลาอีกตั้งยี่สิบวันถึงจะครบเดือน! พ่อโจวซื่อจื่อผู้นี้ช่างรีบร้อนเกินไปกระมัง!”
หลี่ฟู่หัวเราะ “ใครจะรู้ว่าเขามาตีสนิทด้วยเจตนาแอบแฝงอันใด
คงแค่อยากหาเรื่องเที่ยวเล่นในหนานไห่อีกหลายวันกระมัง ปล่อยเขาไปเถิด!”
เหลียนฟางโจวเองก็เดามิออกว่าสองพ่อลูกวังจิ้งหนานอ๋องคิดจะทำสิ่งใด
ทว่าเมื่อนึกถึงหนานไห่ในยามนี้ที่เต็มไปด้วยการระแวดระวัง ทั้งหูต้าไห่, เฝิงชวี่จี๋, เซียวมู่
และผางอวี้หลง ต่างก็เป็นคนสนิทของหลี่ฟู่ หากซื่อจื่อผู้นี้คิดจะกระทำการใด
เพียงแค่ขยับตัวนิดเดียวความลับย่อมแตกแน่นอน จึงมิเห็นต้องกังวล
คนของหลี่ฟู่ที่ส่งไปสืบข่าวเริ่มทยอยกลับมา
แม้เบื้องลึกเบื้องหลังในเมืองหลวงจะยังมิกระจ่างแจ้งนัก
แต่พอจะปะติดปะต่อเรื่องราวได้หลายส่วน
สิ่งที่หลี่ฟู่คาดมิถึงคือ 'อวี้อ๋อง'
ผู้มีนิสัยซื่อตรงและยังเยาว์วัย กลับสิ้นพระชนม์ไปแล้วเช่นกัน!
และทรงสิ้นใจก่อนอดีตฮ่องเต้และรัชทายาทเสียอีก
อีกทั้งเรื่องนี้ดูเหมือนจะพัวพันกับความลับในราชวงศ์ที่ค่อนข้างพิสดาร
อดีตฮ่องเต้มิได้ประกาศข่าวนี้ต่อใต้หล้า
และมิมีการปริปากออกมาภายนอกแม้เพียงคำเดียว!
ตามข่าวที่สืบมาได้ อวี้อ๋องสิ้นพระชนม์จากอุบัติเหตุบางประการ
ทว่าหลักฐานกลับชี้เป้าไปที่หลีอ๋อง ทำให้อดีตฮ่องเต้พิโรธหนัก คล้ายกับจะทรงมีพระราชโองการถอดหลีอ๋องออกเป็นสามัญชนและกักขังไว้ในกำแพงสูงชั่วชีวิต!
ทว่าก่อนจะทันได้ลงพระปรมาภิไธย มิทราบว่าเกิดเหตุอันใดขึ้น
พระราชโองการฉบับนั้นจึงมิได้รับการประกาศออกไป
จากนั้นอดีตฮ่องเต้ก็ทรงประชวรหนัก
อาการทรุดรวดเร็วจนมิอาจลุกจากแท่นบรรทมได้...
หลี่ฟู่มิพักต้องตรองก็รู้ดีว่า
ในช่วงเวลาวิกฤตที่ฮ่องเต้ทรงประชวรหนักถึงเพียงนี้
สถานการณ์ในเมืองหลวงย่อมต้องตึงเครียดจนมิอาจพรรณนา!
ต่อมามิทราบว่าเกิดเหตุพลิกผันใดขึ้น ในคืนหนึ่งที่เงียบงัน
ตำหนักบูรพากลับเกิดเพลิงไหม้อย่างปริศนา!
กว่าเพลิงจะพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าและลุกลามไปทั่วตำหนักจนยากจะดับได้
จึงเพิ่งมีคนพบเห็นและรีบเข้าไปช่วยเหลือกู้ภัย
ทว่าผลลัพธ์กลับสลดหดหู่
มิมีผู้ใดในตำหนักบูรพารอดพ้นมาได้แม้แต่คนเดียว ทุกชีวิตถูกย่างสดในกองเพลิง!
