วันจันทร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2569

จับแม่ทัพไปไถนา-บทที่ 1412 เหตุใดมิยึดไว้เสียเอง?

 

บทที่ 1412 เหตุใดมิยึดไว้เสียเอง?

เมื่อเห็นหลี่ฟู่นิ่งเงียบไป เฝิงชวี่จี๋รออยู่ครู่หนึ่งก่อนจะค่อยๆ กล่าวต่อ “ใต้เท้า เรื่องนี้มิควรล่าช้า ยามนี้คือกาลอันเหมาะสมที่สุด ทั่วทั้งหนานไห่หามีผู้ใดมิยอมสยบต่อท่าน แม้แต่ราษฎรเมื่อเอ่ยถึงท่านและฮูหยิน ใครบ้างมิได้เคารพรักจากใจจริง? อีกทั้งเหล่านักรบชาวหมานผู้กล้าหาญจากชนเผ่านับสิบในป่าลึกก็นับเป็นกองกำลังที่ยอดเยี่ยมยิ่ง! ใต้เท้า... พวกเราลงมือกันเถิด!”

เนิ่นนานกว่าหลี่ฟู่จะถอนหายใจยาว เขาจ้องมองเฝิงชวี่จี๋ด้วยสายตาลึกซึ้งทว่าสงบนิ่ง พลางกล่าวอย่างช้าๆ “เจ้ามีความกล้าที่จะเอ่ยคำเหล่านี้กับข้า ข้าย่อมเชื่อในความจริงใจของเจ้า แต่ข้าต้องบอกเจ้าไว้ก่อนว่า... เรื่องนี้มิอาจเป็นไปได้! หากเป็นเรื่องศึกสงครามก็นับว่าพอไหว ทว่าเรื่องการปกครองและกิจการบ้านเมือง เจ้าย่อมรู้ดีว่าข้าหามีความถนัดไม่! อีกทั้งอดีตฮ่องเต้และรัชทายาททรงมีพระคุณต่อข้า ข้ามิเคยคิดจะอาศัยช่วงเวลาวิกฤตนี้ชิงแผ่นดินต้าโจวมาเป็นของตน! เรื่องนี้... เจ้าจงทำราวกับมิเคยเอ่ย และข้าก็จักทำราวกับมิเคยได้ยิน! พวกเราจงรั้งอยู่ที่หนานไห่แห่งนี้เพื่อเฝ้าดูสถานการณ์ไปก่อน หลีอ๋องมิยอมรามือแน่ เขาต้องหาหนทางกำจัดเซี่ยนอ๋องและหย่งอ๋องให้สิ้นซาก อีกทั้งสกุลจูและสกุลหลี (ตระกูลเดิมของซูเฟย) ก็ใช่ว่าจะยอมลดราวาศอกให้แก่กัน! เมื่อพวกเขาก่อเรื่องวุ่นวาย เหล่าเชื้อพระวงศ์ย่อมต้องมีการเคลื่อนไหว อย่างน้อยที่สุด... 'หมิ่นจวิ้นอ๋อง' ผู้เฒ่าก็ยังอยู่! หากว่าด้วยลำดับอาวุโส หามีผู้ใดกล้าขัดคำสั่งท่านไม่ อดีตฮ่องเต้มิกล้า หลีอ๋องเองก็มิกล้า! หากว่าด้วยสติปัญญา... หึๆ ท่านอ๋องผู้เฒ่าผู้นี้ปกติมักชอบแสร้งเลอะเลือน ทว่าหาได้โง่เขลาจริงไม่!”

