จิ้งหนานหวางเฟยเอ่ยปากว่าอยากพบคุณชายน้อยทั้งสอง
เหลียนฟางโจวจึงสั่งให้คนไปพาตัวมา
เพียงครู่เดียว แม่นมสองคนก็พานายน้อยมาถึง คนหนึ่งจูงมือเดิน
อีกคนโอบอุ้มมาในอ้อมแขน
ดวงตาของจิ้งหนานหวางเฟยเป็นประกายด้วยความเอ็นดูทันทีที่เห็น
นางจูงมือซวี่เอ๋อร์ พลางไถ่ถามด้วยรอยยิ้มว่าอายุเท่าใดแล้ว เล่าเรียนสิ่งใดบ้าง
ทั้งยังไม่ถือองค์ เข้าไปอุ้ม เสี่ยวตวนอู่ ไว้ครู่หนึ่ง เหล่าฮูหยินคนอื่น ๆ
จึงได้โอกาสรุมล้อมชื่นชมเด็กทั้งสองเสียยกใหญ่
เสี่ยวตวนอู่นั้นยังเป็นเพียงทารกตัวน้อยที่ทำได้แค่เป่าฟองน้ำลายเล่น
ไม่รู้ความใด ๆ จึงดูจะรื่นรมย์ไปกับเขาด้วย ผิดกับซวี่เอ๋อร์ที่ถูกบรรดาฮูหยินจ้องมองและเยินยอจนเริ่มจะหมดความอดทน
ทว่าด้วยนิสัยที่สุขุมและรู้ความเกินวัย ต่อให้ในใจจะนึกรำคาญเพียงใด
เขาก็ยังคงยืนนิ่งรับฟังคำชมอย่างสำรวม ใบหน้าเล็ก ๆ
นั้นเผลอขึงขังเคร่งเครียดจนดูผิดวิสัยเด็กทั่วไป
ทุกคนเห็นท่าทาง "เด็กน้อยหัดทำตัวเป็นผู้ใหญ่"
เช่นนั้นก็พากันหัวเราะชอบใจด้วยความเอ็นดู
แม้แต่จิ้งหนานหวางเฟยเองก็ทรงหัวเราะไม่หยุด
ซวี่เอ๋อร์ในตอนแรกยังไม่รู้ตัว
แต่พอเริ่มรู้ว่าตนกลายเป็นตัวตลกของทุกคนก็รู้สึกอึดอัดใจจนทนไม่ไหว
ทำได้เพียงส่งสายตาละห้อยขอความช่วยเหลือจากเหลียนฟางโจว
เหลียนฟางโจวทั้งสงสารลูกและนึกขำในเวลาเดียวกัน นางจึงหาจังหวะเหมาะ
ๆ สั่งให้เขากลับไปพักผ่อน
ซวี่เอ๋อร์ประหนึ่งยกภูเขาออกจากอก
เขารีบทำความเคารพลาอย่างกระตือรือร้น ทันทีที่ก้าวพ้นประตู สองขาเล็ก ๆ
ก็ออกแรงถีบตัวทะยานด้วยวิชาตัวเบาที่ม่อเว่ยเคยสอนไว้
เพียงพริบตาก็หายวับไปอย่างไร้ร่องรอย!
ทิ้งให้แม่นมวิ่งตามหลังพลางร้องเรียกด้วยความตกใจ
ท่ามกลางเสียงหัวเราะขบขันของผู้ที่พบเห็น
จิ้งหนานหวางเฟยอยู่ร่วมโต๊ะอาหารมื้อกลางวันที่จวนสกุลหลี่
ก่อนจะขอตัวกลับในช่วงบ่าย
ก่อนกลับ
นางได้กำชับโจวเชี่ยนต่อหน้าทุกคนอย่างเข้มงวดว่าต้องเชื่อฟังคำสั่งของฮูหยินหลี่
ห้ามเอาแต่ใจหรือก่อเรื่องวุ่นวายเด็ดขาด
ทั้งยังหันมากล่าวกับเหลียนฟางโจวด้วยรอยยิ้มว่า
หากโจวเชี่ยนทำตัวไม่เหมาะสมประการใด ให้เหลียนฟางโจวสั่งสอนและห้ามปรามได้ทันที อย่าได้ปล่อยให้นางล่วงเกิน
โจวเชี่ยนทำปากยื่นยอมรับคำสั่ง ส่วนเหลียนฟางโจวก็ยิ้มรับด้วยดี
เมื่อส่งพระชายาและเหล่าภรรยาขุนนางกลับไปหมดแล้ว
เหลียนฟางโจวจึงหันมาเอ่ยกับโจวเชี่ยนอย่างสุภาพ "วุ่นวายมาค่อนวัน
ท่านหญิงคงจะเหนื่อยแล้ว เชิญกลับไปพักผ่อนที่ห้องก่อนเถิดเพคะ
หากมีสิ่งใดไม่ถูกใจก็บอกข้าได้ทันที อย่าได้เกรงใจนักเลย"
"ข้าหาได้เหนื่อยไม่!"