ครั้นเข้าสู่ปีใหม่ อดีตฮ่องเต้ก็เสด็จสวรรคต!
หลีอ๋องเป็นผู้ได้รับข่าวเป็นคนแรก จึงชิงความได้เปรียบ
เข้าควบคุมพระราชวังในทันที
พร้อมประกาศว่าตนเองคือผู้สืบทอดราชบัลลังก์ตามพระราชประสงค์ของฮ่องเต้ผู้ล่วงลับ
มิใช่เพียงหลีอ๋อง ทว่าเหล่าขุนนางเกือบทั้งราชสำนักต่างก็เห็นพ้องว่า
เมื่อไร้สิ้นรัชทายาทแล้ว
หลีอ๋องย่อมเป็นผู้เหมาะสมที่สุดที่จะขึ้นเป็นฮ่องเต้องค์ใหม่!
หามีผู้ใดเห็น 'เซี่ยนอ๋อง'
ผู้สุภาพอ่อนโยนและไร้กำลังทหารอยู่ในสายตาไม่ ส่วน 'หย่งอ๋อง' ผู้กุมกำลังรบก็อยู่ไกลถึงแดนตะวันตกเฉียงเหนือ!
ทว่าเรื่องราวกลับพลิกผันอย่างคาดมิถึง!
เซี่ยนอ๋องกลับลุกขึ้นมาประกาศกร้าว
กล่าวโทษหลีอ๋องว่าปลงพระชนม์ฮ่องเต้ สังหารบิดาและพี่ชาย
ชั่วช้ามิสมควรสืบสันตติวงศ์!
ยามนั้นทุกคนจึงเพิ่งประจักษ์แจ้งว่า กองกำลังทหารจิ่วเหมิน
(ทหารรักษาพระนคร) กว่าสองหมื่นนายล้วนเป็นคนของเซี่ยนอ๋อง!
อีกทั้งยังมีมหาเสนาบดีสองท่าน เจ้ากรมพิธีการ รองเจ้ากรมกลาโหมสองท่าน
รวมถึงกองกำลังจากอำเภอว่านผิงและต้าซิงใกล้เมืองหลวง
ต่างพากันสนับสนุนเซี่ยนอ๋องและตั้งข้อสงสัยในตัวหลีอ๋องเช่นเดียวกัน
หลีอ๋องทั้งตระหนกและเดือดดาล
ตอกกลับเซี่ยนอ๋องว่าลอบสังหารอวี้อ๋องแล้วป้ายสีตน
จนทำให้อดีตฮ่องเต้ทรงกริ้วจนสิ้นพระชนม์
ทั้งยังอ้างว่าเพลิงไหม้ตำหนักบูรพาก็ต้องเป็นฝีมือของเซี่ยนอ๋องแน่นอน!
ช่างเป็นคนมักใหญ่ใฝ่สูงที่แฝงกายได้แนบเนียนยิ่งนัก!
หลีอ๋องนั้นเปิดเผยความทะเยอทะยานมาตลอด
ทว่ายามนี้กลับกลายเป็นว่าเซี่ยนอ๋องเองก็มีความทะเยอทะยานมิแพ้กัน
เพียงแต่ซ่อนเร้นอยู่ในที่มืดมาเนิ่นนาน!
ทั้งสองฝ่ายต่างสาดโคลนใส่กันจนผู้คนมิรู้จะเชื่อฝ่ายใด
เมืองหลวงจึงตกอยู่ในความโกลาหลวุ่นวายปานนรกแตก!
หากเทียบกันแล้ว ขุมกำลังของหลีอ๋องย่อมเหนือกว่าเล็กน้อย
อีกทั้งยังชิงความได้เปรียบไว้ก่อน
เขาจึงตัดสินใจจัดพิธีขึ้นครองราชย์ในทันทีเพื่อหวังจะสร้างความชอบธรรม
หากตำแหน่งฮ่องเต้ถูกกำหนดแน่นอนแล้ว ต่อให้เซี่ยนอ๋องมิยินยอมจะทำสิ่งใดได้?