เฝิงชวี่จี๋รู้สึกผิดหวังอยู่ลึกๆ เขาจึงยิ้มขมขื่น “ใต้เท้า ท่านจะไม่ลองทบทวนข้อเสนอของผู้น้อยดูจริงๆ หรือขอรับ? นี่คือโอกาสทองที่พันปีจะมีสักหน! ใต้เท้า... ต่อให้สุดท้ายหมิ่นจวิ้นอ๋องผู้เฒ่าจะออกมาผดุงความยุติธรรมและผลักดันเชื้อพระวงศ์สักองค์ขึ้นครองบัลลังก์ ทว่าใต้เท้าอยู่ไกลถึงหนานไห่ มิได้มีส่วนร่วมในผลงานครานี้ ฮ่องเต้องค์ใหม่ย่อมมิเห็นท่านอยู่ในสายตา ดีมิดีอาจจะหวาดระแวงในอำนาจทหารของท่านจนคิดจะยึดอำนาจคืนเสียด้วยซ้ำ! ใต้เท้าจะยินยอมรึ? หากท่านได้ครองแผ่นดิน ใยต้องกังวลว่าจะไร้ซึ่งขุนนางยอดฝีมือมาช่วยบริหาร? สิ่งที่เรียกว่า 'การปกครองโดยมิพักต้องลงแรง'  ก็ควรเป็นเช่นนี้! อีกทั้งตามความเห็นของผู้น้อย ความสามารถของฮูหยินก็นับว่าล้ำเลิศนัก ใต้เท้ายังมีสิ่งใดต้องกังวลอีก!”

หลี่ฟู่ยิ้มพลางกล่าว “เรื่องยังมิถึงขั้นนั้น ยามนี้ยังมิควรเอ่ยถึง! ความสามารถของฮูหยินล้ำเลิศกว่าผู้ใดจริง ทว่ายามนี้ข้าเป็นเพียงผู้ว่าการมณฑล อยู่ในดินแดนห่างไกลเช่นหนานไห่ นางจะทำสิ่งใดตามใจชอบย่อมไม่มีใครว่า ทว่าหากถึงวันที่ข้าต้องครองแผ่นดิน ทุกอย่างย่อมเปลี่ยนไป หากนางบังอาจเข้าก้าวก่ายกิจการบ้านเมือง เหล่าขุนนางมีหรือจะยอมละเว้นนาง? น้ำลายของเหล่าปราชญ์ทั่วใต้หล้าย่อมรุมประณามจนนางแทบจมดิน ข้ามิอาจตัดใจปล่อยให้นางต้องเผชิญกับความอัปยศเช่นนั้นได้!”

เฝิงชวี่จี๋ถึงกับพูดไม่ออก ได้แต่ยิ้มขมขื่น “ดูท่าใต้เท้าจะตัดสินใจแน่วแน่แล้ว!”

เขายังมิยอมแพ้จึงถามต่อ “ทว่าหากจงหยวนยังคงวุ่นวายมิเลิกรา หลีอ๋องและเซี่ยนอ๋องต่อสู้ยืดเยื้อไปอีกสิบยี่สิบปี ใต้เท้าจะทำอย่างไรขอรับ?”

หลี่ฟู่นิ่งตรองก่อนจะส่ายหน้า “สถานการณ์ที่เจ้าว่ามาย่อมมิเกิดขึ้นแน่! หมิ่นจวิ้นอ๋องผู้เฒ่าและหย่งอ๋องย่อมมิยินยอมให้เป็นเช่นนั้น และหากข้าเดาไม่ผิด เมื่อเห็นว่าทางข้าไม่มีความเคลื่อนไหว พวกเขาต้องหาทางติดต่อมาเพื่อสืบข่าวแน่นอน ถึงเวลานั้นค่อยปรึกษาหารือกันก็ยังไม่สาย! หลีอ๋องผู้นั้นนิสัยดื้อรั้นถือดี ทั้งยังทะเยอทะยานเกินตัว... หึ เขาครองบัลลังก์ได้ไม่นานหรอก! ส่วนเซี่ยนอ๋อง... หากให้เขาแต่งโคลงกลอนวาดภาพก็นับว่าพอไหว แต่จะให้ชิงบัลลังก์รึ?”

หลี่ฟู่ยิ้มพลางส่ายหน้า “ที่เขาสามารถทำให้หลีอ๋องวุ่นวายได้ขนาดนี้ ก็เพราะอาศัยจังหวะทีเผลอเท่านั้น! ยามนี้เมื่อความลับถูกเปิดเผยแล้ว เจ้าคอยดูเถิด เขาจะไม่สามารถเอาเปรียบหลีอ๋องได้อีก เมื่อหลีอ๋องจัดการเขาเสร็จ ก็คงถึงคราวของหย่งอ๋อง! ถึงยามนั้น ย่อมมีการคิดบัญชีกันอีกครา!”