โจวเชี่ยนเลิกคิ้วขึ้นพลางแค่นเสียงเหอะ "ทำไมหรือ
ฮูหยินหลี่รู้สึกว่าเหนื่อยมากนักหรือไง? พูดเช่นนี้เหมือนจะตำหนิว่าท่านแม่ของข้ามารบกวนท่านอย่างนั้นแหละ!"
เหลียนฟางโจวชะงักไปครู่หนึ่งกับถ้อยคำจิกกัดที่แฝงมากับรอยยิ้มนั้น 'นี่ผ่านไปไม่ทันไร... ธาตุแท้ก็เริ่มโผล่ออกมาแล้วหรือ?'
"ข้าล้อฮูหยินเล่นน่ะ!"
โจวเชี่ยนดูจะนึกขึ้นได้ว่าตนเผลอปากไวเกินไป
นางจึงรีบเข้าไปคล้องแขนเหลียนฟางโจวแล้วอ้อนราวกับเด็ก
"ฮูหยินคงไม่ถือสาข้าหรอกนะเจ้าคะ! โถ่...
ปากข้านี่ช่างพูดจาไม่เข้าหูคนเอาเสียเลย ทั้งที่ใจไม่ได้คิดเช่นนั้นแท้ ๆ แต่พูดออกมาทีไรตัวเองยังฟังไม่ได้เลย
ฮูหยินหลี่ ข้าขอโทษนะเจ้าคะ ขอโทษจริง ๆ!"
เหลียนฟางโจวจะเอาเรื่องเอาราวกับคำพูดเพียงเท่านี้ได้อย่างไร
จึงยิ้มตอบว่า "ในเมื่อเป็นเรื่องล้อเล่น ท่านหญิงก็อย่าได้เก็บไปใส่ใจเลยเพคะ
คำขอโทษอะไรนั่นก็มิต้องเอ่ยถึงหรอก ท่านหญิงว่าจริงไหม?"
การถูกย้อนกลับด้วยท่าทีเรียบเฉยแต่ตอกกลับได้อย่างเจ็บแสบโดยหาที่ผิดไม่ได้
ทำให้โจวเชี่ยนนึกแค้นเคืองในใจ แต่นางก็ยังคงฝืนยิ้มกว้าง พยักหน้าหงึก ๆ
"สมเป็นฮูหยินหลี่จริง ๆ ใจคอกว้างขวางนัก ท่านพูดเช่นนี้ข้าก็สบายใจ!"
โจวเชี่ยนสะกดกลั้นอารมณ์พลุ่งพล่านไว้สุดกำลัง
เพราะกลัวจะระเบิดโทสะออกมาต่อหน้านาง หลังจากคุยสัพเพเหระอีกเพียงสองสามคำ
นางก็ขอตัวกลับห้องพักไป
เมื่อเห็นว่าไม่มีรายงานความไม่พอใจใด ๆ มาจากเรือนพักของท่านหญิง
เหลียนฟางโจวก็เบาใจลง นางเอนกายลงนอนพักสายตาที่ตั่งไม้ในห้องโถงตะวันออก
ในใจยังคงขบคิดไม่ตก...
จิ้งหนานหวางเฟยทิ้งลูกสาวไว้ที่นี่เพื่ออะไรกันแน่?
หากจุดประสงค์หลักคือการเกลี้ยกล่อมให้หลี่ฟู่เข้าพวกกับอ๋องจิ้งหนาน
เรื่องนั้นนางย่อมเข้าใจดี
แต่สองสามีภรรยาคู่นี้ไม่รู้เชียวหรือว่าโจวเชี่ยนกับนางเคยมีเรื่องผิดใจกัน? และพวกเขาก็น่าจะรู้จักนิสัยลูกสาวตัวเองดีกว่าใคร
การฝืนส่งนางมาอยู่ข้างกายนางเช่นนี้จะดีจริงหรือ? ไม่กลัวว่านิสัยเสีย
ๆ ของนางจะพ่นคำที่ไม่ควรพูดออกมา จนจากที่คิดจะแก้ปมปัญหา
กลับกลายเป็นการผูกเงื่อนแค้นให้แน่นยิ่งกว่าเดิมหรืออย่างไร?
เหลียนฟางโจวส่ายหน้า เลิกฟุ้งซ่านไปเอง
'ช่างเถิด อย่างไรเสียก็แค่ห้าวัน แค่จับตาดูให้ดีก็พอ
พอครบห้าวันนางก็ต้องจากไป ไม่ว่านางจะมีจุดประสงค์แฝงเร้นอย่างไร
ก่อนจะไปความจริงย่อมปรากฏ!'
ทว่าก่อนมื้อค่ำ โจวเชี่ยนกลับพาหญิงรับใช้คนสนิทสองนางคืออวี๋เหมย
และลวี่เหมย มาพบเหลียนฟางโจวถึงหน้าห้อง
พร้อมเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มว่ามีสิ่งใดให้นางช่วยทำบ้างหรือไม่
ท่าทางขะมักเขม้นประหนึ่งจะมาขอ "เรียนรู้งาน" และ
"รับคำชี้แนะ" อย่างจริงจังนั้น ทำเอาเหลียนฟางโจวตั้งตัวแทบไม่ทัน!