ทว่าพิธีราชาภิเษกของหลีอ๋องมิเพียงแต่จะรีบร้อนกระชั้นชิด
ยังเกิดเหตุอาเพศขึ้นอีก
เมื่อคนของเซี่ยนอ๋องลอบเข้ามาทำลายพิธีและส่งมือสังหารเข้าจู่โจม
แม้มือสังหารจะถูกปลิดชีพในที่เกิดเหตุ ทว่าการหลั่งเลือดในยามมงคลเช่นนั้น
ในสายตาผู้คนย่อมถือเป็นลางร้ายยิ่งนัก
มิเพียงเท่านั้น ตำหนักหลังของพระราชวังเฉียนชิงยังเกิดเพลิงไหม้ตามมา
แม้จะดับไฟได้รวดเร็ว ทว่ากลุ่มควันที่พุ่งทะยานสู่ท้องฟ้าก็ประจักษ์แก่สายตาทุกคน
นี่ก็นับเป็นลางร้ายมิแพ้กัน!
หลีอ๋องพิโรธจัดจนแทบจะฉีกเซี่ยนอ๋องเป็นชิ้นๆ!
ทันทีที่เสร็จสิ้นพิธีอันลักลั่น ก็สั่งทหารออกจับกุมเซี่ยนอ๋องทันที
ทว่าเซี่ยนอ๋องมีหรือจะยอมจำนน? เขานำพาผู้ติดตามลอบขโมยพระศพของอดีตฮ่องเต้ออกไป
แล้วเข้ายึดพระราชวังฤดูร้อนเป่ยย่วนเพื่อตั้งป้อมยันกับหลีอ๋อง!
เหตุการณ์พลิกผันครานี้ทำเอาทุกคนถึงกับอ้าปากค้าง!
เหล่าขุนนางเก่าแก่และเชื้อพระวงศ์ต่างพากันตบหน้าอกร้องไห้โฮ
อดีตฮ่องเต้ทรงมีชื่อเสียงเกริกไกรมาตลอดพระชนม์ชีพ
นึกมิถึงว่ายามสวรรคตกลับถูกหมิ่นพระเกียรติถึงเพียงนี้
จะมิให้ผู้คนโกรธแค้นได้อย่างไร?
เหล่าบัณฑิต ผู้นำคำร้อง และนักปราชญ์ทั้งหลายต่างพากันเดือดดาล
วาจาประณามพรั่งพรูออกมามิขาดสาย
มิใช่เพียงเซี่ยนอ๋องผู้ริเริ่มเหตุการณ์จะถูกดันขึ้นสู่ยอดคลื่นแห่งคำสาปแช่ง
ทว่าแม้แต่ "ฮ่องเต้ใหม่" อย่างหลีอ๋องที่มิยอมประนีประนอมกับน้องชายจนเกิดเรื่องงามหน้า
ก็พลอยถูกตำหนิอย่างรุนแรงมิแพ้กัน
ยามนี้ สองพี่น้องต่างก็แบกรับกระแสสังคมมิไหว
หลีอ๋องจำต้องขอให้พระมารดาของตน หรือ 'ซูเฟย' ที่ยามนี้ขึ้นเป็นไทเฮา ไปเชิญอดีตฮองเฮา
(ฮองเฮาในรัชกาลก่อน) ที่กำลัง "ประชวร" ให้ออกมาเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ย
ในตอนแรกอดีตฮองเฮามิยินยอม
ทว่าหลีอ๋องที่จนแต้มแล้วกลับใช้ชีวิตคนในตระกูลเดิมของนางกว่าร้อยชีวิตมาข่มขู่
อดีตฮองเฮาจึงจำต้องกล้ำกลืนความแค้น ออกหน้ามาประสานรอยร้าวครั้งนี้
ผลสรุปสุดท้ายคือ เซี่ยนอ๋องเรียกร้องให้หลีอ๋องสถาปนาตนเป็น 'ฮั่นหยางอ๋อง' โดยขอดินแดนฮั่นหยางอันประกอบด้วย
จิงโจว, จิงเหมิน, เจียงเซี่ย
และอู่ชาง เป็นที่มั่น และจะออกเดินทางไปรับตำแหน่งในทันที
หลีอ๋องจำใจต้องตอบตกลงเพื่อความสงบ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น