“ที่แท้ใต้เท้ามีแผนการอยู่ในใจแล้ว” เฝิงชวี่จี๋ฝืนยิ้ม

หลี่ฟู่กล่าว “เดิมทีไม่มีหรอก เพียงได้ฟังวาจาของเจ้าเมื่อครู่ จึงเพิ่งฉุกคิดขึ้นมาได้บ้าง! เพียงแต่ยามนี้ทุกอย่างยังมิอาจยืนยัน พวกเราจงเฝ้าดูสถานการณ์ไปก่อนเถิด!”

“ขอรับ ใต้เท้า” เฝิงชวี่จี๋รับคำเสียงค่อย

หลี่ฟู่ยกมือขึ้นตบบ่าเขาพลางยิ้ม “ข้ารู้ว่าเจ้าหวังดีต่อข้าและหนานไห่จึงได้กล่าววาจาเช่นนี้! แม้ข้าจะมิได้รับปาก ทว่าข้าหาได้ตำหนิเจ้าไม่! อย่าได้คิดมากไปเลย ไม่ว่าอย่างไรหนานไห่จะวุ่นวายมิได้ และหนานไห่จะขาดเจ้าไปมิได้เช่นกัน!”

“ขอบพระคุณใต้เท้า!” เฝิงชวี่จี๋ประสานมือโค้งคำนับด้วยความซาบซึ้งพลางกล่าว “ใต้เท้าทำให้ผู้น้อยรู้สึกละอายใจยิ่งนัก!”

หลี่ฟู่ยิ้มพลางโบกมือ “ยามบ้านเมืองผลัดแผ่นดิน เจ้าจะคิดเช่นนี้ก็นับเป็นเรื่องปกติ! เรื่องนี้... นับจากนี้ไปห้ามเอ่ยถึงอีกเป็นอันขาด!”

“ขอรับ ใต้เท้า!” เฝิงชวี่จี๋รับคำอย่างนอบน้อม สนทนากันอีกมี่กี่คำก็ขอตัวลาไป

คนที่ส่งไปยังหมู่บ้านต้าฟางเพื่อรับตัว 'เหลียนฟางชิง' และ 'อาหญิงสาม' เดินทางกลับมาแล้ว ทว่ากลับไปกี่คนก็กลับมาเท่านั้น!

อาหญิงสามฝากบอกว่านางอายุมากแล้ว มินึกอยากจากหมู่บ้านต้าฟางไปไหน อีกอย่างนางก็เป็นเพียงหญิงชรา เป็นแค่ญาติห่างๆ คงมิมีใครมาหาเรื่องลำบากให้นางหรอก!

เหลียนฟางโจวนิ่งตรองดูก็เห็นว่าเป็นเช่นนั้นจริง หากหลีอ๋องจะจับตัวอาหญิงสามมาข่มขู่หลี่ฟู่ เรื่องนี้คงกลายเป็นเรื่องตลกขบขันไปทั่วหล้า! ผู้คนคงจะพากันหัวเราะเยาะว่าเขาสิ้นไร้ไม้ตอกจนต้องใช้วิธีต่ำช้าเช่นนี้ เขาคงมิยอมเสียหน้าถึงเพียงนั้นแน่!

ทว่า... เหลียนฟางชิงกลับมิได้อยู่ที่หมู่บ้านต้าฟาง ได้ความว่านางออกเดินทางเข้าเมืองหลวงไปเมื่อมี่กี่วันก่อน!