"นี่มัน..." เหลียนฟางโจวรีบลุกขึ้นเชิญนางนั่ง
"ท่านหญิงพักอยู่ที่นี่เพียงไม่กี่วัน ถือเสียว่ามาเที่ยวเล่นเถิดเจ้าค่ะ
เรื่องสั่งสอนหรือชี้แนะนั้น ในวังอ๋องมีครูบาอาจารย์มากมาย
ท่านหญิงกล่าวเช่นนี้เหมือนจะล้อข้าเล่นเสียมากกว่า!"
โจวเชี่ยนคิดในใจว่า 'หึ
ก็ยังรู้จักเจียมตัวอยู่บ้าง!'
ทว่าภายนอกกลับรีบแย้มยิ้ม "พี่หญิงหลี่อย่ากล่าวเช่นนั้นสิ
ท่านไม่อยากสอนข้าแล้วหรือ? ก่อนหน้านี้ยังคุยกันดิบดีเลย
พี่หญิงคนดี... สอนข้าหน่อยเถิดเจ้าค่ะ มิเช่นนั้นพอครบห้าวัน
ข้าจะไปตอบท่านแม่อย่างไร ท่านแม่ต้องหาว่าข้าขี้เกียจ
เอาแต่เที่ยวเล่นไม่ทำอะไรแน่ ๆ!"
เหลียนฟางโจวฟังแล้วก็นึกหนักใจ หากพระชายาถามขึ้นมาจริง ๆ
นางเองก็คงตอบลำบาก ซ้ำร้ายหากข่าวแพร่ออกไปคงจะดูไม่งาม
แต่จะให้นางทำอะไรล่ะ? หรือมีสิ่งใดที่คนอย่างนางพอจะทำได้บ้าง? เหลียนฟางโจวเริ่มปวดหัวหนึบ!
งานใช้แรงงานหนักย่อมเป็นไปไม่ได้ งานในครัวนางก็ไม่ไว้ใจ
งานซักล้างยิ่งไม่ต้องพูดถึง... มันดูเสียเกียรติเกินไป
ส่วนงานจัดซื้อจัดจ้างก็ไม่ใช่เรื่องที่จะเรียนรู้ได้ในวันสองวัน
หากส่งนางไปมีหวังได้วุ่นวายกันทั้งจวนแน่!
ครั้นจะให้มาปรนนิบัติข้างกาย
นางก็มีเรื่องส่วนตัวมากมายที่ไม่ต้องการให้คนนอกรู้
ยิ่งไปกว่านั้น จะอย่างไรก็มิอาจปฏิบัติกับนางเหมือนสาวใช้คนสนิทได้
ขืนให้นางอยู่ข้างกายตลอดเวลา นางคงจะทำตัวเป็น "กึ่งเจ้านาย"
เสียมากกว่า!
และที่สำคัญที่สุด...
นางไม่อยากให้โจวเชี่ยนเข้าใกล้ลูกชายทั้งสองของนางเลยแม้แต่นิดเดียว
คิดไปคิดมา ก็หาตำแหน่งที่เหมาะสมไม่ได้เลยสักแห่ง
เหลียนฟางโจวได้แต่ยิ้มขื่น "พระชายาทรงประทานโจทย์ยากให้หม่อมฉันเสียแล้ว!
ตัวหม่อมฉันเองก็เพิ่งพ้นช่วงอยู่ไฟ นิสัยขี้เกียจยังไม่ทันจะเข้าที่เข้าทางเลย
งานในบ้านก็เรียบง่ายไม่มีอะไรน่าเรียนรู้ ส่วนงานค้าขายหม่อมฉันก็มิได้หยิบจับเอง
จะมีก็เพียงช่วงสิ้นปีที่ฟังหลงจู๊รายงานบัญชี ซึ่งตอนนี้ก็ยังไม่ถึงเวลา...
เอาเช่นนี้ดีไหม ทุกวันช่วงเช้าและบ่าย ท่านหญิงมาหาหม่อมฉันที่นี่ช่วงละหนึ่งชั่วยาม
มานั่งพูดคุยคลายเหงากัน มีสิ่งใดอยากถามก็ถาม หากบังเอิญมีเรื่องให้ต้องตัดสินใจ
ท่านหญิงก็จะได้เห็นและเรียนรู้ไปในตัว เช่นนี้ดีหรือไม่เพคะ?"
"แบบนั้นก็ได้!" โจวเชี่ยนยิ้มหวาน ก่อนจะตื๊อต่อ
"แต่ถ้าไม่มีหน้าที่ให้ทำเลยก็ดูจะไม่เหมือนมาเรียนรู้งานน่ะสิ
เอาอย่างนี้ดีไหม ข้าจะช่วยดูแลสวนดอกไม้ให้ฮูหยินสักสองสามวัน
ทุกวันข้าจะไปเลือกตัดดอกไม้สดมาปักแจกันให้ฮูหยินเอง ท่านเห็นว่าอย่างไร?"
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น