เหลียนฟางโจวได้ฟังดังนั้นก็โกรธจนแทบจะเป็นลม

เมื่อตั้งสติได้นางก็ทุบตั่งด้วยความแค้นใจ “นังเด็กมิรู้ความคนนี้! นางคิดจะทำอันใดกัน! เข้าเมืองหลวงรึ! ยามนี้มันเวลาไหนกันแล้ว คนอื่นต่างพากันหนีออกจากเมืองหลวงแทบไม่ทัน แต่นางกลับเสนอหน้าเข้าไปหาเรื่องใส่ตัว! นางกะจะให้ข้าอกแตกตายเลยรึไง!”

“เจ้าอย่าเพิ่งร้อนใจไป!” หลี่ฟู่รีบปลอบ “ข้าว่าตอนที่ชิงเอ๋อร์เข้าเมืองหลวง นางคงยังไม่รู้เรื่องความวุ่นวายที่เกิดขึ้น มิแน่ว่าพอรู้ข่าวระหว่างทาง นางอาจจะเลี้ยวรถกลับแล้วก็ได้? นางเฉลียวฉลาดถึงเพียงนั้น ย่อมมกลับไปที่หมู่บ้านต้าฟางแน่ แต่น่าจะมุ่งหน้ามาหาพวกเราโดยตรง! อีกอย่างอาหญิงสามก็บอกมิใช่รึว่านางพาเจ้า 'เสี่ยวฮุย' ไปด้วย มีมันอยู่ข้างกาย ภยันตรายทั่วไปทำอันใดนางมิได้หรอก ฟางโจว เจ้ากังวลเกินไปแล้ว!”

“ท่านมิรู้จักนางดีพอ!” ใบหน้าของเหลียนฟางโจวซีดเผือด นางส่ายหน้าพลางถอนหายใจเบาๆ “นางเข้าเมืองหลวงเพื่อไปเยี่ยมลูกชายของอาเจ๋อ หากนางรู้ข่าวความวุ่นวายระหว่างทาง นางมิทันได้หันหัวเรือกลับหรอก ทว่านางจะยิ่งเร่งความเร็วเพื่อเข้าเมืองหลวงให้ไวขึ้น นางก็เหมือนข้า... เป็นห่วงอาเจ๋อและคนอื่นๆ ยิ่งกว่าสิ่งใด นางมิยอมหนีเอาตัวรอดไปคนเดียวแน่...”

หลี่ฟู่ถึงกับชะงักไป มิรู้จะสรรหาคำใดมาปลอบนางดี

เขารู้ดีว่าสิ่งที่นางคาดการณ์นั้นมิผิดเลย แม้ชิงเอ๋อร์ปกติจะดูร่าเริงเล่นหัวไปวันๆ ทว่าความรักระหว่างพี่น้องของพวกนางนั้นยิ่งใหญ่เหนือสิ่งอื่นใด!

เมื่อรู้ว่าเหลียนเจ๋อและคนอื่นๆ ตกอยู่ในอันตราย นางย่อมมิมีวันหันหลังหนีไปแน่นอน

นางอาจจะมิได้โง่เขลาถึงขั้นเดินดุ่มๆ เข้าไปติดกับ ทว่านางต้องหาทางลอบเข้าเมืองหลวงเพื่อสืบข่าว และหากเป็นไปได้... นางคงจะพยายามพาพวกเขาหนีออกมาด้วยกัน——

“เจ้าน่ะ คิดมากไปจริงๆ!” เมื่อคิดได้ดังนั้น หลี่ฟู่จึงฝืนยิ้มพลางตบบ่านางเบาๆ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ชิงเอ๋อร์มิมีวันทิ้งอาเจ๋อและคนอื่นๆ แน่ แต่ก็มิใช่คนวู่วามจนไม่ดูหน้าดูหลัง นางจะเข้าเมืองหลวงจริง ทว่าย่อมมิทำเอิกเกริก หลีอ๋องและพวกย่อมคาดมิถึงว่าในยามเช่นนี้จะยังมีคนกล้าลอบเข้าเมืองหลวง ดังนั้นนางต้องปลอดภัยแน่นอน! มิแน่ว่าป่านนี้นางอาจจะสมทบกับพวกอาเจ๋อแล้ว และกำลังพากันมุ่งหน้ามาหาเราที่นี่ก็ได้!”

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น